สรุปสารพันปัญหาก่อนถึงวันเลือก สว. ระดับอำเภอ 9 มิ.ย.

ผู้สนใจยืนดูแผนผังพื้นที่การเลือก สว. ระดับประเทศ จัดขึ้นที่อาคารอิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อ ธ.ค. 2561 โดยครั้งนั้นเป็นการเลือก สว. 10 กลุุ่มอาชีพ

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, ผู้สนใจยืนดูแผนผังพื้นที่การเลือก สว. ระดับประเทศ จัดขึ้นที่อาคารอิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อ ธ.ค. 2561 โดยครั้งนั้นเป็นการเลือก สว. 10 กลุุ่มอาชีพ

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ปฏิเสธข่าว “โพยฮั้วเลือก สว.” 149 รายชื่อ โดยระบุว่า “คลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริง” และ “ปราศจากพยานหลักฐาน” แต่สั่งเกาะติดพฤติกรรมของผู้สมัครทุกราย

การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดใหม่ 200 คน เกิดขึ้นภายใต้ระบบที่นำมาใช้เป็นครั้งแรกของโลก โดยประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิลงคะแนน เฉพาะผู้สมัครเท่านั้นที่มีสิทธิเลือก

บุคคลที่จะได้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาสูงต้องผ่านการเลือกทั้ง 3 ระดับ จากระดับอำเภอ ไปสู่จังหวัด และจบที่ระดับประเทศ โดยแต่ละระดับแบ่งเป็น 2 รอบ รอบแรก “เลือกกันเอง” ในกลุ่มอาชีพ และรอบสอง “เลือกไขว้กลุ่ม” และคาดว่าจะประกาศผลได้ 2 ก.ค.

สำนักงาน กกต. ประกาศรายชื่อผู้สมัคร สว. อย่างเป็นทางการทั้งสิ้น 46,206 คน ซึ่งพลาดไปจากเป้าหมาย กกต. ที่ตั้งไว้ 100,000 แสนคน เกินกว่าเท่าตัว ทั้งนี้ กกต. ได้ตัดสิทธิผู้ประสงค์ลงสมัคร สว. ไป 2,020 คน หลังตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม แล้วพบว่ายังเป็นสมาชิกพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมือง

ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงวันเลือก สว. ระดับอำเภอ 9 มิ.ย. บีบีซีไทยรวบรวม 6 ปัญหาที่พบในกระบวนการเลือก สว.

1. “ตกรอบ” เพราะทั้งอำเภอสมัครแค่กลุ่มเดียว

ยอดผู้สมัครที่ต่ำกว่าคาด ทำให้ผู้สมัคร 10 คน ใน 7 อำเภอที่มีผู้สมัครเพียงกลุ่มเดียวหมดสิทธิไปต่อในระดับจังหวัด เนื่องจากไม่มีคะแนนในรอบ “เลือกไขว้”

แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. คือผู้ออกมาเปิดประเด็นนี้เองในระหว่างการแถลงข่าวกับสื่อมวลชนเมื่อ 27 พ.ค. โดยกล่าวว่า “อะไรที่ไม่กำหนดไว้ ทำไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ จังหวัดที่มีกลุ่มเดียวก็ต้องตกไป... ก็คือ 10 คนนี้ตกไปเลย เพราะคุณไม่ได้ไขว้ ในเมื่อมีกลุ่มเดียว จะไปไขว้กับใคร เพราะกฎหมายกำหนดว่าไขว้แล้วต้องมีคะแนน”

เลขาธิการ กกต. บอกว่า ไม่ใช่ความผิดผู้สมัคร เพราะเขาไม่รู้จะมีใครมาสมัครเท่าไร แต่ “มันเป็นสภาพบังคับตามกฎหมาย”

บีบีซีไทยตรวจสอบข้อมูลจากแอปพลิเคชันสมาร์ทโหวตของสำนักงาน กกต. พบว่า 10 ผู้สมัคร สว. ที่ต้อง “ตกรอบ” โดยเทคนิคทางกฎหมาย ประกอบด้วย

