ปรากฏการณ์ใหม่ในการเมืองเก่า เมื่อภูมิใจไทยเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในฐานะ "ผู้ชนะ" การเลือกตั้ง 193 เสียง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 11 นาที
พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น "พรรคบ้านใหญ่" ประกาศชัยชนะในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ส่งผลให้ อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่ง "ทดลองงาน" ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 4 เดือน มีโอกาสสูงที่จะได้หวนกลับเข้าทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง
"ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยวันนี้ คือชัยชนะของพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ไม่ว่าท่านจะลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ได้ลงคะแนนให้กับพรรคภูมิใจไทย ณ วันนี้ พรรคภูมิใจไทยถือว่าพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน คือคนที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องทำงานรับใช้อย่างสุดกำลังความสามารถ" อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. เปิดแถลงข่าวจากที่ทำการพรรค ภท. ค่ำวันที่ 8 ก.พ. ภายหลังปิดหีบเลือกตั้งได้ 5 ชม. เศษ
ผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการซึ่งนับแล้ว 94% (ณ เวลา 10.45 น. ของวันที่ 9 ก.พ.) พบว่า พรรค ภท. มีโอกาสชนะเลือกตั้ง 193 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส.แบบแบ่งเขต 174 ที่นั่ง และแบบบัญชีรายชื่อ 19 ที่นั่ง
นี่ถือเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของพรรคสีน้ำเงิน หลังคว้าชัยชนะในสนามเลือกตั้งเป็นครั้งแรกนับจากก่อตั้งพรรคมา 17 ปี ยัดเยียดความปราชัยให้แก่พรรคประชาชน (ปชน.) อดีตพรรคอันดับ 1 ของสภาผู้แทนราษฎรชุดก่อน ซึ่งร่วมโหวต "เห็นชอบ" ให้อนุทินเป็นนายกฯ คนที่ 32 โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาลเมื่อเดือน ก.ย. 2568
พรรค ภท. มีแนวโน้มได้ สส. ทั้ง 2 ระบบ มากกว่าพรรค ปชน. ถึง 75 ที่นั่ง แม้ว่าพรรคสีส้มจะชนะในระบบบัญชีรายชื่อ โดยมีคะแนนมหาชน (ป็อปปูลาร์โหวต) มากกว่าพรรคสีน้ำเงิน 3.9 ล้านเสียงก็ตาม (9.8 ล้านเสียง ต่อ 5.9 ล้านเสียง)
ปลายปี 2568 แกนนำหลายพรรค-หลายกลุ่มการเมืองหลั่งไหลไปรวมกันที่พรรค ภท. ในจังหวะที่อนุทินขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมืองในฐานะผู้นำ "รัฐบาลเสียงข้างน้อย"
ตัวเลขสุดท้ายของอดีต สส. ที่ย้ายไปสวมเสื้อสีน้ำเงินลงสู้ศึกเลือกตั้ง มีราว 150 ชีวิต
ในวันปราศรัยปิดของพรรค ภท. เมื่อ 6 ก.พ. อนุทินประกาศ "ความภาคภูมิใจที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นพรรคบ้านใหญ่" ก่อนที่อีก 2 วันต่อมา "พรรคบ้านใหญ่" จะกลายเป็น "พรรคการเมืองใหญ่" อย่างสมบูรณ์
ชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรค ภท. ยังอาจถือได้ว่าเป็นความสำเร็จของฝ่ายอนุรักษนิยมในรอบกว่า 2 ทศวรรษ หลังจากไม่เคยสัมผัสชัยชนะในคูหาเลือกตั้งเลย และต้องโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยรัฐประหาร 2 ครั้ง
ปรากฏการณ์ใหม่
อะไรคือปรากฎการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นกับพรรคอายุ 17 ปี ในสนามเลือกตั้ง 2569?
