เทียบร่างรัฐธรรมนูญฉบับเพื่อไทย-ประชาชน พร้อมใจหั่นอำนาจ สว. 1 ใน 3 ขวางแก้รัฐธรรมนูญ

รธน.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

2 พรรคการเมืองใหญ่จากรัฐบาลและฝ่ายค้าน ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาแล้ว โดยหลักการสำคัญที่พรรคเพื่อไทย (พท.) กับพรรคประชาชน (ปชน.) เห็นตรงกันคือ ให้ตัดหลักเกณฑ์ที่ต้องใช้เสียง สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ในการผ่านมติวาระ 1 และวาระ 3 ออกไป ส่วนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นหน้าที่ของ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง 100%

แม้ที่ประชุมคณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย ประกอบด้วย รัฐบาล, ฝ่ายค้าน, วุฒิสภา เมื่อ 8 ม.ค. เห็นพ้องให้เลื่อนการประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ออกไปอีก 1 เดือน จากเดิมประธานรัฐสภานัดหมายไว้ 14-15 ม.ค. เป็น 13-14 ก.พ. โดยให้เหตุผลว่า "เพื่อให้เกิดความรอบคอบ" และ "วุฒิสภาต้องใช้เวลาในการศึกษา" แต่เย็นวันเดียวกัน พรรค พท. ได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อรัฐสภา ตามหลังพรรค ปชน.

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ และประธาน สส. พรรค พท. เปิดเผยว่า ได้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 เสนอต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแล้วตามระบบสารบัญ เพื่อให้พิจารณาบรรจุไว้ในวาระการประชุมร่วมรัฐสภาต่อไป

แม้คำแถลงนโยบายของรัฐบาล "แพทองธาร" ระบุว่า "รัฐบาลจะเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็วที่สุด" แต่นายวิสุทธิ์ ผู้เป็นประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ในส่วนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะไม่มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 แต่จะให้โอกาสพรรคร่วมรัฐบาลที่คิดจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ไปเตรียมการ แต่ไม่สามารถตอบได้ว่าพรรคอื่นจะยื่นหรือไม่

หากไม่มีอะไรผิดพลาด นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา คาดการณ์ว่า น่าจะลงมติวาระที่ 1 ได้ในวันที่ 14 ก.พ. ซึ่งเป็นวันวาเลนไทน์พอดี อาจจะเป็นการประชุมที่เต็มไปด้วยความรักต่อประชาชน และเมื่อครบกำหนด 180 วันแล้ว ก็สามารถนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบไปทำประชามติ ตามกฎหมายประชามติที่สภาผู้แทนราษฎรยืนยันได้

นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีเศษที่ สส. และ สว. จะมีโอกาสพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ (แก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่)

ประะธานวันนอร์บอกว่า แม้ต้องเลื่อนถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไป 1 เดือน แต่ไม่กระทบกับกรอบเวลา เพราะแม้พิจารณาเสร็จเร็ว ก็ต้องรอร่าง พ.ร.บ. ประชามติฯ ที่ถูกแขวนไว้ครบ 180 วัน ถึงจะทำประชามติได้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ประะธานวันนอร์บอกว่า แม้ต้องเลื่อนถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไป 1 เดือน แต่ไม่กระทบกับกรอบเวลา เพราะแม้พิจารณาเสร็จเร็ว ก็ต้องรอร่าง พ.ร.บ. ประชามติฯ ที่ถูกแขวนไว้ครบ 180 วัน ถึงจะทำประชามติได้

การตัดสินใจบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา ถือเป็น "จุดเปลี่ยน" สำคัญ และช่วยยุติข้อถกเถียงในหมู่คนการเมืองว่าต้องทำประชามติ 2 หรือ 3 ครั้งกันแน่ ภายหลังมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 เมื่อ 11 มี.ค. 2564

คำวินิจฉัยที่ 4/2564 ระบุตอนหนึ่งว่า "หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วย จึงดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เมื่อเสร็จแล้วต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง"

ที่ผ่านมา นายวันมูหะมัดนอร์ โดยคำแนะนำของคณะกรรมการประสานงานและเสนอความเห็นเพื่อประกอบการวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ยอมบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพราะเห็นว่า "เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 จึงมิใช่ร่างแก้ไขเพิ่มเติมตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้" ก่อนที่คณะกรรมการประสานงานฯ โดยมติเสียงข้างมากจะ "เปลี่ยนใจ" เมื่อได้ "ข้อมูลใหม่" จากนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.