  • อำเภอที่มีผู้สมัคร 1 คน ได้แก่ อ.เมืองยาง จ.นครราชสีมา (ลงกลุ่ม 14), อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์ (ลงกลุ่ม 15), อ.แม่จริม จ.น่าน (ลงกลุ่ม 11), อ.นาน้อย จ.น่าน (ลงกลุ่ม 18) และ อ.เชียงกลาง จ.น่าน (ลงกลุ่ม 14)
  • อำเภอที่มีผู้สมัคร 2 คนคือ อ.อุ้มผาง จ.ตาก (ลงกลุ่ม 3)
  • อำเภอที่มีผู้สมัคร 3 คนคือ อ.ปางศิลาทอง จ.กำแพงเพชร (ลงกลุ่ม 3)
CG

ที่มาของภาพ, ฺBBC

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 40 ระบุถึงขั้นตอนการเลือกระดับอำเภอ โดยกำหนดให้ผู้สมัครต้องเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพเดียวกันให้เหลือ 5 คน เป็นผู้ได้รับเลือกขั้นต้นของกลุ่ม แล้วไปจับสลากแบ่งสายเลือกไขว้ เพื่อลงคะแนนให้ผู้สมัครกลุ่มอื่น ๆ และเลือกให้เหลือ 3 คน

หากกลุ่มใดมีผู้สมัครในระดับอำเภอไม่เกิน 5 คน ก็ไม่ต้องเลือกกันเอง ผู้สมัครทุกคนจะได้เป็นผู้ได้รับเลือกขั้นต้น ผ่านเข้าสู่รอบเลือกไขว้ได้เลย

แต่ในรอบเลือกไขว้ กฎหมายไม่ได้เขียนว่า หากกลุ่มใดมีผู้สมัครในระดับอำเภอไม่เกิน 3 คน สามารถผ่านเข้าสู่ระดับจังหวัดได้ทันที ตรงกันข้าม แม้มีผู้สมัคร 1 คน หรือ 2 คน หรือ 3 คน มาตรา 40 (12) บังคับว่า ต้องไปเลือกไขว้ และ "ในกรณีที่มีผู้ได้คะแนนไม่ถึง 3 คน ให้เฉพาะผู้ซึ่งได้คะแนนเป็นผู้ได้รับเลือก"

นั่นหมายความว่า ในรอบเลือกไขว้ ผู้ที่จะผ่านเข้ารอบได้ ต้องมีอย่างน้อย 1 คะแนน แม้ผู้สมัครในกลุ่มนั้น ๆ จะน้อยกว่า 3 คนก็ตาม แต่หากผู้สมัครคนใดไม่ได้คะแนนเลย ก็จะไม่ผ่านเข้าสู่ระดับจังหวัด

2. สมัคร 2 กลุ่ม ทำจับสาย-เลือกไขว้ไม่ได้

นอกจากนี้ยังมีผู้สมัครอีกกลุ่มประสบปัญหาที่โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ใช้คำว่า “รูรั่วทางเทคนิค”

จากการตรวจสอบของไอลอว์ มีผู้สมัคร 29 คน ใน 10 อำเภอที่มีผู้สมัคร 2 กลุ่ม ไม่สามารถจับสลากเป็นสายเพื่อทำการเลือกไขว้ได้ จึงต้อง “ตกรอบ” ระดับอำเภอในที่สุด

“อยากได้ความชัดเจนจาก กกต. ว่าอำเภอที่มีผู้สมัคร 2 กลุ่ม ตกรอบเลย หรือจะให้ไขว้กันเองใน 2 กลุ่มที่มี” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหารไอลอว์ฝากคำถามถึง กกต.

พ.ร.ป.สว. มาตรา 40 (10) กำหนดให้มีการแบ่งสายออกเป็นไม่เกิน 4 สาย และในแต่ละสายต้องมีไม่เกิน 5 กลุ่ม แต่ต้องไม่น้อยกว่า 3 กลุ่ม

นั่นหมายความว่า หากอำเภอใดมีผู้สมัครเพียง 2 กลุ่ม ก็จะไม่สามารถจับเป็นสายเพื่อทำการเลือกไขว้กลุ่มได้ ไม่ว่าจะมีผู้สมัครจำนวนมากเพียงใดก็ตาม และทำให้ผู้สมัครทั้ง 2 กลุ่มต้อง “ตกรอบ” ไปในที่สุด