พรรค ภท. ทะยานจากการเป็น "พรรคหลักสิบ" สู่สถานะ "พรรคหลักร้อย" ด้วยยอด สส. 193 ที่นั่ง จากเดิม 71 ที่นั่ง หรือเพิ่มขึ้น 271%
ก่อนการเลือกตั้ง อนุทินลั่นวาจาเอาไว้ว่า พรรค ภท. ไม่เคยเล็กลง มีแต่ใหญ่ขึ้น และใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัวทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง มีข้อยกเว้นที่คราวนี้พรรค ภท. จะใหญ่ขึ้นมากกว่า 1 เท่าตัว
ขณะเดียวกัน ได้เกิดภาพลักษณ์ใหม่ขึ้นกับพรรค ภท. จากเคยเป็น "พรรคไร้กระแส" กลายเป็น "พรรคมหาชน" มีคะแนนจากบัตร สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ถึง 5.9 ล้านเสียง จากเดิม 1.1 ล้านเสียง หรือเพิ่มจากเดิมกว่า 5 เท่า
อย่างไรก็ตามพรรค ภท. ยังไม่อาจปักธงในสนาม กทม. ได้ เฉกเช่นกับการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา แม้พลพรรคสีน้ำเงินจะอ้อนคนเมืองหลวงทุกครั้งว่าขอโอกาสให้ "พรรคบ้านนอกได้เข้ากรุง" ทว่าจุดต่างในรอบนี้คือ พรรค ภท. ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ใน กทม. ถึง 5 แสนเสียง จากรอบก่อนได้เพียง 2.8 หมื่นเสียง หรือเพิ่มขึ้นกว่า 1,700%
"การได้ปาร์ลิสต์เพิ่ม เป็นเครื่องยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยเปลี่ยนแปลงแล้ว และประชาชนเห็นแล้วยอมรับ เปิดใจ จากที่เคยติดภาพเก่า ๆ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่เราทำมาถูกต้องแล้ว และต้องทำต่อไป" ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ภท. กล่าวกับบีบีซีไทยก่อนหย่อนบัตรเลือกตั้ง 2 วัน ซึ่งเวลานั้นมีการคาดการณ์กันว่าพรรค ภท. มีโอกาสได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์มากกว่า 10 คน ทว่าตัวเลขจริงอยู่ที่ 19 คน
ไชยชนก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 2 ของพรรค ภท. กล่าวว่า เวลาประเมินความสำเร็จ ส่วนตัวไม่ได้ดูว่าพรรคโตขึ้นหรือไม่ แต่ดูว่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ถ้าดูโครงสร้างกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.), การมีบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงการเมืองเข้าร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.), การมีผู้สมัคร สส. ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ เหล่านี้คือบทพิสูจน์ว่าพรรค ภท. เปลี่ยนไปแล้ว และการจะเปลี่ยนประเทศได้ ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
คะแนนเสียงมาจากไหน
ยอด สส. ที่พรรค ภท. ได้มา อาจเป็นตัวเลขเหนือความคาดหมายของบรรดานักวิเคราะห์การเมืองและโพลสำนักต่าง ๆ แต่ไม่ใช่เรื่องเหนือคาดของระดับนำค่ายภูมิใจไทย
อนุทินเคยเปิดตัวเลขเป้าหมายระหว่างให้สัมภาษณ์ในรายการ "กรรมกรข่าวคุยนอกจอ" เมื่อ 2 ก.พ. โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ กรณีเลวร้ายสุดอยู่ที่ 130 ที่นั่ง กรณีกลาง ๆ 160-170 ที่นั่ง กรณีดีที่สุดคือราว 200 ที่นั่ง
ทว่าในการออกรายการเดียวกันนี้อีกครั้ง 1 วันหลังคว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง (9 ก.พ.) อนุทินบอกว่า "เหนือความคาดหมาย เพราะจริง ๆ เราว่าเราคงอยู่แถว ๆ 130-170 ที่นั่ง" ส่วนที่เคยบอกว่า 200 ที่นั่งเพราะตอนนั้นอยู่ในสนาม
กว่าจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ ชาวภูมิใจไทย ซึ่งเคยเป็นพรรคอันดับ 3 ภายหลังการเลือกตั้ง 2566 หาคะแนนจากไหนมาเติม ได้ที่นั่งเพิ่มเพราะอะไร?
