ร.10 : สื่ออังกฤษ การ์เดียน และอินดิเพนเดนต์ วิเคราะห์ปรากฏการณ์ราษฎรลุกขึ้นวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ไทย

A pro-democracy protester (C) hold a placard "Who killed Red Shirt People ?" while others flash three-finger salute during an anti-government protest in Bangkok, Thailand, 17 October 2020

ที่มาของภาพ, EPA

การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เรียกตัวเองว่า "คณะราษฎร 2563" กำลังได้รับความสนใจไปทั่วโลก และสื่อมวลชนต่างชาติต่างเฝ้าจับตาการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่อาจพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยกันอย่างใกล้ชิด

นอกจากการเรียกร้องให้รัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออก รวมทั้งให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และจัดการเลือกตั้งใหม่แล้ว อีกหนึ่งข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมซึ่งนำโดยคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่เพื่อ "ทวงอำนาจคืนราษฎร" คือการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

หนังสือพิมพ์อินดิเพนเดนต์ ของอังกฤษ นำเสนอข่าวเรื่อง "เหตุใดพลเมืองไทยจึงประท้วงรัฐบาลและสถาบันกษัตริย์" โดยระบุว่าแม้จะมีกระแสไม่พอใจรัฐบาลสะสมมาตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ชนวนเหตุที่ทำให้คนไทยออกมาชุมนุมประท้วงครั้งนี้ เริ่มมาจากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ การคุกคามนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะกรณีการหายตัวไปของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองวัย 37 ปี ซึ่งภาพจากกล้องวงจรปิดและคำบอกเล่าของผู้เห็นเหตุการณ์ เชื่อได้ว่าเขาถูกชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งลักพาตัวไปจากหน้าที่พักในกัมพูชาเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.

A pro-democracy protester holds a banner during an anti-government protest, in Bangkok, Thailand October 17, 2020.

ที่มาของภาพ, Reuters

ขณะเดียวกันประชาชนก็มีกระแสความคับข้องใจส่วนหนึ่งจากมีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มีบทลงโทษรุนแรง

ผู้สื่อข่าวอินดิเพนเดนต์ชี้ว่า ความนิยมในสถาบันกษัตริย์ไทยเริ่มเสื่อมคลายลงจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงดำเนินการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพระราชอำนาจและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เช่น การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ทรงมีพระราชอำนาจบัญชาการทหารหลายหน่วยได้โดยตรง นับแต่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว

Pro-democracy protesters attend an anti-government protest, in Bangkok, Thailand October 17, 2020

ที่มาของภาพ, Reuters

ความหิวกระหายในประชาธิปไตย

ส่วนหนังสือพิมพ์การ์เดียน ของอังกฤษ ตีพิมพ์บทบรรณาธิการเรื่อง "การประท้วงในไทยและกษัตริย์ : จุดจบแห่งความศรัทธา" โดยมีใจความว่าการประท้วงที่กำลังเกิดขึ้นเป็นเครื่องสะท้อนความหิวกระหายในประชาธิปไตยที่คนไทยมีมายาวนาน และการท้าทายสถาบันกษัตริย์ก็เป็นการพังทลายสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องต้องห้ามในสังคมไทย

บทบรรณาธิการของการ์เดียน ระบุว่า ไทยเป็นประเทศที่เกิดการปฏิวัติรัฐประหารหลายครั้งนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.2475 เป็นต้นมา "คงจะพูดได้อย่างไม่ผิดเพี้ยนว่าไทยเป็นประเทศที่หิวกระหายประชาธิปไตย คนไทยได้ต่อสู้มาอยู่เนือง ๆ เพื่อกำหนดอนาคตของตัวเอง แม้จะต้องเสี่ยงก็ตาม"

ในการชุมนุมครั้งนี้ก็เช่นกัน แม้รัฐบาลจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่คลื่นมวลชนจำนวนมากได้พร้อมใจกับออกไปชุมนุมกันตามท้องถนนในทันทีเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการจับกุมกลุ่มแกนนำผู้ประท้วงในวันก่อนหน้า ทั้งที่ยังคงมีความรู้สึกหวาดกลัวว่าทางการจะใช้ความรุนแรงเข้าปราบปราม เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีต โดยเฉพาะเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาและประชาชนภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 6 ต.ค.2519 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ยังคงฝังใจคนไทยหลายคนอยู่ไม่ลืมเลือน

Pro-democracy protesters show the three-finger salute as police officers drive by during an anti-government protest, in Bangkok, Thailand October 17, 2020

ที่มาของภาพ, Reuters

บทบรรณาธิการของการ์เดียน เป็นไปในทิศทางเดียวกับหนังสือพิมพ์อินดิเพนเดนต์ โดยระบุว่า หนึ่งในสาเหตุที่ผู้ประท้วงคณะราษฎรออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์นั้นมาจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงรวบเอาพระราชอำนาจและพระราชทรัพย์ไว้ที่พระองค์แต่เพียงผู้เดียว รวมถึงมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีทรัพย์สินราว 1.6 ล้านล้านบาท ไปเป็นพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

การประท้วงเกิดขึ้นในขณะที่ประชาชนหลายล้านคนต้องตกงานจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและโรคระบาด แต่ในปีนี้รัฐบาลไทยกลับตั้งงบประมาณการใช้จ่ายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไว้เกือบ 4 หมื่นล้านบาท

นี่จึงทำให้เกิดภาพที่หลายคนไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นมาก่อนในประเทศไทย นั่นคือการที่ผู้ชุมนุมทำสัญลักษณ์ชูสามนิ้วขณะที่รถขบวนเสด็จฯ เคลื่อนผ่าน

การ์เดียนชี้ว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาต่อสถาบันกษัตริย์ที่กำลังเสื่อมถอยลงทุกขณะ แต่ถึงอย่างนั้น กลับดูเหมือนว่าสถาบันสูงสุดของชาตินี้ยังไม่ตระหนักว่าช่วงเวลาแห่งความเลื่อมใสศรัทธาได้จบสิ้นไปแล้ว และไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจหากกลุ่มชนชั้นนำเหล่านี้จะพยายามต้านทานการเปลี่ยนแปลงในประเทศที่อาจมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก ซึ่งคนร่ำรวยที่สุด 1% ครอบครอบความมั่งคั่ง 67% ของประเทศ

ดังนั้น หากยังไม่มีการแก้ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจให้ดีขึ้น บรรยากาศความตึงเครียดในประเทศไทยก็จะทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งตอนนี้เรื่องของสถาบันกษัตริย์ได้กลายเป็นหนึ่งในปัญหาที่จะต้องสะสางในสังคมไทย