สำหรับอำเภอที่มีผู้สมัคร 2 กลุ่ม โดยมีผู้สมัครตั้งแต่ 2-6 คน ประกอบด้วย

  • อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี (2 คน)
  • อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา (2 คน)
  • อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี (2 คน)
  • อ.ทุ่งฝน จ.อุดรธานี (2 คน)
  • อ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร (3 คน)
  • อ.สองแคว จ.น่าน (3 คน)
  • อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร (3 คน)
  • อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี (3 คน)
  • อ.กู่แก้ว จ.อุดรธานี (3 คน)
  • อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น (6 คน)
สมัคร สว.

ที่มาของภาพ, EPA

3. คะแนนไม่พอจะเลือกไขว้

อีกปัญหาที่ภาคประชาชนพบคือภาวะ “คะแนนไม่พอจะเลือกไขว้” ทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบจากความแตกต่างของจำนวนผู้สมัครในแต่ละกลุ่ม

มีการยกตัวอย่าง อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งมีผู้สมัครในกลุ่มการศึกษา 6 คน กลุ่มผู้สูงอายุฯ 1 คน และกลุ่มทำสวน 1 คน ในรอบเลือกกันเอง ผู้สมัครในกลุ่มผู้สูงอายุฯ และกลุ่มทำสวนจึงผ่านเข้ารอบทันที ส่วนกลุ่มการศึกษาต้องเลือกกันเองให้เหลือ 5 คน แต่เมื่อถึงรอบเลือกไขว้ ทั้ง 3 กลุ่มจะถูกจับอยู่ในสายเดียวกัน หากมีกลุ่มการศึกษาคนใดคนหนึ่งลงคะแนนให้กับผู้สมัครในกลุ่มผู้สูงอายุฯ และทำสวน ผู้ที่ได้คะแนนก็จะผ่านเข้ารอบทันที ในทางกลับกัน กลุ่มการศึกษาฯ จะเจอกับปัญหา เนื่องจากผู้สมัครจากกลุ่มผู้สูงอายุฯ และทำสวนมีคนละ 1 คะแนน ผู้สมัครกลุ่มการศึกษาที่จะมีคะแนนจึงมีโอกาสมากสุดเพียง 2 คน ตามจำนวนโหวตเตอร์แค่ 2 คน และจะได้ผ่านเข้าสู่ระดับจังหวัด ทั้งที่กฎหมายให้โควต้าเอาไว้กลุ่มละ 3 คน พูดง่าย ๆ ว่าเสียที่นั่งไป 1 คน เพราะคนในรอบเลือกไขว้ไม่พอ

ยิ่งชีพ ชี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะคนออกแบบระบบไม่เข้าใจว่าจะมีคนสมัครน้อย จึงไม่ได้ออกแบบทางแก้ไว้ และ กกต. ทำงานแบบที่เห็น คนเลยมาสมัครเท่านี้ “คนที่จะตกรอบไป ไม่ได้เป็นเพราะเขาทำผิดอะไร ไม่ควรเข้ารอบ ไม่ควรเป็น สว. อยากให้ กกต. อธิบายสิ่งนี้”

สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง และคณะ สังเกตการณ์การรับสมัคร สว. เขตห้วยขวาง กทม.

ที่มาของภาพ, ECT

คำบรรยายภาพ, สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง และคณะ สังเกตการณ์การรับสมัคร สว. เขตห้วยขวาง กทม.

ในระหว่างร่วมเสวนา “ปัญหาการเลือก สว. 2567 จะแก้อย่างไร” ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) วันนี้ (4 มิ.ย.) ผศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มธ. กล่าวว่า เหตุที่มีผู้สมัครจำนวนน้อยเกินไป เป็นเพราะความพลาดในขั้นตอนการเขียนกฎหมาย และความบกพร่องของ กกต. ในการประชาสัมพันธ์ ทำให้บางอำเภอมีผู้สมัครแค่คนเดียว

นักกฎหมายรายนี้ยังเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา โดยทำได้ 2 แนวทาง

