เทียบร่างรัฐธรรมนูญฉบับเพื่อไทย-ประชาชน พร้อมใจหั่นอำนาจ สว. 1 ใน 3 ขวางแก้รัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
2 พรรคการเมืองใหญ่จากรัฐบาลและฝ่ายค้าน ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาแล้ว โดยหลักการสำคัญที่พรรคเพื่อไทย (พท.) กับพรรคประชาชน (ปชน.) เห็นตรงกันคือ ให้ตัดหลักเกณฑ์ที่ต้องใช้เสียง สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ในการผ่านมติวาระ 1 และวาระ 3 ออกไป ส่วนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นหน้าที่ของ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง 100%
แม้ที่ประชุมคณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย ประกอบด้วย รัฐบาล, ฝ่ายค้าน, วุฒิสภา เมื่อ 8 ม.ค. เห็นพ้องให้เลื่อนการประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ออกไปอีก 1 เดือน จากเดิมประธานรัฐสภานัดหมายไว้ 14-15 ม.ค. เป็น 13-14 ก.พ. โดยให้เหตุผลว่า "เพื่อให้เกิดความรอบคอบ" และ "วุฒิสภาต้องใช้เวลาในการศึกษา" แต่เย็นวันเดียวกัน พรรค พท. ได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อรัฐสภา ตามหลังพรรค ปชน.
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ และประธาน สส. พรรค พท. เปิดเผยว่า ได้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 เสนอต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแล้วตามระบบสารบัญ เพื่อให้พิจารณาบรรจุไว้ในวาระการประชุมร่วมรัฐสภาต่อไป
แม้คำแถลงนโยบายของรัฐบาล "แพทองธาร" ระบุว่า "รัฐบาลจะเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็วที่สุด" แต่นายวิสุทธิ์ ผู้เป็นประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ในส่วนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะไม่มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 แต่จะให้โอกาสพรรคร่วมรัฐบาลที่คิดจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ไปเตรียมการ แต่ไม่สามารถตอบได้ว่าพรรคอื่นจะยื่นหรือไม่
หากไม่มีอะไรผิดพลาด นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา คาดการณ์ว่า น่าจะลงมติวาระที่ 1 ได้ในวันที่ 14 ก.พ. ซึ่งเป็นวันวาเลนไทน์พอดี อาจจะเป็นการประชุมที่เต็มไปด้วยความรักต่อประชาชน และเมื่อครบกำหนด 180 วันแล้ว ก็สามารถนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบไปทำประชามติ ตามกฎหมายประชามติที่สภาผู้แทนราษฎรยืนยันได้
นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีเศษที่ สส. และ สว. จะมีโอกาสพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ (แก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่)

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
การตัดสินใจบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา ถือเป็น "จุดเปลี่ยน" สำคัญ และช่วยยุติข้อถกเถียงในหมู่คนการเมืองว่าต้องทำประชามติ 2 หรือ 3 ครั้งกันแน่ ภายหลังมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 เมื่อ 11 มี.ค. 2564
คำวินิจฉัยที่ 4/2564 ระบุตอนหนึ่งว่า "หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วย จึงดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เมื่อเสร็จแล้วต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง"
ที่ผ่านมา นายวันมูหะมัดนอร์ โดยคำแนะนำของคณะกรรมการประสานงานและเสนอความเห็นเพื่อประกอบการวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ยอมบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพราะเห็นว่า "เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 จึงมิใช่ร่างแก้ไขเพิ่มเติมตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้" ก่อนที่คณะกรรมการประสานงานฯ โดยมติเสียงข้างมากจะ "เปลี่ยนใจ" เมื่อได้ "ข้อมูลใหม่" จากนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.