นั่นเท่ากับเป็นการตัดประชามติครั้งที่ 1 (ก่อนเริ่มต้นกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือก่อนเสนอร่างแก้ไขมาตรา 256 เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา) ออกไป คงเหลือการทำประชามติเพียง 2 ครั้งคือ หลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 (เปิดทางให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. เป็นผู้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) และหลังการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. เสร็จสิ้น ก็นำร่างไปขอความเห็นชอบจากประชาชน

อย่างไรก็ตามเส้นทางการรื้อรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ซึ่งจัดทำขึ้นในยุคหลังรัฐประหาร 2557 และมีผลใช้บังคับมาเกือบ 8 ปี หาได้โรยด้วยกลีบกุหลาบไม่ เพราะยังมี สส. พรรคฝ่ายอนุรักษนิยม และ สว. เสียงข้างมาก ออกมาคัดค้านและไปถึงขั้นต่อต้านอย่างหนัก

2 เงื่อนไขสำคัญที่ถูกใช้เป็นข้ออ้างยื้อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หนีไม่พ้น การประกาศ "ห้ามแตะต้อง" หมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ 2560 และการตีความว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้งเท่านั้น

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. และวิปวุฒิสภา กล่าวยอมรับว่า เท่าที่พูดคุยกันในส่วนของ สว. ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพราะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเอาไว้แล้ว กังวลว่าจะเสี่ยง ดังนั้น สว. จึงต้องการศึกษาให้ละเอียดก่อน และ "ถ้าไม่ชัดเจน คงไม่โหวตให้" เรื่องนี้มีทั้ง สว. เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะตัว

การทำประชามติ 2 ครั้ง เป็นเงื่อนไขบังคับที่ถูกล็อกไว้โดยมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ 2560 และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, การทำประชามติ 2 ครั้ง เป็นเงื่อนไขบังคับที่ถูกล็อกไว้โดยมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ 2560 และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564

บีบีซีไทยขอสรุปและเปรียบเทียบสาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ที่เสนอโดย สส. พรรคเพื่อไทย กับ สส. พรรคประชาชน อะไรคือจุดเหมือน-จุดต่าง-จุดตัดทางความคิด

หลักการและเหตุผล

เพื่อไทย: มาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้อย่างเข้มงวด ทำให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทำได้ยากจนถึงไม่อาจแก้ไขได้ ซึ่งขัดต่อหลักการทั่วไปของรัฐธรรมนูญที่ดีที่ต้องให้รัฐธรรมนูญมีลักษณะเป็นพลวัตไม่ใช่หยุดนิ่ง เพราะเมื่อยามประเทศต้องการให้เกิดการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงภายในประเทศหรือสถานการณ์โลกก็สามารถดำเนินการได้ อีกทั้ง "รัฐธรรมนูญนี้จัดทำขึ้นภายใต้สถานการณ์พิเศษที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และมีบทบัญญัติไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย"

ประชาชน: รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน "มีปัญหาเรื่องความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญที่เชื่อมโยงกับคณะรัฐประหาร ถูกรับรองโดยกระบวนการประชามติที่ไม่เสรีและเป็นธรรม" อีกทั้งมาตรา 256 ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ "เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแม้ในกรณีที่เป็นฉันทามติในวงกว้างของประชาชน หรือ สส. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน"

ตัดอำนาจ สว. ขวางแก้รัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 แก้ไขได้ยากมาก เพราะติดล็อกหลายชั้น โดยหนึ่งใน "เงื่อนไข" ที่ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญใส่ไว้จนกลายเป็น "เงื่อนตาย" คือ การลงมติเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ และวาระที่ 3 เห็นชอบทั้งฉบับ ต้องมีเสียง สว. เห็นชอบด้วย ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือต้องได้เสียงจาก สว. 67 คน จาก สว. ทั้งหมดที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 199 คน

