เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. : เช็กความแข็งแกร่ง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้อาสาสร้างเมืองให้แข็งแรง

ชัชชาติ

ที่มาของภาพ, PR ทีมเพื่อนชัชชาติ

คำบรรยายภาพ, ชัชชาติโชว์ความฟิตในระหว่างนำทีมวิ่งและออกกำลังกายในพื้นที่สุสานแต้จิ๋ว (ป่าช้าวัดดอน) ย่านสาทร เมื่อ 22 ม.ค.
    • Author, เรื่องโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • Role, วิดีโอโดย ภานุมาศ สงวนวงศ์

นอกจากนโยบายทำกรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน สิ่งที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในนามอิสระ ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือ "เพื่อไทยนี่หว่า มาโกหกอะไร" และ "อิสระจริงหรือเปล่า"

ชายผู้มีชื่อเล่นว่า ทริป (Trip) ออกจากจุดปล่อยตัวคนแรก ๆ เมื่อ 30 พ.ย. 2562 ประกาศความพร้อมชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. โดยไม่คิดว่าต้องเดินทางยาวไกลขนาดนี้กว่าจะถึงคูหาเลือกตั้ง

ครั้งแรก เขาคาดการณ์ว่ารัฐบาลจะจัดให้มีการเลือกตั้งราวเดือน มี.ค.-เม.ย. 2563 แต่เขาคิดผิด แต่ถึงกระนั้นเวลาที่ยืดออกไปหาได้เสียเปล่า เพราะชัชชาติมีโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในระหว่างทาง และเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อ กทม. โดยเฉพาะในช่วงเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่สาม (เม.ย. 2564) ซึ่งเขาพบว่าพลังของชุมชนช่วยให้คลองเตยรอดพ้นจากวิกฤตโรคระบาดไปได้

"ที่ผ่านมา รัฐมองประชาชนเป็นหนี้สิน เป็นภาระที่ต้องดูแล ผมว่าเราต้องมองมุมกลับว่าหากทำให้ชุมชนและประชาชนเข้มแข็ง เขาจะเป็นทุนที่มีค่าของเมือง เพราะภาครัฐไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยตัวเองได้" ชัชชาติกล่าวกับบีบีซีไทย

ร่างกาย-เส้นเลือด-หัวใจ

ในทุกเช้าวันเสาร์ ชายกล้ามโตเจ้าของสมญา "บุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี" มักอยู่ในชุดเสื้อยืดสีดำที่สกรีนด้วยข้อความสีเขียวว่า "ทำงาน ทำงาน ทำงาน" กางเกงขาสั้นสีดำ และมิลืมคว้ารองเท้าผ้าใบคู่เก่ง ยี่ห้อไนกี้ (Nike) เบอร์ 13 มาสวมใส่ ด้วยเพราะมีนัดหมายกับกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "เพื่อนชัชชาติ" ออกวิ่งที่สวนสาธารณะซึ่งเขาระบุว่าเป็นหัวใจเมือง ตระเวนไปตามทางเท้ารอบกรุง พบปะผู้คนหลากหลายอาชีพ ทำให้เขาได้ออกกำลังกายพร้อมกับเอาตัวเองไปสำรวจปัญหาจริงของคนเดินถนน ภายใต้สมมติฐานที่ว่า "ทางวิ่งได้ = ทางเดินดี"

ครั้งแรก กลุ่มเพื่อนชัชชาตินัดกันวิ่งเก้าวัดในช่วงปีใหม่ ก่อนขยายเป็นการวิ่งทุกสวนในสัปดาห์ต่อ ๆ มา ตั้งเป้าหมายวิ่งให้ได้ 10 กม./เขต รวมระยะทาง 500 กม. รอบ กทม.

ที่มาของภาพ, PR ทีมเพื่อนชัชชาติ

คำบรรยายภาพ, ครั้งแรก กลุ่มเพื่อนชัชชาตินัดกันวิ่งเก้าวัดในช่วงปีใหม่ ก่อนขยายเป็นการวิ่งทุกสวนในสัปดาห์ต่อ ๆ มา ตั้งเป้าหมายวิ่งให้ได้ 10 กม./เขต รวมระยะทาง 500 กม. รอบ กทม.