นั่นเท่ากับเป็นการตัดประชามติครั้งที่ 1 (ก่อนเริ่มต้นกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือก่อนเสนอร่างแก้ไขมาตรา 256 เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา) ออกไป คงเหลือการทำประชามติเพียง 2 ครั้งคือ หลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 (เปิดทางให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. เป็นผู้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) และหลังการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. เสร็จสิ้น ก็นำร่างไปขอความเห็นชอบจากประชาชน
อย่างไรก็ตามเส้นทางการรื้อรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ซึ่งจัดทำขึ้นในยุคหลังรัฐประหาร 2557 และมีผลใช้บังคับมาเกือบ 8 ปี หาได้โรยด้วยกลีบกุหลาบไม่ เพราะยังมี สส. พรรคฝ่ายอนุรักษนิยม และ สว. เสียงข้างมาก ออกมาคัดค้านและไปถึงขั้นต่อต้านอย่างหนัก
2 เงื่อนไขสำคัญที่ถูกใช้เป็นข้ออ้างยื้อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หนีไม่พ้น การประกาศ "ห้ามแตะต้อง" หมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ 2560 และการตีความว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้งเท่านั้น
นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. และวิปวุฒิสภา กล่าวยอมรับว่า เท่าที่พูดคุยกันในส่วนของ สว. ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพราะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเอาไว้แล้ว กังวลว่าจะเสี่ยง ดังนั้น สว. จึงต้องการศึกษาให้ละเอียดก่อน และ "ถ้าไม่ชัดเจน คงไม่โหวตให้" เรื่องนี้มีทั้ง สว. เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะตัว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
บีบีซีไทยขอสรุปและเปรียบเทียบสาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ที่เสนอโดย สส. พรรคเพื่อไทย กับ สส. พรรคประชาชน อะไรคือจุดเหมือน-จุดต่าง-จุดตัดทางความคิด
หลักการและเหตุผล
เพื่อไทย: มาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้อย่างเข้มงวด ทำให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทำได้ยากจนถึงไม่อาจแก้ไขได้ ซึ่งขัดต่อหลักการทั่วไปของรัฐธรรมนูญที่ดีที่ต้องให้รัฐธรรมนูญมีลักษณะเป็นพลวัตไม่ใช่หยุดนิ่ง เพราะเมื่อยามประเทศต้องการให้เกิดการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงภายในประเทศหรือสถานการณ์โลกก็สามารถดำเนินการได้ อีกทั้ง "รัฐธรรมนูญนี้จัดทำขึ้นภายใต้สถานการณ์พิเศษที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และมีบทบัญญัติไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย"
ประชาชน: รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน "มีปัญหาเรื่องความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญที่เชื่อมโยงกับคณะรัฐประหาร ถูกรับรองโดยกระบวนการประชามติที่ไม่เสรีและเป็นธรรม" อีกทั้งมาตรา 256 ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ "เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแม้ในกรณีที่เป็นฉันทามติในวงกว้างของประชาชน หรือ สส. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน"
ตัดอำนาจ สว. ขวางแก้รัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 แก้ไขได้ยากมาก เพราะติดล็อกหลายชั้น โดยหนึ่งใน "เงื่อนไข" ที่ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญใส่ไว้จนกลายเป็น "เงื่อนตาย" คือ การลงมติเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ และวาระที่ 3 เห็นชอบทั้งฉบับ ต้องมีเสียง สว. เห็นชอบด้วย ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือต้องได้เสียงจาก สว. 67 คน จาก สว. ทั้งหมดที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 199 คน
ทั้งพรรค พท. และพรรค ปชน. จึงเสนอปรับเกณฑ์ใหม่ด้วยการหั่นเงื่อนไข 1 ใน 3 ของ สว. ออกไป และยังเห็นตรงกันให้ตัดเสียง สส.ฝ่ายค้าน ที่ต้องเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 20% ในวาระที่ 3 ออก ทว่ามีความแตกต่างในรายละเอียดบางประการ
เพื่อไทย:
วาระที่ 1 ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา
วาระที่ 2 ให้ถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ
วาระที่ 3 ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญ มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา
ประชาชน:
วาระที่ 1 ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา ซึ่งในจำนวนนี้ต้องมี สส. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนฯ
วาระที่ 2 ให้ถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ
วาระที่ 3 ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญ มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา ซึ่งในจำนวนนี้ต้องมี สส. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนฯ
สรุปง่าย ๆ คือ การผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเวอร์ชันเพื่อไทย ในวาระแรก อาศัยเสียงสมาชิกรัฐสภา 346 คน จากทั้งหมด 692 คน (สส. ปฏิบัติหน้าที่ได้ 493 คน สว. 199 คน) ส่วนในวาระ 3 ต้องได้เสียงจากสมาชิกรัฐสภา 347 คนขึ้นไป โดยปลดล็อกเงื่อนไขที่ว่าในคะแนนเสียงเห็นชอบต้องเป็น สว. 67 คนออกไป
ขณะที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเวอร์ชันประชาชน ในวาระแรก อาศัยเสียงสมาชิกรัฐสภา 346 คน จากทั้งหมด 692 คน ในจำนวนนี้ต้องเป็นเสียงจาก สส. 2 ใน 3 หรือ 329 คน จากทั้งหมด 493 คน ส่วนในวาระ 3 ต้องได้เสียงจากสมาชิกรัฐสภา 347 คนขึ้นไป ในจำนวนนี้ต้องเป็นเสียงจาก สส. 329 คน หากเป็นเช่นนี้ย่อมหมายความว่า หากได้เสียงจาก สส. คนอื่น ๆ หรือ สว. ร่วมโหวตเห็นชอบอีก 18 คน ก็เพียงพอที่จะผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ปฏิเสธไม่ว่าได้ว่า สว. ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น "ผู้ขัดขวาง" กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 จากผลงานของ 250 สว. ชุดเฉพาะกาลที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่โหวตคว่ำแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเสนอโดย สส. และภาคประชาชนอย่างน้อย 25 ฉบับ โดยโหวตเห็นชอบเพียงฉบับเดียวเท่านั้น
