เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. : โฟกัสของ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ท่ามกลางวาทกรรม-คำปรามาส

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, เรื่องโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Role, วิดีโอโดย ภานุมาศ สงวนวงศ์
สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ "ดร.เอ้" หันหลังให้กับโลกวิชาการเมื่อสามเดือนก่อน เพื่อเข้าร่วมงานการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ เขาต้องต่อสู้กับความไม่เชื่อที่มีต่อตัวเขาและพรรคต้นสังกัด จนถึงวันนี้เขามองตัวเองเป็น "ผู้ว่าฯ สุชัชวีร์ไปแล้ว"
รองเท้าผ้าใบสีส้ม ซึ่งเป็นสีโปรดของชายที่เกิดวันพฤหัสบดี อีกทั้งยังเป็นสีประจำองค์กรต้นสังกัดเก่าอย่างสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ที่สุชัชวีร์เคยดำรงตำแหน่งอธิการบดี พาเจ้าของเท้าเดินท่องไปทั่วกรุงเทพฯ หลายร้อยกิโลเมตร นับจากเปิดตัวเป็นว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ 13 ธ.ค. 2564
สีส้มสื่อถึงความเคลื่อนไหวที่ไม่หยุดนิ่ง และเป็นสีที่ช่วยกระตุ้นพลังงาน เปรียบได้กับชีวิตที่สองของชายวัย 49 ปี หลังก้าวเข้าสู่โลกการเมือง เขาตื่นตัวอยู่เกือบตลอด พร้อมรับมือกับข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นไม่ว่าในเชิงบวกหรือลบ
- เช็กความแข็งแกร่ง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้อาสาสร้างเมืองให้แข็งแรง
- วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้มี "ดีเอ็นเอก้าวไกล" กับ "บันไดขั้นแรก" สู่การเป็นรัฐบาล ?
- รสนา โตสิตระกูล "ไม่อยู่ในการเมืองแบบแบ่งข้าง" ขอโอกาสเป็น "หัวหน้าแม่บ้าน กทม."
- อัศวิน ขวัญเมือง ลั่นไม่ยึดติดกับอำนาจ แต่ขอลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. อีกเพื่อ "ทำงานต่อให้เสร็จ"
- สกลธี ภัททิยกุล ประเมินจุดแข็ง-จุดอ่อนตัวเอง หลังลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ ในนามอิสระ
เย็นวันหนึ่ง หลังเสร็จสิ้นภารกิจลงพื้นที่พบปะประชาชนย่านพระนคร สุชัชวีร์ปรากฏตัวที่พรรคประชาธิปัตย์ ถ.เศรษฐศิริ เขาขอจิบน้ำเล็กน้อย ก่อนบอกว่า "พร้อมครับ" เป็นสัญญาณว่าบทสนทนากับบีบีซีไทยกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ความเสี่ยง กับ ความหวัง ของ "นายช่างใหญ่"
ดร.เอ้-สุชัชวีร์ ไม่ใช่คน กทม. โดยกำเนิด เพราะเขาเกิดที่ จ.ชลบุรี ก่อนไปโตที่ จ.ระยอง แล้วได้เข้ามาเรียน-ทำงาน-ปักหลักใช้ชีวิตที่ กทม. ราว 32 ปี
เพียงไตรมาสแรกของการลงพื้นที่ สิ่งที่สุชัชวีร์ไม่คิดว่าจะได้เห็นในมหานครแห่งนี้ก็ปรากฏแก่สายตาของเขา ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาน้ำไม่ไหล ไฟไม่มี ถนนไม่ดี เรียนฟรีไม่จริง รวมถึงเด็กขาดโภชนาการ
สารพัดปัญหาที่เขามองว่า "ถูกซ่อมแบบปะผุ" ในอดีต ทำให้วิศวกรอาชีพรายนี้เสนอตัวเป็น "นายช่างใหญ่" ให้แก่ชาวกรุง เพื่อ "สร้างให้ถูกที่ ซ่อมให้ถูกจุด" โดยต้องรู้ปัญหาอย่างลึกซึ้งเพื่อให้ลูกน้องหลอกไม่ได้ และต้องใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า