ข้อสรุปของทีมเพื่อนชัชชาติคือ ปัญหาของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน จึงไม่สามารถออกแบบนโยบายเดียวเพื่อใช้กับทุกเขตได้ กลายเป็นที่มาของข้อเสนอ 200 นโยบาย เพื่อสร้าง "เมือง 9 ดี" ไม่มีสิ่งแรกที่จะทำหากได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าฯ แต่มีหลากหลายสิ่งที่เขาบอกว่าต้องทำทันทีและทำไปพร้อม ๆ กัน

แม้เป็นอดีตวิศวกร แต่เมื่ออาสามาทำงานเมือง ชัชชาติบอกว่าต้องถอดแว่นวิศวกรออก เพื่อไม่ให้มองเห็นแต่โครงการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์)

เขาเปรียบเปรยเมืองหลวงของประเทศไทยเป็น "ร่างกายคน" และเรียกขานปัญหาในภาพรวมที่ถูกแก้ไขด้วยเมกะโปรเจกต์จากส่วนกลาง เป็น "เส้นเลือดใหญ่" ส่วนปัญหาใกล้บ้าน-ใกล้ตัวคือ "เส้นเลือดฝอย" ซึ่งกระจายอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และอย่างหลังนี้เองที่ชัชชาติให้ความสำคัญโดยชี้ว่าเป็นหัวใจที่จะทำให้คนเข้มแข็งได้

"เราพูดถึงรถเมล์ รถไฟฟ้า อย่าลืมทางเท้า มอเตอร์ไซด์รับจ้าง สุดท้าย last mile (สุดปลายทาง) ที่เข้าบ้าน เราเหนื่อยใช่ไหม หรือระบบระบายน้ำ เรามีอุโมงค์หลายหมื่นล้านเลยนะ เส้นเลือดใหญ่ แต่น้ำไปไม่ถึงอุโมงค์ เพราะว่ามันตันอยู่หน้าบ้าน"

"การพัฒนาเส้นเลือดฝอยมันอาจจะไม่เซ็กซี่มากนะ เพราะว่ามันไม่ใช่เมกะโปรเจกต์ แต่มันเป็นเรื่องละเอียดที่ลงทุนไม่เยอะ แต่ได้ผลมาก และผมเชื่อว่าอันนี้คือจุดที่จะเติมเต็มกับเส้นเลือดใหญ่ ดังนั้นไม่ใช่ว่าเราจะละทิ้งเส้นเลือดใหญ่ แต่เราต้องเติมเต็มทั้งระบบ มันก็จะแข็งแรงขึ้น"

รถเมล์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ท่ามกลางสารพันปัญหารุมเร้าร่างกายที่ชื่อกรุงเทพฯ ชัชชาติมักมองหาความสวยงามที่แทรกซึมอยู่ เพราะเชื่อว่า "สิ่งเล็ก ๆ ที่มีสามารถปรับปรุงเป็นสิ่งดี ๆ ให้แก่เมืองได้... ชีวิตมันก็อยู่ที่รายละเอียดที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้"

จากเข้าการเมืองด้วยอุบัติเหตุ สู่ทางที่เลือกเอง

ย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน ชัชชาติเข้าสู่การเมืองระดับชาติในฐานะ รมช. และ รมว.คมนาคม ซึ่งเขาบอกว่า "มาแบบอุบัติเหตุ" และ "ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด" นอกจากนี้ยังถูกหยิบชื่อไปใส่เป็นหนึ่งในสามแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้ง 2562

แต่วันนี้ชัชชาติขอออกแบบชีวิตเอง เลือกลงสู่สนามการเมืองท้องถิ่นในฐานะว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ โดยให้เหตุผลว่า "คนเบื่อความขัดแย้งทางการเมือง"

ในวันเข้าสู่อำนาจทางการเมือง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือผู้ต่อสายตรงส่งเทียบเชิญให้ชัชชาติเข้าร่วมวงฝ่ายบริหารประเทศ