บีบีซีไทยขอสรุปเป็น 4 ปัจจัยที่ได้จากการพูดคุยกับแกนนำพรรค ภท. และประมวลความเห็นจากนักรัฐศาสตร์ที่เกาะติดการเลือกตั้งครั้ง "หักปากกาเซียน"
หนึ่ง การวางแผนและบริหารจัดการพื้นที่เข้าเป้า-แม่นยำสูงตามสไตล์พรรคบ้านใหญ่ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในหมู่คนการเมืองว่าพรรค ภท. ทำโพลภายในซึ่งมีความแม่นยำสูง และใช้ตัดเกรดนักเลือกตั้ง หากดูโพลแล้ว สส./ผู้สมัคร สส. รายใด "ลุ้นไม่ขึ้น" ก็จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรค และถูกตัดตัวทิ้งตั้งแต่ยังไม่ทันลงสนาม ปรากฏภาพนักเลือกตั้งหลายคนต้องเก็บข้าวของย้ายไปอยู่พรรคอื่น
จึงไม่แปลกหากยอด สส.เขต จะเพิ่มขึ้นจาก 68 ที่นั่ง เป็น 174 ที่นั่ง หรือเพิ่มขึ้น 107 ที่นั่ง (คิดเป็น 39%) เช่น ภาคใต้สามารถปักธงได้ 32 ที่นั่ง ทะลุเป้าหมาย 31 ที่นั่ง ตามที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรค ภท. ซึ่งเป็น "แม่ทัพปักษ์ใต้" ประกาศเอาไว้
บีบีซีไทยตรวจสอบพบว่ามี 20 จังหวัดที่พรรค ภท. กวาดชัยชนะทุกเขต จนกลายเป็น "จังหวัดสีน้ำเงิน" ได้แก่ บึงกาฬ, อำนาจเจริญ, ยโสธร, สุรินทร์, บุรีรัมย์, เพชรบูรณ์, พิจิตร, อุทัยธานี, สิงห์บุรี, อยุธยา, อ่างทอง, เพชรบุรี, ชุมพร, ระนอง, พังงา, กระบี่, สตูล, ปราจีนบุรี, ตราด, จันทบุรี

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
สอง การขยายฐานสนับสนุนในกลุ่มอนุรักษนิยม โดยใช้ทุกยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีเพื่อรวบคะแนนเสียงจากขั้วนี้เข้าค่ายสีน้ำเงิน ซึ่งเสนอตัวเป็น "หัวหอกใหม่" ของพรรคฝ่ายอนุรักษนิยม
ย้อนไปการเลือกตั้ง 2566 พรรคฝ่ายอนุรักษนิยมมีคะแนนมหาชนรวมกันราว 7.7 ล้านเสียง แบ่งเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ 4.7 ล้านเสียง, พรรคภูมิใจไทย 1.1 ล้านเสียง, พรรคประชาธิปัตย์ 9.2 แสนเสียง, พรรคพลังประชารัฐ 5.3 แสนเสียง
ในการเลือกตั้ง 2569 พรรค ภท. มีคะแนนมหาชนเพิ่มขึ้น 4.8 ล้านเสียง
ยุทธศาสตร์แรกที่พรรค ภท. ใช้คือ การถ่ายโอนคะแนนจากผู้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ คนที่ 29 และอดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร 2557 มาให้พรรค ภท. ด้วยการสื่อสารตรง ๆ ว่า "ขอคะแนนจากคนรัก 'ลุงตู่' ให้ 'ลุงหนู' ด้วย" ส่วนพรรคดั้งเดิมของ "ลุงตู่" อย่าง รทสช. เหลือคะแนนปาร์ตี้ลิสต์เพียง 7 แสนเสียง หรือหายไป 4 ล้านเสียง
อีกยุทธศาสตร์คือ การปลุกกระแส-เลี้ยงกระชาตินิยมที่เกิดจากเหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเสนอตัวเป็นผู้พิทักษ์อธิปไตยของชาติ และมิลืมตอกย้ำสารพัดวาทกรรมบนเวทีปราศรัยในช่วงโค้งสุดท้าย อาทิ
- "เลือกภูมิใจไทยประเทศไทยไม่ต้องเสี่ยง"
- "เลือกพรรคภูมิใจไทยจะไม่มีใครคิดรุกรานประเทศไทยได้อีก"
- "จะเอารัฐบาลที่เขมรกลัว หรือเอารัฐบาลที่กลัวเขมร"