แม้การประเมินความเสี่ยงสูงสุดก่อนตัดสินใจเป็นวิธีคิดของวิศวกรโดยทั่วไป ทว่าระหว่าง ความเสี่ยง กับ ความหวัง สุชัชวีร์ให้น้ำหนักกับอย่างหลังมากกว่า เพราะเชื่อว่าถ้ามีความหวัง อะไรก็เป็นไปได้
"บางอย่างเสี่ยงก็ต้องทำนะ อย่าคิดว่าวิศวกร เสี่ยงแล้วจะไม่ทำ แต่ต้องมีการประเมินความเสี่ยง และความเสี่ยงจัดการได้ด้วยความรู้" ชายผู้เป็นอดีตนายกสภาวิศวกร และอดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าว

ที่มาของภาพ, PR ทีมสุชัชวีร์
สำหรับความเสี่ยงสูงสุดที่ ดร.เอ้ ประเมินไว้ก่อนกระโจนเข้าสู่โลกการเมืองคือความท้อ ซึ่งเขาบอกว่าเป็นจุดสกัดคนอาสาทำงานการเมือง
จาก "The Disruptor เมืองไทย" ถึง "เอ้ ไอน์สไตน์"
ตลอดเวลาสามเดือนที่ผ่านมา ชื่อเสียง-เกียรติยศ-ความน่าเชื่อถือศรัทธาที่สั่งสมมาตลอดชีวิตคล้ายถูกลดทอนลงอย่างฉับพลัน จากเคยได้รับการยกย่องให้เป็น "ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง" "The Disruptor เมืองไทย" ด้วยผลงานพลิกฟื้น สจล. จากคดีถูกยักยอกเงินจากบัญชีของสถาบันไป 1,600 ล้านบาท สู่การเป็นมหาวิทยาลัยแถวหน้าของประเทศ มาวันนี้ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์บางส่วนมอบฉายา "เอ้ ไอน์สไตน์" "เอ้ ภรรยารวย" ให้แก่เขา โดยล้อเลียนจากคำพูดของ ดร.เอ้ นั่นเอง
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าตัวใช้คำว่า "ถูกท้าทาย" แต่ไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมาย เพราะก่อนหน้านี้ญาติสนิท มิตรสหาย ผู้ใหญ่เคยออกปากเตือนว่าอย่าเล่นการเมือง มีชีวิตที่ดีอยู่แล้ว การเมืองสกปรก
"อย่าบอกว่ามาด้วยไม่รู้ แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องทนให้ได้ เพราะว่าเราบอกแล้วว่าจะเปลี่ยนกรุงเทพฯ เราทำได้" สุชัชวีร์กล่าวพลางเปิดเสื้อสูทโชว์คำขวัญ "เปลี่ยนกรุงเทพฯ เราทำได้" ซึ่งประทับอยู่ที่อกเบื้องซ้ายของเสื้อยืดสีขาวตัวใน-เสื้อทีมของว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคสีฟ้า
เขาย้ำว่า "ก่อนจะทำได้ ต้องทนให้ได้เสียก่อน" และ "ไม่มีใครด้อยค่าเราได้หรอก คนที่จะด้อยค่าเราได้คือตัวเราเองเท่านั้น ดังนั้นกลับไปที่คำว่าห้ามท้อเด็ดขาด"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
อดีตนักวิชาการระดับศาสตราจารย์ผู้ผันตัวมาเป็นน้องใหม่ทางการเมืองยังชี้ให้เห็นความแตกต่างขั้นสุดระหว่างโลกสองใบว่า ในวงวิชาการ หากพูดตามหลักวิชาการแล้วมีเสียงสะท้อนมา เราสะท้อนกลับได้ ตอบโต้ได้ และทุกคนเข้าใจกัน แต่ในทางการเมือง พอพูดออกไป ต่อให้ถูกสวนมา ก็สวนกลับไม่ได้ ทั้งที่เป็นเรื่องที่เรารู้จริงและใช้ชีวิตอยู่กับมันมาตลอด
สัญญาณที่อยากส่ง หลังถูกปรามาส "โม้หรือเปล่า"
ในวันเปิดตัวต่อสาธารณชนด้วยสถานะใหม่-ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. สุชัชวีร์สวมบทนักเล่าเรื่อง ถ่ายทอดประวัติส่วนตัวจากเล็กจนโต จากเด็กต่างจังหวัดมีโอกาสไปศึกษาต่อในต่างแดน เพื่อแสดงให้เห็นว่า "ด้วยคนต่อคนแล้ว คนไทยไม่แพ้คนชาติที่พัฒนาแล้ว แต่ขาดผู้นำเท่านั้น"