ในวันร่วงหล่นจากอำนาจ ชัชชาติอยู่ในวงเจรจาเจ็ดฝ่ายเพื่อหาทางออกให้ประเทศที่สโมรทหารบก ถ.วิภาวดี-รังสิต อยู่ในนาทีที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ประกาศยึดอำนาจเมื่อ 22 พ.ค. 2557 จึงถูกเชิญตัวไปอยู่ในค่ายทหารหนึ่งสัปดาห์เต็ม

ในวันลาจากพรรคเพื่อไทย ชัชชาติจึงมิลืมโทรไปบอกกล่าวอดีตนายกฯ หญิงที่หนีคดีไปใช้ชีวิตในต่างแดน

ชัชชาติลงพื้นที่หาเสียง เมื่อครั้งเป็นแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของพรรคเพื่อไทย เมื่อปี 2562

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย

คำบรรยายภาพ, ชัชชาติลงพื้นที่หาเสียง เมื่อครั้งเป็นแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของพรรคเพื่อไทย เมื่อปี 2562

แม้ผ่านมาหลายปี แต่ชัชชาติเห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองใหญ่ยังคงอยู่ การกระโจนลงสู่สนามท้องถิ่น จึงทำให้เขาไม่ต้องอยู่ในแนวปะทะ-ถกเถียงเรื่องปรัชญาการเมือง เรื่องรัฐธรรมนูญมากนัก

"คนเรามีการคิดสองแบบคือ ใช้อารมณ์ กับใช้เหตุผล แต่การเมืองส่วนใหญ่จะเน้นการใช้อารมณ์เพราะมันลงทุนถูกอะ แล้วปลุกเร้าให้คนเกลียดกัน ให้รักกัน มันไม่ต้องลงทุนมาก แล้วมันติดนาน ถ้าเราเกลียดใคร เราเกลียดตลอด แต่ถ้าใช้เหตุผลนี่เหนื่อย เรื่องนี้ก็ต้องใช้เหตุผล ดังนั้นที่ผ่านมา ผมว่าการเมืองไปปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกเยอะ ชีวิตก็มี binary ศูนย์หรือหนึ่ง ขาวหรือดำ ผมก็ไม่รู้สึกว่าที่ผ่านมาการเมืองใหญ่ ความขัดแย้งมันจะน้อยลงนะ ผมว่าเราก็ยังปลุกเร้าความโกรธความเกลียดชังอะไรอยู่อย่างนี้ ก็ยังดีใจนะที่เราลงมาท้องถิ่น เพราะสุดท้ายวันทั้งวันเราไม่ได้คิดเรื่องความขัดแย้ง เราคิดเรื่องการหาทางออกแก้ปัญหา" ชัชชาติระบุ

ไร้พรรค แต่มีเพื่อน

เขาเชื่อว่าการเป็นผู้สมัครอิสระ ทำให้ผู้คนอยากมาร่วมคิด-ร่วมทำ-ร่วมนำเสนอความเห็นมากขึ้น

"คนที่มาช่วยเราหลายร้อยคน ผมก็ไม่เคยรู้ว่าเขาชอบพรรคไหนนะ แล้วก็ไม่เคยสนใจด้วย ขอแค่ว่าเฮ้ย ไอเดียคุณคืออะไร ปัญหาคุณคืออะไร เลือกผมไม่เลือกไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยมาช่วยกันคิดนโยบาย"

ไม่มีพรรคต้นสังกัดคอยกำกับ-จำกัดกรอบความคิด มีเพียงอาสาสมัครหญิง-ชายเกือบหมื่นคนที่พร้อม "ทำงาน ทำงาน ทำงาน" ในนามกลุ่ม "เพื่อนชัชชาติ" โดยที่คนเหล่านี้จะไม่แปรสถานะเป็นผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต ตามคำยืนยันของชัชชาติ