หนึ่ง ให้ กกต. เอาสิทธิประชาชนเป็นหลัก ต้องตีความกฎหมายโดยอนุโลม แล้วประชาชนจะสรรเสริญ ในเมื่อผู้สมัครระดับอำเภอมีจำนวนไม่ถึง ก็ให้เข้ารอบไปสู่จังหวัดเลย “หลักง่ายมาก ผู้สมัครไม่ถึงก็ต้องผ่านเข้ารอบไป เหมือนแข่งกีฬา ในเมื่อคนลงไม่ถึงก็เข้าหมด ชนะบายไปเลย”

สอง ถ้า กกต. กังวลใจ และตีความตามตัวหนังสือว่า อำเภอที่มีผู้สมัคร 1 คน และมีกลุ่มอาชีพไม่ถึง 3 กลุ่ม เลือกไขว้ไม่ได้ ก็ให้สำนักงาน กกต. ประกาศออกมาโดยด่วนก่อนถึง 9 มิ.ย. ผู้ถูกตัดสิทธิจะได้ไปร้องศาลปกครอง แล้วให้ศาลชี้ขาดไป

“ตอนนี้วันที่ 4 มิ.ย. ยังพอมีเวลาแก้ไข ถ้าถึงเวลาประกาศผลไม่ได้ขึ้นมาเพราะปัญหามาก ใครจะรับผิดชอบ ดังนั้นทำให้เรียบร้อยที่สุด ตอนนี้ข้อทักท้วง ปัญหาต่าง ๆ เห็นแล้ว อยู่ในวิสัยที่แก้ได้” ผศ.ปริญญากล่าว

4. เปลี่ยนบัตรเลือกสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันเลือก

หนึ่งสัปดาห์ก่อนถึงวันเลือก สว. ระดับอำเภอ 9 มิ.ย. กกต. ตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบบัตรเลือกในรอบเลือกไขว้ใหม่ จากเดิมให้ผู้สมัครที่ได้รับการเลือกขั้นต้นจากการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ ใช้บัตรเลือก 1 ใบ ลงคะแนนเลือกผู้สมัครกลุ่มอื่น ๆ ที่อยู่ในสายเดียวกันทุกกลุ่มในรอบเลือกไขว้ โดยบัตร 1 ใบ มี 4 ช่อง โหวตเตอร์ต้องเขียนหมายเลขผู้สมัครอีก 4 กลุ่ม (เลือกได้กลุ่มละ 1 คน) ลงไป แต่ของใหม่ จะใช้บัตร 4 ใบ มีใบละ 1 ช่อง โหวตเตอร์ต้องเขียนหมายเลขผู้สมัครอื่นลงไปใบละ 1 หมายเลข

ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือก สว. ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 1 มิ.ย. และมีผลใช้บังคับในวันถัดไป

แสวง กล่าวว่า เหตุที่ กกต. ปรับเปลี่ยนรูปแบบบัตรเลือก สว. ใหม่ เพราะต้องการลดจำนวนบัตรเสีย หากผู้เลือกไปลงคะแนนให้คนไม่มีสิทธิรับเลือก จะกลายเป็นบัตรเสียทั้งฉบับ ทั้งที่ช่องอื่นเป็นบัตรดี กาถูกหมด (กฎหมายกำหนดให้เขียนเลขประจำตัวผู้สมัครเป็นเลขอารบิก) แต่ถ้าในนั้นมีผู้ที่ไม่มีสิทธิได้รับเลือก ซึ่งอาจเป็นคนที่ตกรอบไปแล้ว หรือไม่ได้มารายงานตัว ก็จะตกไปทั้งฉบับ และทำให้ผู้สมัครเสียประโยชน์ กลายเป็นไม่ได้คะแนน

“ทุกคะแนนมีความหมาย เขาไม่ควรจะเสียจากสิ่งที่ไม่ใช่ความผิดเขา แต่กฎหมายบอกว่าให้เป็นบัตรเสียทั้งฉบับ ดังนั้นจะทำอย่างไรให้เสียน้อยสุด ถึงออกแบบบัตรใหม่เพื่อประโยชน์ของของผู้สมัคร” แสวง กล่าว