จากนั้นเขาร่ายปัญหาของมหานครทั่วโลก อาทิ ปัญหาน้ำท่วมใหญ่กลางกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น, ปัญหามลพิษทางอากาศขั้นรุนแรงที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน และปัญหาน้ำสกปรกที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อวกกลับมาตบท้ายด้วยแคมเปญหาเสียงของตัวเอง "เมืองที่เคยแย่กว่าเรา เขาทำได้ แล้วเขาก็เป็นคนเหมือนกับเรา ดังนั้นเปลี่ยนกรุงเทพฯ เราทำได้"
ในขณะที่ ดร.เอ้ ประกาศวิสัยทัศน์ทำให้ กทม. เป็นเมืองสวัสดิการที่ทันสมัยต้นแบบของอาเซียน ผู้เสนอตัวเป็นผู้ว่าฯ อีกรายระบุว่าไม่ต้องคิดถึงเมืองอัจฉริยะ ไม่ต้องเป็นมหานครใด ๆ แต่ต้องการแก้ปัญหาเล็ก ๆ ที่หน้าบ้านของชาว กทม. ซึ่งเป็นแนวทางกลับหัวกลับหางกลับข้างกับสุชัชวีร์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เขาหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นว่า "สิ่งที่ผมพูดไปไม่ใช่เรื่องฉาบฉวย... ในหลายความคิด หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง แต่มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ ถ้าผู้ว่าฯ กทม. จะมาทำเรื่องปะผุเฉพาะหน้า จะมีผู้ว่าฯ กทม. ไปทำไม ผอ.สำนักระบายน้ำ ผอ.สำนักการโยธา ก็ทำหน้าที่ทุกวัน ผอ.สำนักสิ่งแวดล้อม ก็ปลูกต้นไม้อยู่ทุกวัน หรือ ผอ.เขต ก็จดทะเบียนและให้ใบอนุญาตทุกวันอยู่แล้ว ฉะนั้นการเป็นผู้ว่าฯ กทม. ที่มาจากการเลือกตั้ง บทบาทสำคัญคือภาวะความเป็นผู้นำ"
อย่างไรก็ตามว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. สังกัดพรรครัฐบาลไม่ขอวิจารณ์คู่แข่งรายใด แต่ยืนกรานว่าทุกนโยบายที่นำเสนอไปเพื่อแก้ปัญหาซ้ำซาก และวางรากฐาน กทม. เพื่ออนาคตลูกหลาน เป็นการทำเผื่อผู้ว่าฯ คนต่อ ๆ ไปอีก 4 ปี 8 ปี 16 ปี 32 ปีข้างหน้า
บ่อยครั้งที่การนำเสนอสิ่งใหม่ ๆ ทำให้เจ้าของความคิดถูกค่อนขอดว่า "เป็นไปไม่ได้" "โม้หรือเปล่า" จึงน่าสนใจว่า ดร.เอ้ ผู้เชื่อในคัมภีร์การบริหารยุคใหม่ที่ว่าคิดอะไรได้ พูดไปก่อน รับมือกับคำปรามาสอย่างไร
"ทั้งชีวิตเจอคำปรามาสมาตลอดล่ะครับ ผมต้องต่อสู้กับความไม่เชื่อมาทั้งชีวิต เพราะฉะนั้นผมไม่ว่าใคร และท่านไม่ต้องมาเชื่อผม แต่อยากให้ท่านเชื่อในคนไทย เชื่อในศักยภาพคนไทยว่าเราสามารถเปลี่ยนกรุงเทพฯ เปลี่ยนประเทศไทยได้ อันนี้ก็คือสัญญาณแรง ๆ ที่ผมพยายามส่งไป" สุชัชวีร์ให้ความเห็น
ประชาธิปัตย์จากมุมมองของสุชัชวีร์
นอกจากลีลาการสื่อสารในแบบฉบับ ดร.เอ้ จะทำให้เขาตกอยู่ในกระแสไม่เว้นแต่ละวัน การสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งมีวาทกรรม "ดีแต่พูด" อยู่คู่พรรค ยังทำให้สมาชิกพรรคคนใหม่ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากในการทำให้ผู้คนรับฟังคำพูดของเขา
"ยาก ก็ต้องยอมรับ แต่ผมเอาชีวิตของผม คือไม่ใช่คิดอยากจะเป็นผู้ว่าฯ กทม. แล้วออกมาอาสาเลยนะ 30 ปีมันต้องพร้อมสำหรับการเป็นหน้าที่นี้"