ชัชชาติ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

"ผู้ว่าฯ กทม. ต้องทำงานกับทุกคนได้ เพราะโอกาสที่เราจะไม่ได้เสียงส่วนใหญ่มีแน่นอนถึงแม้จะส่ง ส.ก. และเท่าที่ดูก็มีแคนดิเดตดี ๆ ในหลายพรรคอยู่แล้ว ส่งไป เราก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร และเราก็ไม่สามารถไปคัดเลือกได้ทุกเขต ผมว่าเราก็ต้องทำงานกับทุกคนให้ได้ ทีมงานสรุปว่าเป็นอย่างนี้ดีกว่า" ชัชชาติแจกแจง

อย่างไรก็ตามเขายอมรับว่าจุดอ่อนของการไม่สังกัดพรรคคือ ไม่มีฐานเสียง ไม่มีเครือข่ายระดับรากหญ้า ทำให้ชาวชุมชนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในโลกออนกราวนด์ไม่รู้จักชายผู้เป็นทั้งเน็ตไอดอลและสารพัดมีมในโลกออนไลน์ กลยุทธ์ของชัชชาติจึงอยู่ที่การขอเป็นพันธมิตรกับทุกคน

ก่อนลงพื้นที่พบปะประชาชนในเขตบางบอน ชัชชาติจึงมิลืมขอคำแนะนำจากนักการเมืองเจ้าของพื้นที่อย่าง วัน อยู่บำรุง ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย และอดีตที่ปรึกษา รมช.คมนาคม (ชัชชาติ)

"ก็เคยทำงานด้วยกัน วันเขาก็เพื่อนเราอะ ก็บอกว่าเฮ้ย ผมจะลงบางบอน คุณมีอะไรแนะนำไหม ไม่ได้เกี่ยวกับการเมือง ไม่ใช่ต่างตอบแทนการเมือง แต่ว่าเป็นเพื่อนกันไง วิธีคิดคือไม่ใช่ว่าต้องเป็นศัตรูกับทุกคน เพราะงั้นใครมาช่วยเรา เราก็ยินดี"

บทสนทนา และน้ำตาของแม่

สถานะเก่า-นายเก่า-เพื่อนเก่า ทำให้ว่าที่ผู้สมัครอิสระถูกตั้งคำถามเรื่องความไม่เป็นอิสระจากต้นสังกัดเก่า โดยเฉพาะเมื่อพรรคอันดับหนึ่งในสภาที่มี ส.ส.กทม. 10 คน ประกาศงดส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่พร้อม "สนับสนุนผู้สมัครฝ่ายประชาธิปไตย"

"เฮ้ย เป็นเพื่อไทยนี่หว่า มาโกหกอะไร" อดีตรัฐมนตรีสังกัดพรรคเพื่อไทยยกตัวอย่างบางคำถามที่มีคนโยนใส่เขา

ฉันชาย พี่ชายฝาแฝด, ปรีชญา พี่สาว ร่วมให้กำลังใจชัชชาติ วันประกาศความตั้งใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. ที่ชุมชนโรงหมู เขตคลองเตย เมื่อ 30 พ.ย. 2562

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ฉันชาย พี่ชายฝาแฝด, ปรีชญา พี่สาว ร่วมให้กำลังใจชัชชาติ วันประกาศความตั้งใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. ที่ชุมชนโรงหมู เขตคลองเตย เมื่อ 30 พ.ย. 2562

ทุกความคลางแคลงใจที่เกิดขึ้นในสังคมการเมือง ทำให้ชัชชาติต้องอธิบายเรื่องนี้ซ้ำอยู่หลายครั้ง และน่าจะเป็นสิ่งรบกวนสมาธิและจิตใจของเขาตามสมควร ถึงขั้นเก็บไประบายให้มารดาอย่าง จิตต์จรุง สิทธิพันธุ์ ฟัง

ชัชชาติ: แม่ คนเขาไม่ค่อยเชื่อเลยอะ มีคนถามเสมอเลยว่าอิสระจริงหรือเปล่า

แม่: ก็ทำดีที่สุด เขาเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ไม่เชื่อ จบ