มาถึง 200 สว. ชุดปัจจุบันที่มาจากกระบวนการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพและเลือกไขว้กลุ่มอาชีพ ซึ่งถูกเรียกขานว่า "สว. สีน้ำเงิน" ก็ถูกวิจารณ์ว่า "ยื้อ" การเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยการพลิกหลักเกณฑ์การทำประชามติในระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนฯ ด้วยมติเอกฉันท์ แม้ สว. จะลงมติเห็นชอบด้วยกับร่างของ สส. ในวาระแรก (กำหนดให้ใช้เสียงข้างมากชั้นเดียวในการผ่านประชามติ) ก่อนกลับมติตัวเองและกลับมติสภาผู้แทนฯ ในระหว่างการพิจารณาในวาระที่ 2-3 (เปลี่ยนเป็นให้ใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้นในการผ่านประชามติ) เมื่อความเห็นของ 2 สภาไม่ตรงกัน ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงถูกแขวนไว้ 6 เดือน ต้องรอถึงเดือน มิ.ย. สภาผู้แทนฯ จึงจะสามารถหยิบร่าง พ.ร.บ.ประชามติฉบับดั้งเดิมของตนกลับมายืนยันได้
แก้หมวดไหน ต้องทำประชามติ
ทั้งแกนนำพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านพร้อมใจกันตัดเงื่อนไขการทำประชามติ หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในกรณีเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ตามรัฐธรรรมนูญ หรือเรื่องเกี่ยวกับหน้าที่หรืออำนาจศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระ หรือเรื่องที่ทำให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติหน้าที่หรืออำนาจได้ ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 256 (8) ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ออกไป โดยพรรค ปชน. ให้ทำประชามติหากมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหมวดเดียว ส่วนพรรค พท. ให้ทำประชามติก่อนดำเนินการแก้ไข 3 หมวด
เพื่อไทย: หมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ประชาชน: หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
โมเดล สสร.
ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ทั้งพรรคสีแดงและพรรคสีส้มเห็นตรงกันว่า ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) 200 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน 100% เข้ามาทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทว่าแต่ข้อเสนอเรื่องที่มา องค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่แตกต่างกันบางส่วน
เพื่อไทย:
- การเลือกตั้ง สสร. ให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง
- กำหนดให้ กกต. จัดให้มีการเลือก สสร. ภายใน 60 วันนับแต่มีเหตุแห่งการจัดทำรัฐธรรมนูญ
- กำหนดให้ สสร. แต่งตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ 47 คนโดย 24 คน ให้แต่งตั้งจากผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน รัฐศาสตร์/รัฐประศาสนศาสตร์, ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน และการร่างรัฐธรรมนูญ และอีก 23 คน ให้ สสร. แต่งตั้งจากการเสนอชื่อโดยสภาผู้แทนฯ 12 คน สว. 5 คน และ ครม. 6 คน
- กำหนดให้ สสร. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันนับจากมีการประชุมสภาร่างฯ ครั้งแรก
- สำหรับเนื้อหา กำหนดว่า "การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้"
- ภายหลัง สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบภายใน 30 วัน จากนั้นให้นำร่างไปทำประชามติเพื่อขอความเห็นชอบจากประชาชน นอกจากนี้ยังให้รัฐสภาเสนอความเห็นเพื่อแก้เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ สสร. ดำเนินการได้ก่อนส่งร่างคืน สสร. เพื่อแก้ไขตามความเห็นรัฐสภาหรือลงมติยืนยันด้วยเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของ สสร. ภายใน 30 วัน ก่อนส่งให้ กกต. ทำประชามติ ทั้งนี้หาก สสร. ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ให้ถือว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไป และให้อำนาจ สสร. ชุดเดิมยกร่างใหม่ภายใน 90 วัน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ประชาชน:
- กำหนดให้ สสร. มี 2 ประเภท โดย 100 คน เป็น สสร. แบบบางเขตเลือกตั้ง ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และ 100 คนเป็น สสร. แบบบัญชีรายชื่อ ใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง
- กำหนดให้ กกต. จัดให้มีการเลือก สสร. ภายใน 60 วันนับแต่มีเหตุแห่งการจัดทำรัฐธรรมนูญ
- กำหนดให้ สสร. แต่งตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ 45 คนโดย 2 ใน 3 แต่งตั้งจาก สสร. ส่วน กมธ. อื่นอาจแต่งตั้งคนที่มิได้เป็น สสร. ได้ โดยพิจารณาถึงความรู้ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในการทำหน้าที่และจำนวน กมธ. ตามความจำเป็น
- กำหนดให้ สสร. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 360 วันนับจากมีการประชุมสภาร่างฯ ครั้งแรก
- สำหรับเนื้อหา ไม่มีการล็อกหมวดใด ๆ กำหนดเพียงว่า "ต้องไม่เปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือมีผลเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ"
- ภายหลัง สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้นำเสนอต่อรัฐสภา เพื่ออภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อร่างทั้งฉบับโดยไม่มีการลงมติ จากนั้นให้นำร่างไปทำประชามติเพื่อขอความเห็นชอบจากประชาชน