สุชัชวีร์ยังเชิญชวนสังคมให้ลองเปิดใจทบทวนสิ่งที่เขาทำสำเร็จในอดีต และพิจารณาวิสัยทัศน์ที่มองไปข้างหน้า นอกจากคิดถึงแต่วาทกรรมเดิม ๆ นอกจากนี้ยังขอความเป็นธรรมให้ ปชป. ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 7 ทศวรรษ เพราะอะไรที่ยาวนาน ย่อมมีขึ้น-มีลง มีคนชอบ-คนไม่ชอบ

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/bbc thai
เมื่อพินิจประวัติศาสตร์การเมืองไทยในระยะสั้น ผลการเลือกตั้ง 2562 พบว่า ปชป. ตกที่นั่ง "พรรคครึ่งร้อย" และยัง "สูญพันธุ์ใน กทม." สามปีผ่านไป ดร.เอ้ มองเห็นว่าเป็นช่วง "ขาขึ้น" ของพรรคสีฟ้าแล้วหรือถึงเลือกไปตัดสายสะดือการเมืองที่นี่
เขาหัวเราะแห้ง ๆ ให้กับคำถาม ก่อนบอกว่าไม่มีใครในโลกพยากรณ์อนาคตได้ แต่ ณ จุดที่เขาเห็น ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นใน ปชป. แล้วจริง ๆ
"พรรครู้ว่าเกิดอะไรขึ้นนะครับว่าทำไมพรรคถึงตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ พรรคเองก็อยากจะต้อนรับคนใหม่ ๆ เหมือนกัน อยากให้คนรุ่นใหม่ ๆ ได้ให้โอกาสพรรคบ้าง เขาก็พยายาม"
"ผมว่าท่านได้ให้บทเรียนกับพรรคประชาธิปัตย์มาไม่น้อยแล้ว ท่านให้บทเรียนแล้ว น่าจะให้โอกาสเขาบ้างนะ ให้โอกาสผมบ้าง"
บทเรียนจากผู้ว่าฯ รุ่นพี่ อภิรักษ์-สุขุมพันธุ์
เมื่อถูกแย้งว่าคนกรุงเทพฯ ให้โอกาส ปชป. มามากแล้วโดยเฉพาะสนามผู้ว่าฯ กทม. สะท้อนผ่านสถิติการเลือกตั้งสี่ครั้งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา อภิรักษ์ โกษะโยธิน และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร สังกัด ปชป. กำชัยชนะไปคนละ 2 สมัย ทว่าสุดท้ายฉากจบของทั้งคู่อาจไม่สวยงามนัก
ปี 2551 อภิรักษ์ประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในคดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. มูลค่ากว่า 6.6 พันล้านบาท
ปี 2559 ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ถูกหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว สั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว ก่อนมีคำสั่งปลดพ้นเก้าอี้ ในระหว่างตรวจสอบข้อกล่าวหาเอื้อให้บริษัทเอกชนชนะการประมูลโครงการประดับตกแต่งไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของ กทม. มูลค่า 39.5 ล้านบาท

ที่มาของภาพ, Getty Images
คำถามที่เกิดขึ้นคือประวัติศาสตร์ของผู้ว่าฯ รุ่นพี่ เป็นบทเรียนให้กับว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. รุ่นน้องอย่างไร
สีหน้าของสุชัชวีร์ดูจริงจังขึ้น ก่อนตอบคำถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า "ทุกคนเสียใจนะครับ ทุกคนเสียใจ แต่ไม่อยากจะให้มองเฉพาะด้านลบเท่านั้น" พร้อมการันตีแทนอดีตผู้ว่าฯ ไม่ว่ามาจากพรรคใด ก็ล้วนแต่ทำความดี สร้างสิ่งดี ๆ ให้แก่ กทม. มาไม่น้อย แต่เข้าใจว่าวิถีทางการเมืองมักหยิบยกเฉพาะเรื่องที่เป็นลบมาคุยกัน