ชายวัย 55 ปี ซึ่งเป็นแฝดผู้น้องของ รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้คำจำกัดความมารดาของตัวเองไว้ว่า มีแนวคิดอนุรักษนิยม ไม่ชอบพรรคเพื่อไทย และเคยร่ำไห้อย่างน้อยสองครั้งเมื่อชีวิตของบุตรชายต้องพลิกผันจากเคยเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย มีตำแหน่งทางวิชาการนำหน้านามว่า รองศาสตราจารย์ ดร. สู่การทำงานการเมืองภายใต้สังกัดพรรคเพื่อไทย

"ตอนผมไปเป็น รมช.คมนาคม ไปบอกคุณแม่ คุณแม่ร้องไห้เลย บอกอย่าไป ๆ คุณแม่บอกว่าเดี๋ยวจะติดคุก กลัวติดคุก แต่ว่าพอเราตัดสินใจ มีโอกาสมาแล้วก็อยากลองทำดู แม่เขาก็สนับสนุนตลอดนะ จำได้เลยว่าตอนนั้นพอปฏิวัติ ก็โดนไปขังอยู่เจ็ดวันในค่ายทหาร พอเจ็ดวัน เขาก็เอามาส่งที่บ้าน แม่ยืนคอยอยู่หน้าบ้าน ก็มาร้องไห้อีกหนหนึ่ง บอกว่าแม่บอกแล้วว่าจะติดคุก แม่มาดุอีก ก็ขำ ๆ ครับ สุดท้ายก็นี่ล่ะครับฟังคนที่รักเราจริง ๆ"

เมื่อสิ้นสุดพันธะกับพรรคเพื่อไทย มารดาของชัชชาติจึงประกาศพร้อมเป็น "หัวคะแนน" ให้แก่เขา อีกทั้งยังสวมบท "เมนเทอร์ส่วนตัว" คอยติดตามการออกสื่อของชัชชาติ ก่อนโทรศัพท์ไปให้คำแนะนำ

"วันนี้พูดเร็วไป พูดช้า ๆ หน่อย เพื่อนแม่ฟังไม่ทันเลย ก็น่ารักดีครับ... ว่าแต่ผมพูดไวไปหรือเปล่า เดี๋ยวแม่ดุอีก" ชัชชาตินำคำบุพการีมาถ่ายทอด พลางอมยิ้มที่มุมปาก

"มองไปไกล แต่เท้าต้องอยู่ที่ปัจจุบัน"

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแยกตัวเป็นอิสระของชัชชาติ ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องเสียโอกาสสำคัญทางการเมืองในการหยั่งกระแสนิยมของพรรค และทดสอบแคมเปญหาเสียงก่อนมีการเลือกตั้งทั่วไป

"คือเรตติ้งก็ทำโพลเอาก็ได้นะ.. คือผมว่าทุกคนก็ต้องรับผิดชอบตัวเองอะ ผมเองก็ไปคิดแทนคนอื่นไม่ได้ ผมว่าเราก็เลือกมาทางนี้แล้วล่ะ แล้วก็ประกาศมาตั้งสองปีครึ่งแล้ว ตอนประกาศก็ยังโดนหลายคนออกมาต่อว่าเลยนะว่าทิ้งพรรค ลืมแล้วหรือว่ามาได้เพราะใคร เราก็น้อมรับทุกความเห็นนะ เพราะทุกคนก็มีสิทธิคิดแตกต่างกัน อันนั้นก็ไม่ได้ไปก้าวล่วงเขาว่าปัญหาคืออะไร"

รองเท้าไนกี้เบอร์ 13 คู่นี้ ชัชชาติเล่าว่าแลกสลับข้างกับเพื่อนนักวิ่งที่สวนลุมพินี โดยถือเป็นรองเท้าคู่เก่งที่พาชัชชาติลงพื้นที่รอบ กทม.

ที่มาของภาพ, PR ทีมเพื่อนชัชชาติ

คำบรรยายภาพ, รองเท้าไนกี้เบอร์ 13 คู่นี้ ชัชชาติเล่าว่าแลกสลับข้างกับเพื่อนนักวิ่งที่สวนลุมพินี โดยถือเป็นรองเท้าคู่เก่งที่พาชัชชาติลงพื้นที่รอบ กทม.

ทุกผู้คนที่ผ่านพบ ทุกการเดินทางบนถนนสายการเมืองที่ผ่านมา ชัชชาติยอมรับและไม่คิดปกปิดอดีต

"ถ้าไม่มีเพื่อไทย ก็ไม่มีชัชชาติที่อยู่การเมืองวันนี้ ผมก็คงเป็นอาจารย์ หรือทำธุรกิจอยู่ ผมว่าก็ยอมรับกับมันน่ะ อย่าไปปฏิเสธ ถ้าคนจะไม่เลือกเราเพราะเหตุผลนี้ก็โอเค แฟร์ (ยุติธรรม) ครับ ผมว่าเป็นสิ่งที่รับได้อยู่แล้ว"

ทว่าเขาขออยู่กับปัจจุบันให้มาก ตระหนักเสมอว่ายืนอยู่จุดไหน และมิลืมตั้งเป้าหมายในอนาคต "มันต้องเริ่มจากปัจจุบันแล้วค่อย ๆ ขยับมา ต้องมองไปไกล แต่เท้าต้องอยู่ที่ปัจจุบัน"

ท้ายที่สุดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หนนี้ น่าจะเป็นการลงสู่สนามเมืองครั้งสุดท้ายในชีวิตของชายชื่อชัชชาติ ตามที่เขาเคยลั่นวาจาเอาไว้หลายกรรมหลายวาระว่าถ้าจบแค่นี้ ก็ต้องมูฟออนไปที่อื่น ไม่ทำการเมืองใหญ่แล้ว

สิ่งที่ชัชชาติพร่ำบอกเพื่อนร่วมทาง-คนร่วมทีมในปัจจุบันอยู่เสมอคือ "ทำงานให้สนุก" โดยมี "ความไว้วางใจ" จากประชาชนเป็นเครื่องตัดสินอนาคตทางการเมืองของเขาว่าจะได้ไปต่อหรือพอแค่นี้เมื่อวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. มาถึง

line

7 คำถามไว ที่ชัชชาติตอบให้

1. สิ่งที่ต่างกันที่สุดระหว่างฝาแฝด ชัชชาติ-ฉันชาย: ชื่อ

2. เรื่องยากสุดในชีวิตที่ชัชชาติทำได้สำเร็จ: ทำให้ลูกพูดได้

3. เหตุการณ์ที่ทำให้เสียน้ำตาครั้งล่าสุด: เจอคุณยายอายุ 91 ที่ริมคลองฝั่งธนบุรี โดยยายจำชัชชาติได้ แล้วบอกว่าคิดถึง

4. ประสบการณ์จำไม่รู้ลืมในช่วงทำงานการเมือง: โดนล้อมบ้าน

5. หนึ่งคำถามที่ถูกคนไม่รู้จักสอบถามมากที่สุด: เป็นหมอหรือเปล่า

6. หนึ่งส่วนในร่างกายที่คิดว่ายังไม่ฟิตแอนด์เฟิร์ม: รอบเอว

7. กีฬาสามชนิดที่สะท้อนภาพสังคมการเมืองไทยได้ดีที่สุด: ฟันดาบ ต่อยมวย และมวยปล้ำ เพราะ "มันแบบบู้ แล้วก็ไม่ค่อยเป็นทีม เว้นมวยปล้ำมีแท็กทีมแล้วไปสู้กับอีกฝั่งหนึ่งเพื่อเอาชนะ เอาเป็นเอาตาย"

ข้าม YouTube โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Google YouTube

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด YouTube โพสต์

หมายเหตุ : ติดตามรายงานพิเศษชุด "เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2565" และบทสัมภาษณ์ผู้สมัครรายอื่น ๆ ได้ทางยูทิวบ์ BBC News ไทย เราจะอัเดวิดีโอใหม่ ๆ ทุกวันศุกร์

line