ร.10 : สื่อในสหราชอาณาจักรต่างสนใจประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ของราชอาณาจักรไทย

ที่มาของภาพ, EPA
นับแต่การชุมนุมของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ศูนย์รังสิต เมื่อ 10 ส.ค. พร้อมข้อเรียกร้อง 10 ข้อว่าด้วยการแก้ปัญหาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ สื่อมวลชนในสหราชอาณาจักรต่างพร้อมใจรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาระคนความประหลาดใจ ทั้งสื่อแนวข่าวชาวบ้าน และสื่อระดับชาติที่รายงานเรื่องจริงจังทั้งการเมือง ธุรกิจ และเศรษฐกิจ
บีบีซีไทย ขอเสนอตัวอย่างพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์อันทรงอิทธิพล ที่ล้วนเจาะกลุ่มผู้อ่านผู้ชมระดับบนของประเทศทั้งในแวดวงการเมือง เศรษฐกิจ และวิชาการ มีทั้งการรายงานข่าวตามเหตุการณ์ บทวิเคราะห์ และบทบรรณาธิการ
- ประเทศไทย : กลุ่มผู้ประท้วงรุ่นเยาว์ได้ทลายเรื่องต้องห้ามทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชอาณาจักรนี้ลง (Financial Times, 27 ส.ค. 2020)
- พระราชาและข้าพเจ้า : นักศึกษาผู้ยอมเสี่ยงคุกโดยการท้าทายสถาบันพระมหากษัตริย์ (The Guardian, 13 ต.ค. 2020)
- พระราชทรัพย์ของของพระราชา : ประเทศไทยแตกแยกต่อประเด็นคำถามที่มีมูลค่าถึง 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯบทบาทและความมั่งคั่งของกษัตริย์ที่ประทับอยู่ในเยอรมนีกำลังถูกตรวจสอบอย่างไม่เคยมีมาก่อนระหว่างการประท้วงที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ (Financial Times 12 ต.ค. 2020)
- การประท้วงในไทย : พระราชาที่ทำตัวเองให้เป็นของขวัญแก่พวกนิยมสาธารณรัฐ (The Times, Analysis, 15 ต.ค. 2020)
- มุมมองของไทมส์ต่อการชุมนุมต่อต้านสถาบันกษัตริย์ในไทย : มีอำนาจให้น้อยลงสถาบันกษัตริย์ของไทยจำเป็นต้องปฏิรูปตัวเองอย่างเร่งด่วน หรือต้องเผชิญกับการถูกขับไล่ (The Times, 19 ต.ค. 2020)

ที่มาของภาพ, Reuters
ไฟแนนเชียลไทมส์
ไฟแนนเชียลไทมส์ (FT) เป็นหนังสือพิมพ์รายวันอายุ 132 ปี ที่ปัจจุบันมีผู้อ่านทางหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์รวมกันนับล้านคนทั่วโลก มีอิทธิพลต่อนักการเมือง นักการทูตและนักธุรกิจในยุโรป ติดตามรายงานการประท้วงในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ส่งรายงานข่าวจากประเทศไทยมากกว่าสิบชิ้นตั้งแต่เริ่มมีการชุมนุมประท้วงเป็นต้นมา มีบทวิเคราะห์และบทบรรณาธิการ ที่ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับบทบาทและสถานะของสถาบันกษัตริย์และพระมหากษัติย์องค์ปัจจุบันของไทย
บทวิเคราะห์ของ FT เมื่อ 27 ส.ค. รายงานว่ากลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงเหล่านี้มีความหลากหลายทางชนชั้นในสังคมไทย หลายคนเป็นลูกหลานของชนชั้นกลางในเมืองใหญ่ที่เคยใส่เสื้อเหลืองก่อการชุมนุมประท้วงจนเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในอดีต แต่คราวนี้พวกเขาไม่มีผู้นำเดี่ยวเหมือนในอดีต และพวกเขามีทักษะสูงในการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อการระดมข้อมูลและเปิดระบบการสื่อสารภายในที่มีประสิทธิภาพ