"ในเมื่อท่านหยิบยกเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาว่าในอดีตมันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา เราก็คงไม่กล้า คงต้องระมัดระวังเกินร้อย ไม่ให้สิ่งที่อาจจะทำให้ท่านไม่สบายใจมันเกิดขึ้นอีก ดังนั้นอยากให้ท่านคิดในมุมนี้ว่าผมเองถ้ามีโอกาสเป็นผู้ว่าฯ กทม. ผมต้องระวังเรื่องนี้อย่างสุดความสามารถเลย ไม่งั้นเกิดผมทำไม่ดี ในอนาคตกลายเป็นว่าเขาก็จะมาบ่นว่าเป็นเพราะผู้ว่าฯ สุชัชวีร์อีก คือไม่อยากให้เขาย้อนกลับมาอย่างนี้อีก เพราะงั้นแล้วผมและทีมงานก็ต้องระวังมากขึ้นทวีคูณ อยากจะมองประเด็นนี้เป็นประเด็นบวก" เอ้-สุชัชวีร์ ให้คำมั่น
"จินตนาการว่าตัวเองคือผู้ว่าฯ สุชัชวีร์ไปแล้ว"
ท้ายที่สุดหาก เอ้-สุชัชีวีร์ ผู้เคยยืนสถานะเบอร์หนึ่งมาแล้วในหลายโอกาส อาทิ สอบได้ที่หนึ่งของจังหวัด, ไปร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลก, เป็นเบอร์หนึ่งของคณะและมหาวิทยาลัย ต้องไปไม่ถึงฝั่งฝัน ไม่ได้เป็นที่หนึ่งในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จะทำใจยอมรับได้หรือไม่
เขาหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามนี้ โดยให้เหตุผลว่าไม่เคยคิดถึงอนาคต เพราะถ้าคิดทางลบ ก็อาจเกิดความท้อ แล้วมันจะถอย

ที่มาของภาพ, PR ทีมสุชัชวีร์
"วันนี้ลงพื้นที่ จินตนาการว่าตัวเองคือผู้ว่าฯ สุชัชวีร์ไปแล้ว เพราะคิดไปแล้วว่าจะลงพื้นที่ต้องอ่านละเอียด ไม่ใช่ไปหาเสียง เราจะไปทำอะไร ปัญหาคืออะไร ประวัติศาสตร์คืออะไร เราจะทำตรงโน้นตรงนี้ได้ยังไงบ้าง ข้อจำกัดคืออะไร กฎหมายเป็นยังไง ต้องใช้เวลาเท่าไร ได้มองตัวเองว่าเป็นผู้ว่าฯ สุชัชวีร์ไปแล้ว เพราะงั้นแล้วผมไม่ได้มองไกลแบบนั้นเลย ผมมองวันต่อวัน ทำให้ผมได้ทำงานเต็มที่ สนุกกับทุกวัน และลงไปเพื่อแก้ปัญหาจริง ๆ" เขากล่าวทิ้งท้าย
ไม่มีถ้า ไม่มีสถานะสมมติอื่นใดในเวลานี้ เพราะสุชัชวีร์ตั้งกฎกับตัวเองเอาไว้สามข้อเพื่อทำงานตรงหน้าให้สำเร็จ นั่นคือ "โฟกัส โฟกัส และโฟกัส"

7 คำถามไว ที่สุชัชวีร์ตอบให้
1. พี่เอ้ไม่มีน้อง แต่ทำไมถึงเป็นพี่เอ้: เพราะว่าเด็กนักศึกษาเรียก
2. อนุรักษนิยม หรือ ก้าวหน้า: เป็นก้าวหน้าอนุรักษ์
3. ขอสามคำเพื่อให้จำกัดความตัวเอง: กล้า-หาญ-สุด ไปให้สุด
4. ถ้าไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ สามองค์กรที่อยากทำงานด้วยที่สุดคือ: องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น), องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) และยูนิเซฟ
5. สิ่งน่าจดจำที่สุดตอนใช้ชีวิตที่อเมริกา: สอบปริญญาเอกถึงสองครั้ง และต้องต่อสู้กว่าจะจบสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology - MIT) ได้
6. สิ่งที่ไม่ชอบที่สุดในตัวเอง: ร้องเพลงเพี้ยน
7. หนึ่งคำพูดจากครอบครัวหลังพบว่าคุณ "โดนรับน้องใหม่" ในทางการเมือง: ให้ทำหน้าที่ทุกวันให้ดีที่สุดและไม่ต้องห่วง กลับมาที่บ้านทุกคนพร้อมที่จะกอดพี่เอ้ กอดลูกเอ้เสมอ
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์
หมายเหตุ : ติดตามรายงานพิเศษชุด "เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2565" และบทสัมภาษณ์ผู้สมัครรายอื่น ๆ ได้ทางยูทิวบ์ BBC News ไทย เราจะอัปเดตวิดีโอใหม่ ๆ ทุกวันศุกร์