ตัวอย่างบัตรเลือกใหม่ รอบเลือกไขว้

ที่มาของภาพ, ECT

คำบรรยายภาพ, ตัวอย่างบัตรเลือกใหม่ รอบเลือกไขว้

ขณะที่ ผอ.ไอลอว์ ให้ความเห็นว่า บัตรแบบใหม่ดีกว่าของเดิม เพราะน่าจะทำให้ผิดพลาดน้อยกว่า ล็อกผลยากกว่า แต่ตั้งคำถามว่าทำไมถึงมาเปลี่ยนตอนนี้

“มาเปลี่ยนไม่กี่วันก่อนเลือก ไม่คิดว่า กกต. เปลี่ยนบัตรเพราะมีเจตนาทุจริตอะไร แต่มาเปลี่ยนก่อนเลือก 10 วัน คิดว่าเสียหายมาก และไม่รู้ว่ามีความพยายามจาก กกต. ในการทำความเข้าใจแค่ไหน” เขาตั้งข้อสังเกต

ที่ผ่านมา ไอลอว์และเครือข่ายเดินสายจัดเวทีทดลองเลือก สว. ทั่วทุกภาคของประเทศเพื่อให้ความรู้แก่ผู้สมัคร โดยใช้บัตรเลือกแบบเดิมที่ กกต. ออกตัวอย่างมาก่อนหน้านี้ ซึ่งก็ยังพบว่ามีผู้เข้าร่วมกิจกรรมบางส่วนทำบัตรเสีย

5. เกียรติประวัติในหน้าที่การงาน 5 บรรทัด

ในช่วงนี้ กกต.จว. นัดหมายให้ผู้สมัครเข้ารับเอกสารข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร หรือที่เรียกว่า “แบบ สว. 3” ของผู้สมัครทั้งอำเภอทุกกลุ่มอาชีพ เพื่อจะได้มีโอกาสไปศึกษาและทำการบ้านก่อน จากเดิมที่บอกว่าจะปรินท์แจกหน้างาน

แบบ สว. 3 เป็นกระดาษเพียง 1 หน้า มีข้อมูลส่วนตัว, ประวัติการศึกษา, ประวัติการทำงาน หรือประสบการณ์การทำงานในกลุ่มที่สมัคร ไม่เกิน 5 บรรทัด และรูปถ่ายของผู้สมัคร

อย่างไรก็ตามบรรดาผู้สังเกตการณ์กระบวนการเลือก สว. วิจารณ์ว่า แม้ผู้สมัครได้เห็น สว. 3 ของผู้สมัครอื่นก่อน แต่เมื่ออ่านเกียรติประวัติในหน้าที่การงานที่มีเพียง 5 บรรทัด ก็อาจยังไม่รู้ว่าจะเลือกใคร หรือจะตัดสินใจอย่างใด

“ถ้าอ่าน สว. 3 ของกลุ่มอื่นแล้วไม่รู้จริง ๆ ว่าเป็นใคร ควรเลือกไหม โดยสามัญสำนึกคือไม่เลือก ฉันไม่เคยรู้จัก แต่พอคนสมัครน้อย หากเราไม่ออกเสียง มันตกหมด ผมเลยขอว่าต้องเลือก ถ้าไม่เลือก มันจะไม่มีใครเข้ารอบ ถ้าไประดับจังหวัดก็จะเกิดแบบนี้อีก โดยเฉพาะจังหวัดที่คนลงน้อย ๆ มีอำเภอน้อย ๆ พอเลือกประเทศก็ไม่เหลือใครแล้ว จึงขอร้องว่าต้องพยายามเลือก ถ้าไม่รู้เลือกไร ก็เลือกตามอุดมการณ์ทางความคิดว่าเหมือนเราไหม ไม่เช่นนั้นจะพังไปทั้งหมด” ยิ่งชีพ เสนอ

ปัจจุบัน ผู้สมัคร สว. สามารถออกเอกสารแนะนำตัวโดยไม่ถูกจำกัดด้วยจำนวนหน้ากระดาษ (เดิม กำหนดให้ใช้กระดาษเอสี่ ไม่เกิน 2 หน้า), เนื้อหาเปิดกว้างให้แสดงวิสัยทัศน์และจุดยืนได้, แจกจ่ายเอกสารแนะนำตัวในที่สาธารณะได้ ซึ่งเป็นไปตามคำพิพากษาศาลปกครองเมื่อ 24 พ.ค. ที่สั่งเพิกถอนะเบียบการแนะนำตัวในการเลือก สว. พ.ศ. 2567 จำนวน 5 ข้อ