ทั้งพรรค พท. และพรรค ปชน. จึงเสนอปรับเกณฑ์ใหม่ด้วยการหั่นเงื่อนไข 1 ใน 3 ของ สว. ออกไป และยังเห็นตรงกันให้ตัดเสียง สส.ฝ่ายค้าน ที่ต้องเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 20% ในวาระที่ 3 ออก ทว่ามีความแตกต่างในรายละเอียดบางประการ

เพื่อไทย:

วาระที่ 1 ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา

วาระที่ 2 ให้ถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ

วาระที่ 3 ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญ มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา

ประชาชน:

วาระที่ 1 ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา ซึ่งในจำนวนนี้ต้องมี สส. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนฯ

วาระที่ 2 ให้ถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ

วาระที่ 3 ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญ มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา ซึ่งในจำนวนนี้ต้องมี สส. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนฯ

สรุปง่าย ๆ คือ การผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเวอร์ชันเพื่อไทย ในวาระแรก อาศัยเสียงสมาชิกรัฐสภา 346 คน จากทั้งหมด 692 คน (สส. ปฏิบัติหน้าที่ได้ 493 คน สว. 199 คน) ส่วนในวาระ 3 ต้องได้เสียงจากสมาชิกรัฐสภา 347 คนขึ้นไป โดยปลดล็อกเงื่อนไขที่ว่าในคะแนนเสียงเห็นชอบต้องเป็น สว. 67 คนออกไป

ขณะที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเวอร์ชันประชาชน ในวาระแรก อาศัยเสียงสมาชิกรัฐสภา 346 คน จากทั้งหมด 692 คน ในจำนวนนี้ต้องเป็นเสียงจาก สส. 2 ใน 3 หรือ 329 คน จากทั้งหมด 493 คน ส่วนในวาระ 3 ต้องได้เสียงจากสมาชิกรัฐสภา 347 คนขึ้นไป ในจำนวนนี้ต้องเป็นเสียงจาก สส. 329 คน หากเป็นเช่นนี้ย่อมหมายความว่า หากได้เสียงจาก สส. คนอื่น ๆ หรือ สว. ร่วมโหวตเห็นชอบอีก 18 คน ก็เพียงพอที่จะผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว

นี่จะเป็นครั้งแรกที่ สว. ชุดที่ 13 ที่มาด้วย "กติกาพิสดาร" ได้ร่วมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นี่จะเป็นครั้งแรกที่ สว. ชุดที่ 13 ที่มาด้วย "กติกาพิสดาร" ได้ร่วมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ปฏิเสธไม่ว่าได้ว่า สว. ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น "ผู้ขัดขวาง" กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 จากผลงานของ 250 สว. ชุดเฉพาะกาลที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่โหวตคว่ำแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเสนอโดย สส. และภาคประชาชนอย่างน้อย 25 ฉบับ โดยโหวตเห็นชอบเพียงฉบับเดียวเท่านั้น

มาถึง 200 สว. ชุดปัจจุบันที่มาจากกระบวนการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพและเลือกไขว้กลุ่มอาชีพ ซึ่งถูกเรียกขานว่า "สว. สีน้ำเงิน" ก็ถูกวิจารณ์ว่า "ยื้อ" การเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยการพลิกหลักเกณฑ์การทำประชามติในระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนฯ ด้วยมติเอกฉันท์ แม้ สว. จะลงมติเห็นชอบด้วยกับร่างของ สส. ในวาระแรก (กำหนดให้ใช้เสียงข้างมากชั้นเดียวในการผ่านประชามติ) ก่อนกลับมติตัวเองและกลับมติสภาผู้แทนฯ ในระหว่างการพิจารณาในวาระที่ 2-3 (เปลี่ยนเป็นให้ใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้นในการผ่านประชามติ) เมื่อความเห็นของ 2 สภาไม่ตรงกัน ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงถูกแขวนไว้ 6 เดือน ต้องรอถึงเดือน มิ.ย. สภาผู้แทนฯ จึงจะสามารถหยิบร่าง พ.ร.บ.ประชามติฉบับดั้งเดิมของตนกลับมายืนยันได้

แก้หมวดไหน ต้องทำประชามติ

ทั้งแกนนำพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านพร้อมใจกันตัดเงื่อนไขการทำประชามติ หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในกรณีเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ตามรัฐธรรรมนูญ หรือเรื่องเกี่ยวกับหน้าที่หรืออำนาจศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระ หรือเรื่องที่ทำให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติหน้าที่หรืออำนาจได้ ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 256 (8) ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ออกไป โดยพรรค ปชน. ให้ทำประชามติหากมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหมวดเดียว ส่วนพรรค พท. ให้ทำประชามติก่อนดำเนินการแก้ไข 3 หมวด

เพื่อไทย: หมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ประชาชน: หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

โมเดล สสร.

ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ทั้งพรรคสีแดงและพรรคสีส้มเห็นตรงกันว่า ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) 200 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน 100% เข้ามาทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทว่าแต่ข้อเสนอเรื่องที่มา องค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่แตกต่างกันบางส่วน

เพื่อไทย:

  • การเลือกตั้ง สสร. ให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง
  • กำหนดให้ กกต. จัดให้มีการเลือก สสร. ภายใน 60 วันนับแต่มีเหตุแห่งการจัดทำรัฐธรรมนูญ
  • กำหนดให้ สสร. แต่งตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ 47 คนโดย 24 คน ให้แต่งตั้งจากผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน รัฐศาสตร์/รัฐประศาสนศาสตร์, ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน และการร่างรัฐธรรมนูญ และอีก 23 คน ให้ สสร. แต่งตั้งจากการเสนอชื่อโดยสภาผู้แทนฯ 12 คน สว. 5 คน และ ครม. 6 คน
  • กำหนดให้ สสร. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันนับจากมีการประชุมสภาร่างฯ ครั้งแรก
  • สำหรับเนื้อหา กำหนดว่า "การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้"
  • ภายหลัง สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบภายใน 30 วัน จากนั้นให้นำร่างไปทำประชามติเพื่อขอความเห็นชอบจากประชาชน นอกจากนี้ยังให้รัฐสภาเสนอความเห็นเพื่อแก้เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ สสร. ดำเนินการได้ก่อนส่งร่างคืน สสร. เพื่อแก้ไขตามความเห็นรัฐสภาหรือลงมติยืนยันด้วยเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของ สสร. ภายใน 30 วัน ก่อนส่งให้ กกต. ทำประชามติ ทั้งนี้หาก สสร. ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ให้ถือว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไป และให้อำนาจ สสร. ชุดเดิมยกร่างใหม่ภายใน 90 วัน
ภาคประชาชนยื่นหนังสือถึงรัฐบาล "แพทองธาร" เรียกร้องให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ของรัฐบาลเมื่อ 3 ก.ย. 2567

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ภาคประชาชนยื่นหนังสือถึงรัฐบาล "แพทองธาร" เรียกร้องให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ของรัฐบาลเมื่อ 3 ก.ย. 2567

ประชาชน:

  • กำหนดให้ สสร. มี 2 ประเภท โดย 100 คน เป็น สสร. แบบบางเขตเลือกตั้ง ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และ 100 คนเป็น สสร. แบบบัญชีรายชื่อ ใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง
  • กำหนดให้ กกต. จัดให้มีการเลือก สสร. ภายใน 60 วันนับแต่มีเหตุแห่งการจัดทำรัฐธรรมนูญ
  • กำหนดให้ สสร. แต่งตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ 45 คนโดย 2 ใน 3 แต่งตั้งจาก สสร. ส่วน กมธ. อื่นอาจแต่งตั้งคนที่มิได้เป็น สสร. ได้ โดยพิจารณาถึงความรู้ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในการทำหน้าที่และจำนวน กมธ. ตามความจำเป็น
  • กำหนดให้ สสร. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 360 วันนับจากมีการประชุมสภาร่างฯ ครั้งแรก
  • สำหรับเนื้อหา ไม่มีการล็อกหมวดใด ๆ กำหนดเพียงว่า "ต้องไม่เปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือมีผลเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ"
  • ภายหลัง สสร. จัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้นำเสนอต่อรัฐสภา เพื่ออภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อร่างทั้งฉบับโดยไม่มีการลงมติ จากนั้นให้นำร่างไปทำประชามติเพื่อขอความเห็นชอบจากประชาชน