- รัฐบาลนี้ทำให้ "ได้แผ่นดินไทยที่เคยถูกรุกรานและยึดครองไปนานหลาย 10 ปีกลับคืนมาได้ทั้งหมด"
- ประกาศไม่เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา จนกว่าคนไทยจะเปลี่ยนแปลงคำสั่ง โดยอนุทินกล่าวปราศรัยอย่างดุเดือดต่อหน้าชาวศรีสะเกษเมื่อ 4 ก.พ. ว่า "ถ้าเปิดด่านเมื่อไหร่ ตัดหัวไอ้กวาง (ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ) ตัดหัวไอ้โต้ง (สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) ได้เลย เอาหัวเป็นประกัน"
- ทิ้งหมัดสุดท้ายบนเวทีปราศรัยปิด 6 ก.พ. ว่า หากได้กลับมาเป็นรัฐบาล "จะยกเลิก MOU 44 ทันที" เรื่องผลประโยชน์ 50-50 จากการแบ่งทรัพยากรในทะเลตามที่รัฐบาลชุดก่อนเสนอไว้ จะไม่มีอีกต่อไป
ภายหลังพรรค ภท. ชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย อนุทินถูกถามว่าการแก้ไขปัญหาชายแดนถือเป็นปัจจัยที่ทำให้ได้รับชัยชนะด้วยใช่หรือไม่
"พี่น้องประชาชนทำให้พรรคภูมิใจไทยชนะครับ ผมไม่กล้าคิดหรือละลาบละล้วงความคิดของพี่น้องประชาชน แต่วันนี้ที่เรามีชัยชนะในเบื้องต้นได้ ก็เพราะพี่น้องประชาชนที่เลือกพรรคภูมิใจไทย" อนุทินตอบเพียงสั้น ๆ เมื่อ 8 ก.พ.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
สาม การปิดจุดอ่อนของพรรคบ้านใหญ่ ด้วยการการเปิดหน้า 3 รมต. - สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ - เรียกเสียงตอบรับและสนับสนุนจากจากชนชั้นกลาง และทำให้เกิดภาพลักษณ์ใหม่ว่าพรรค ภท. มี "มืออาชีพ" ไม่ได้มีแค่ "นักเลือกตั้งอาชีพ"
สี่ การอยู่ในตำแหน่งของรัฐบาล "อนุทิน" เชื่อกันว่าจะทำให้เกิดข้อได้เปรียบในฐานะผู้ยึดกุมอำนาจและกลไกของรัฐ
บริหารความพอใจ "บ้านใหญ่"
สิ่งที่แกนนำพรรค ภท. ต้องทำหลังจากนี้คือการบริหารจัดการชัยชนะที่ได้มา จัดสรรตำแหน่งแห่งที่ใน ครม. "อนุทิน 2" ให้เป็นที่พอใจของบ้านใหญ่-บ้านน้อย ก่อนลงมือบริหารราชการแผ่นดินในยกต่อไป โดยเลขาธิการพรรค ภท. ยอมรับว่า การมี "บ้านใหญ่" หลาย ๆ บ้านย้ายเข้ามาสังกัดพรรค ภท. "ก็เป็นเรื่องภายในที่พวกผมต้องเผชิญ ยังไม่รู้ทางออก 100% เพราะคนที่ย้ายเข้ามา เขาก็มีความคาดหวัง ก็เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่และกรรมการบริหารต้องบริหารจัดการ"
ในระหว่างประกาศชัยชนะค่ำวันที่ 8 ก.พ. อนุทินยังไม่ได้พูดถึงสูตรจัดรัฐบาล เนื่องจากการประกาศผลการเลือกตั้งและการรับรอง สส. ยังไม่เป็นทางการ จึงยังมีเวลาในการดำเนินการ คาดว่าจะชัดเจน "หลังจากที่เราได้เห็นตัวเลขที่มีความนิ่งเรียบร้อยแล้ว"
ทว่าเงื่อนไขที่หัวหน้าพรรค ภท. ยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงคือ "แพ็ก 4 เป็นตัวยืน" อันหมายถึงนายกฯ อนุทิน และ 3 รมต. เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์ เป็นรองนายกฯ ควบ รมว.คลัง, รมว.พาณิชย์, รมว.ต่างประเทศ ตามลำดับ ตาม "นโยบายหาเสียงข้อแรก" ของพรรค ภท.