6. กกต. แจงข่าว “โพยฮั้ว” คาดเดาโดยไม่มีมูลความจริง

ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือก สว. ระดับแรก มีคนดังออกมาตั้งข้อสังเกตเรื่องความไม่ชอบมาพากลในกระบวนการเลือก สว. ว่าอาจมีการ “จัดตั้ง” หรือ “ฮั้ว”

หนึ่งในจำนวนนี้คือ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ที่ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อ 2 มิ.ย. ในเชิงตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ของ กกต. โดยอ้างว่ามี “บัญชีโพยผู้สมัครทั่วประเทศ” ที่ผ่านด่านจากอำเภอ จังหวัด เข้ารอตัดเชือกเลือกในระดับประเทศแบบนอนมา พร้อมเปิดรายชื่อ 149 คน ในลักษณะอักษรย่อชื่อ-สกุลของผู้สมัคร, กลุ่มที่ลงสมัคร, จังหวัด ซึ่งต่อมาเขาเรียกขานว่าเป็น “โพยก๊วนฮั้วเลือก สว."

สมชาย แสวงการ

ที่มาของภาพ, STR/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, สมชาย แสวงการ บอกว่า ไม่รู้จักและไม่ได้ดูรายชื่อ 149 คนที่อยู่ใน "โพย" ที่เขาออกมาเปิดเผย

สมชาย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพิ่มเติมว่า โพยนี้เกิดขึ้นมาจากแหล่งข้อมูลดิบที่ถูกส่งไปตามกลุ่มต่าง ๆ ในโซเชียลมีเดีย รวมถึงกลุ่มสื่อมวลชน

เขายังชี้ให้เห็น “ความผิดเพี้ยนในรายละเอียดของคุณสมบัติ” ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดกลุ่มผิด เช่น กลุ่มทำนาเกลือ แต่ไปอยู่ในกลุ่มทำนาข้าว, เด็กปั๊ม มาสมัครเป็นตัวแทนกลุ่มพลังงาน, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่อบรม 12 ชม. แต่มาสมัครกลุ่มแพทย์ที่ใช้เวลาเรียนถึง 6 ปี นอกจากนี้ยังมีผู้นำกลุ่มสตรีที่อยู่คนละจังหวัด แต่แต่งกายเหมือนกัน ถ่ายรูปจากร้านเดียวกัน, กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงไก่ ถ่ายรูปร้านเดียวกัน แต่อยู่คนละพื้นที่

สว. รายนี้บอกด้วยว่า ได้รับเรื่องนับพันเรื่อง พร้อมระบุชื่อจังหวัดที่พบว่า “มีข้อพิรุธ” ได้แก่ สมุทรสาคร เพชรบุรี สระบุรี บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สตูล สงขลา ซึ่งมีการร้องเรียน แต่ยังไม่เห็นปฏิกิริยา กกต. ว่ามีการตรวจสอบหรือไม่

"โดยสรุป 149 คน เป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาขบวนการทั้งหมด ผมไม่เคยระบุและไม่เคยสนใจชื่อบุคคลเหล่านั้น และไม่ตรวจด้วยว่าท่านเป็นใคร ข้อมูลนั้นจะตรงหรือไม่ตรง จะเป็นการเช็กทางสถิติ หรือเป็นการฮั้วหรือไม่ ผมตั้งคำถามให้ กกต. ได้ตอบว่าท่านตรวจสอบแล้วหรือยังว่ามันมีข้อบกพร่องของ พ.ร.ป.สว. หรือระเบียบของ กกต. หรือมีการจัดตั้ง ฮั้ว หรือบล็อกโหวตจริงหรือไม่” สมชาย กล่าว

สมชาย ย้ำว่า การออกมาเปิดเผยโพยนี้เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบการเลือก สว. เพื่อให้ได้ สว. ที่เป็นตัวแทนกลุ่มอาชีพทั้ง 20 กลุ่ม ด้วยความซื่อสัตย์ เที่ยงธรรม และสุจริต