ที่มาของภาพ, The Financial Timess
FT ออกรายงานพิเศษชิ้นยาวเมื่อ 12 ต.ค. เกี่ยวกับการออกกฎหมายโอนทรัพย์สินก้อนมหาศาลกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (1.24 ล้านล้านบาท) จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ ซึ่งรัฐบาลไทยประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างเงียบๆ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทำให้สื่อมวลชนในประเทศไทยเงียบงัน ไม่มีสื่อไทยใดให้รายละเอียดหรือตั้งคำถาม ทั้งที่เป็นข่าวใหญ่ เพราะกฎหมายโอนทรัพย์สินนี้มีผลเท่ากับทำให้พระมหากษัตริย์ไทยเป็นประมุขแห่งรัฐที่มีทรัพย์สินส่วนพระองค์ลำดับต้น ๆ ของโลก จวบจนผ่านไป 2 ปี นักศึกษาหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาชูเป็นประเด็นปฏิรูป จึงเป็นข่าวและเริ่มมีคนตั้งคำถามมากขึ้น ทั้งนี้มีการแจกแจงตัวเลขทรัพย์สิน และตัวเลขเงินงบประมาณแผ่นดินที่รับมาจากรัฐบาลในปีปัจจุบันที่สูงถึง 290 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ (8,980 ล้านบาท) ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า เมื่อเทียบกับงบประมาณเมื่อสองปีก่อน
นอกจากทรัพย์สิน และเงินงบประมาณดังกล่าวแล้ว FT ยังรายงานด้วยว่ารัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังต้องจัดเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินรวม 38 ลำประจำการไว้ให้พร้อมอยู่เสมอ เมื่อมีพระราชประสงค์จะเสด็จทั้งภายในและต่างประเทศ
FT รายงานด้วยว่าการเสด็จประทับในเยอรมนีเป็นเวลานาน ในแต่ละครั้งของพระมหากษัตริย์ไทยสร้างความลำบากใจให้รัฐบาลที่กรุงเบอร์ลิน และยังมีประเด็นที่มี ส.ส. พรรคกรีนส์ตั้งกระทู้ถามในสภาถึงสถานะทางวีซ่าของพระมหากษัตริย์ไทย ตลอดจนพาดพิงไปถึงอสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินและคำถามเกี่ยวกับการเสียภาษีของพระมหากษัตริย์ไทยในเยอรมนี

ที่มาของภาพ, The Times/Reuters
The Times
เดอะ ไทมส์ (The Times) เป็นหนังสือพิมพ์รายวัน ที่มีอายุ 235 ปี ยังได้รับความเชื่อถือในหมู่ชนชั้นนำในปัจจุบัน ได้พีพิมพ์บทบรรณาธิการเมื่อ 19 ต.ค. เสนอความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ข้อเท็จจริงที่มีการรายงานในสื่อเยอรมนีเป็นระยะ สืบเนื่องจากเรื่องเล่าขานของชุมชนในบาวาเรียตลอด 10 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งภาพข่าวจากประเทศไทยที่มีธรรมเนียมให้ข้าราชการและข้าราชบริพารต้องหมอบคลานเข้าเฝ้า ตลอดจนการประกาศแต่งตั้งหรือปลดบุคคลสำคัญโดยอ้างอิงประเพณีโบราณที่กลายเป็นข่าวอื้อฉาวไปทั่วโลก ทำให้กองบรรณาธิการมีความเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยถึงเวลาต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วน ด้วยการจำกัดขอบเขตพระราชอำนาจ (Less Majesty) และลดทอนขนบที่ล้าหลังให้เป็นสากลทันโลกมากขึ้น ถ้าหากประเทศไทยต้องการรักษาความมั่นคงของสถาบันให้เป็นที่เคารพและอยู่รอดในระยะยาว

ที่มาของภาพ, The Economist
The Economist
ดิ อีโคโนมิสต์ (The Economist) ซึ่งเป็นนิตยสารรายสัปดาห์อายุ 177 ปี มีบทวิจารณ์และบทรายงานขนาดยาวติดต่อกันสองครั้งในรอบเดือนตุลาคม รายงานชิ้นหนึ่งพาดหัวว่า "พระมหากษัตริย์ไทยพยายามพาประเทศกลับไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ - ทำให้เกิดสิ่งใหม่ในสังคมไทยคือเกิดการวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผย"
รายงานชิ้นนี้ได้พื้นที่มีความยาวถึงสามหน้ากระดาษ เท้าความกลับไปเมื่อเดือนเมษายน 2560 เมื่อหมุดของคณะราษฎรที่ลานพระบรมรูปทรงม้าหายไปกลางดึก โดยไม่มีใครบอกได้ว่าหายไหน และทำไม เวลาต่อมาเมื่อเดือนธันวาคม 2561 อนุสาวรีย์ขนาดใหญ่กลางเมืองหลวงก็หายไปอย่างลึกลับ โดยสื่อมวลชนไทยก็ไม่ได้ใส่ใจรายงานข้อเท็จจริง ทั้งที่โบราณวัตถุและโบราณสถานทั้งสองมีความหมายในประวัติศาสตร์ไทยในช่วงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชปี 2475เป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ
ดิ อีโคโนมิสต์ ไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ที่ทำให้เชื่อว่าเป็นความพยายามที่จะขยายพระราชอำนาจ โดยการแก้ใขรัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายโอนทรัพย์สิน โอนหน่วยทหาร สร้างขนบพิธีการใหม่ ๆ ทั้งในวงการทหารและพลเรือน ออกพระราชโองการแต่งตั้งหรือปลด โดยอ้างโบราณราชประเพณี ทำให้พระองค์กลายเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระราชอำนาจทางการเมืองและการเงิน มากเกินกว่าสมเด็จพระชนกนาถ จึงเรียกว่าเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนและย่อมทำให้เข้าใจว่าพระองค์มีกุศโลบายในการค่อย ๆ นำประเทศให้เข้าใกล้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชอีกครั้งหนึ่ง
ดิ อีโคโนมิสต์ รายงานว่า นอกเหนือจากรายได้ก้อนมหาศาลที่มาจากการโอนสำนักงานทรัพย์สินฯ แล้ว ในปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณผ่านหน่วยงานต่างๆ รวมๆ กันถึง 3.7 หมื่นล้านบาท เพื่อการใช้จ่ายสำหรับพระมหากษัตริย์ และในส่วนนี้ประมาณ 9 พันล้านบาทเป็นงบโดยตรงของส่วนราชการในพระองค์ แต่ไม่มีข้อมูลเปิดเผยว่างบประมาณที่ส่งผ่านหน่วยงานต่างๆ เหล่านั้นนำไปใช้อย่างไร เพื่ออะไร จะตรวจสอบได้อย่างไร
แม้ว่าสื่อมวลชนกระแสหลักในประเทศไทยมักเซ็นเซอร์ตัวเอง แต่ข้อเท็จจริงหลายอย่างปรากฎในสื่อต่างประเทศแล้วไหลเวียนแพร่หลายอยู่ในสื่อดิจิทัล ทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัดไม่พอใจขยายวงออกจากสื่อสังคมลงสู่ถนน เมื่อผู้คนจำนวนมากเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้เพิ่มมากขึ้น
การก่อตัวชุมนุมประท้วงคราวนี้ ดิ อีโคโนมิสต์ มองว่าเป็นพัฒนาการที่ก้าวเลยการต่อสู้ทางความคิดระหว่างคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดง เพราะมีการวางแนวการต่อสู้ใหม่ที่เรียกร้องการปฎิรูปเพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ถึงขั้นเรียกร้องอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรกว่า จะต้องมีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย

ที่มาของภาพ, Reuters
สื่อหัวสี และสื่อโทรทัศน์ ว่าอย่างไร
ก่อนวิกฤตโควิด-19 นักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรไปเที่ยวเมืองไทยปีละราว 1 ล้านคน ถือว่ามากที่สุดในบรรดาชาติยุโรปทั้งหมด ประเทศไทยจึงเป็นที่รู้จักในหมู่คนอังกฤษ และอยู่ในความสนใจของสื่ออังกฤษ ทั้งแนวจริงจังและแนวสีสัน สื่อแนวหัวสีที่เน้นข่าวชาวบ้าน เช่น ซัน, เอ็กซ์เพรส, เดลี มิเรอร์ และ เดลี เมล์ ต่างรายงานทั้งภาพและข่าวเกี่ยวกับการประท้วงโดยโยงไปที่พระจริยวัตรของพระมหากษัตริย์ของไทย ด้วยเรื่องราวที่เต็มไปด้วยสีสัน หวือหวา จนไม่สามารถนำมาเปิดเผยในรายงานนี้ เนื่องจากเนื้อหาอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายไทย
นอกจากหนังสือพิมพ์ระดับชาติดังกล่าวแล้ว ยังมีหนังสือพิมพ์ระดับภูมิภาคและท้องถิ่นจำนวนมาก รายงานข่าวการชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย รวมทั้งสื่อที่เป็นโทรทัศน์ทุกช่อง ได้แก่ บีบีซี ไอทีวี แชนนัลโฟร์ สกายนิวส์ และวิทยุ โดยเฉพาะรายการวิทยุทูเดย์ ของช่องเรดีโอโฟว์ ของบีบีซี ซึ่งเป็นรายการข่าวที่มีคนฟังมากที่สุดในสหราชอาณาจักร ก็มีรายงานข่าวการชุมนุมเป็นระยะ และให้ความสำคัญเรื่องข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
ส่วนรายงานข่าวของ แชนนัลโฟร์/ซีเอ็นเอ็น เมื่อ 31 ตุลาคม จากกระแสพระราชดำรัสว่า "Thailand is the land of compromise" ก็ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางให้สหราชอาณาจักร สื่อใหญ่น้อยต่างนำไปอ้างอิงเผยแพร่ต่อในแพลตฟอร์มดิจิทัลของตัวเอง ให้ความสนใจเรื่องการหาทางออกจากภาวะวิกฤติในปัจจุบันของไทย

ที่มาของภาพ, EPA
โดยภาพรวมแล้วสื่อในสหราชอาณาจักรพุ่งความสนใจไปในประเด็นการชูข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศไทย และให้บริบทความเป็นมา ที่มาของข้อเรียกร้องนี้ โดยเฉพาะการแก้ใขรัฐธรรมนูญ แบบที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในประวัติศาสตร์ กรณีที่ให้พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจสั่งการจากต่างประเทศได้ (โดยไม่ต้องแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แบบในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ) รวมทั้งการแก้กฎหมายบางฉบับเช่นการโอนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มูลค่ามหาศาลไปเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ และการโอนส่วนราชการทหารบางหน่วยจากการบังคับบัญชาของผู้นำรัฐบาลไปขึ้นตรงกับพระมหากษัตริย์ ตลอดไปจนถึงการซื้ออสังหาริมทรัพย์ การใช้จ่ายเงินและพฤติกรรมของคณะผู้ติดตามใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ไทยในเยอรมนี

ที่มาของภาพ, EPA