อย่างไรก็ตามบรรดาผู้สมัครบางส่วนจาก 149 คนที่ถูกระบุชื่อย่อ ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจที่มีชื่ออยู่ใน “โพยฮั้ว” มีหลายคนเข้าไปชี้แจงใต้โพสต์ของ สว.สมชาย และมีผู้สมัคร สว. อย่างน้อย 2 คนออกมาเคลื่อนไหวตอบโต้ สว. รายนี้

เทวฤทธิ์ มณีฉาย บรรณาธิการบริหารสำนักข่าวประชาไท ในฐานะผู้สมัคร สว. เข้ายื่นหนังสือถึงประธาน กกต. วันนี้ (4 มิ.ย.) เพื่อขอชี้แจงและขอความเป็นธรรม โดยกล่าวว่า เขาได้นำรายชื่อของบุคคลทั้ง 149 รายชื่อไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลผู้สมัคร สว. ของสำนักงาน กกต. แล้วพบว่า เป็นรายชื่อของผู้สมัครในกลุ่มอาชีพที่ในจังหวัดนั้นมีเพียง 1-2 คน ซึ่ง “ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าเป็นการฮั้วหรือส่งคนมาบล็อกโหวต” อีกทั้งผู้สมัครแต่ละคนต้องได้คะแนนในรอบเลือกไขว้อย่างน้อย 1 คะแนนจึงจะผ่านระดับอำเภอและจังหวัดได้ ไม่ใช่ผ่านเข้าระดับประเทศทันที

เขากล่าวต่อว่า แม้มีการใช้ตัวย่อทั้งชื่อ-สกุล แต่การระบุกลุ่มอาชีพและจังหวัด ทำให้ขณะนี้ที่อยู่ในกระบวนการแนะนำตัวระดับอำเภอ ผู้สมัครอื่นที่อยู่ในอำเภอหรือจังหวัดเดียวกันย่อมอาจทราบได้ว่าใครคือบุคคลในโพยที่อ้าง อาจทำให้เกิดความสับสนเข้าใจผิดในตัวผู้สมัครทั้ง 149 รายชื่อตามที่ สมชาย “ตั้งคำถามเชิงชี้ประเด็น” และทำให้เสียคะแนนไป

เช่นเดียวกับ ตวงคุณ ทรงธรรมวัฒน์ อดีตประธานสภาอุตสาหกรรม จ.สมุทรสงคราม ในฐานะผู้สมัคร สว. ที่ได้เดินทางไปลงบันทึกประจำวันเมื่อ 3 มิ.ย. หลังกรณีถูกโพสต์พาดพิงกล่าวหาว่ามีการฮั้วเลือก สว.

มติชนรายงานคำกล่าวของ ตวงคุณ ว่า หากไม่ออกมาชี้แจงจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าผู้สมัคร สว. 149 คนฮั้วกันมา “คุณสมชายเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองออกมาพูดแบบนี้คนอื่นเสียหาย ประชาชนเข้าใจผิด”

เธอย้ำว่า มาด้วยความบริสุทธิ์ใจตามขั้นตอนของ กกต. และพร้อมจะให้ตรวจสอบ

ด้านสำนักงาน กกต. ออกเอกสารข่าวชี้แจงว่า “ข่าวดังกล่าวคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริง” ขณะนี้การเลือกผู้สมัคร สว. ในระดับอำเภอ, ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ยังไม่ได้ดำเนินการลงคะแนนเลือกผู้สมัคร สว. “จึงเป็นการคาดเดาของผู้เสนอข่าวโดยไม่มีมูลความจริง และปราศจากพยานหลักฐานเพื่อยืนยันว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นความจริง”

กกต. ย้ำว่า ได้สั่งการให้สำนักงาน กกต. ประจำจังหวัดทุกจังหวัด ทำการตรวจสอบและติดตามพฤติกรรมของผู้สมัคร สว. ทุกราย หากปรากฏว่าผู้สมัคร สว. ผู้หนึ่งผู้ใดกระทำความผิด หรือมีผู้แจ้งเบาะแส พร้อมพยานหลักฐานว่า ผู้สมัคร สว. กระทำความผิด กกต. จะดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายโดยเฉียบพลัน