สถาบันกษัตริย์ : เมื่อ พ่อ-ลูกเห็นต่างเรื่องสถาบัน ความสัมพันธ์ก็สั่นคลอนในครอบครัว

พ่อลูก

ที่มาของภาพ, Jilla Dastmalchi/BBC

"พ่อสอนตั้งแต่ผมยังเล็ก ๆ อายุ 4-5 ขวบ ว่าอย่าพูดอะไรไม่ดีเกี่ยวกับในหลวง เพราะมันเป็นบาป และผมควรจะกลัวบาปนั้น ผมเชื่อพ่ออย่างสนิทใจเพราะยังเป็นเด็ก"

15 ปีต่อมา ดนัยละทิ้งคำสอนของพ่ออย่างสิ้นเชิง เขาละเมิดข้อห้าม และเข้าร่วมการชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนสิงหาคม 2563

ดนัยและปกรณ์ (นามสมมติ) มาจากครอบครัวชนชั้นกลางที่ค่อนข้างมีฐานะ ปกรณ์เคยทำธุรกิจการค้าต่างประเทศ ส่วนดนัยเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ทั้งสองไม่ได้พักอยู่ในบ้านเดียวกันแล้ว แต่ยังพบกันเป็นประจำ

ทุกครั้งที่พบกัน พ่อและลูกเลี่ยงที่จะไม่พูดคุยเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์

"ถ้าพูดเรื่องนี้ทีไร เราก็จะทะเลาะกันทุกที แล้ววันนั้นก็จะแย่ไปเลยทั้งวัน" ดนัยบอก

"มีวันหนึ่งที่เราทะเลาะกันในรถหลังจากผมวิจารณ์ในหลวงอย่างไม่ปกปิดความรู้สึก สำหรับพ่อ ในหลวงคือบุคคลที่แตะต้องไม่ได้ ผมถามว่าทำไม พ่อบอกว่าผมยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจ พ่อโกรธมาก และไม่ยอมพูดกับผมเลย เรานั่งเงียบกันไปในรถ แต่ผมคิดว่าพ่อไม่ควรใช้ข้ออ้างเรื่องผมเป็นเด็ก แล้วไม่รับฟังความเห็นของผม"

ไม่ใช่คนในทุกครอบครัวที่เลือกจะถกเถียงเรื่องสถาบันฯ กันต่อหน้า แต่บางครอบครัวยังเปิดฉากตอบโต้เรื่องนี้กันทางโซเชียลมีเดีย

เมื่อไม่นานมานี้นักศึกษาหญิงของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กว่าพ่อของเธอจะยื่นเรื่องฟ้องร้องเธอเพราะเธอมีความคิดตรงข้ามกับพ่อที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ พ่อของเธอตอบโต้ด้วยการโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กเช่นกันว่าเขาจะไม่ยอมให้ลูกสาวใช้นามสกุลเดียวกันอีกต่อไป และไม่ยอมรับผลจากการกระทำใด ๆ ที่จะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันฯ และครอบครัว

สำหรับดนัย เขาเคยท้าทายความรู้สึกของพ่อเป็นครั้งแรกเมื่อ 2 ปีก่อน

ภาพวาดพ่อลูก

ที่มาของภาพ, Jilla Dastmalchi/BBC

"ผมไปดูหนังกับพ่อ ก่อนหนังฉาย ทางโรงหนังก็เปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีและฉายภาพยนตร์พระราชกรณียกิจ ผมไม่อยากยืน และไม่ลุกขึ้นยืน พ่อหันมาดุและบอกให้ผมยืน ผมก็ไม่ยืน จนคนทั้งโรงหันมาดูเรา สุดท้ายผมก็เลยต้องยืนขึ้น"

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ดนัยและพ่อก็ไม่เคยไปดูภาพยนตร์ด้วยกันอีกเลย และดนัยก็ไม่เคยยืนในโรงภาพยนตร์อีกต่อไป การกระทำของดนัยไม่ถือว่าผิดกฎหมายแล้วในปัจจุบัน แต่การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ยังถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่กำหนดโทษผู้หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องถูกจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

ปกรณ์ "รู้สึกช็อค" ที่ผู้ประท้วงในวัยรุ่นราวคราวเดียวกับลูกชายออกมายื่นข้อเรียกร้องที่มีเป้าหมายเพื่อทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่ตรวจสอบได้ และลดงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ กับต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์ปลอดจากการเมือง

"คุณต้องเข้าใจก่อนว่าประเทศทั้งประเทศ แผ่นดินทุกตารางนิ้วเป็นของพระมหากษัตริย์ พระองค์ทรงเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุด พระองค์ไม่ได้ต้องการเงินภาษีประชาชนเลย แต่รัฐบาลต่างหากที่เสนอให้เอง ถ้าคุณไม่เห็นด้วยก็ไม่ต้องเลือกรัฐบาลนี้เข้ามาเวลาเลือกตั้งครั้งต่อไป" ปกรณ์แสดงความเห็น

ภาพวาดการชุมนุมประท้วง

ที่มาของภาพ, Jilla Dastmalchi/BBC

สำหรับดนัยแล้วเขาไม่เห็นด้วยกับพ่อโดยสิ้นเชิง เขาคิดว่าควรจะต้องตรวจสอบสถาบันฯ ได้ และควรยกเลิกกฎหมาย ม.112 กับยุติการจัดสรรงบประมาณให้สถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะสถาบันฯ "ทั้งมั่งคั่งและเปี่ยมล้นไปด้วยอำนาจ"

แต่พ่อของดนัยให้เหตุผลว่า "ผมเกิดในสมัยพ่อหลวง ร.9 คนในยุคผมได้เห็นว่าในหลวงทรงอุทิศพระองค์ทำงานเพื่อพสกนิกรของพระองค์อย่างแท้จริง ผมพูดได้เลยว่าพระองค์ทรงทำเพื่อพวกเรามากกว่าทำให้ลูก ๆ ของพระองค์เสียอีก สำหรับผมแล้วผมยินดีสละชีวิตหากว่าทำแล้วพระองค์จะทรงอยู่กับพวกเราอีกต่อไป คนรุ่นผมมีศรัทธาและเคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่คนรุ่นเจเนอเรชั่น Z อย่างลูกผม ไม่เคยมีประสบการณ์อย่างที่คนรุ่นผมเคยได้รับ"

การออกมาเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมแสดงเห็นถึงความรู้สึกที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ ของคนต่างวัย ที่ต่างกันอย่างสุดขั้วมากขึ้น หลังการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเยาวชนในยุคปัจจุบันไม่ค่อยมีโอกาสได้ชื่นชมพระบารมีในหลวงมากนัก

ปกรณ์ในวัยห้าสิบปีเศษ เคยเห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 ถึงสองครั้ง ครั้งแรกตอนที่พระองค์เสด็จฯ ไปเยี่ยมโรงเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่เขาเคยเรียนอยู่ ส่วนครั้งที่สองเขาเห็นพระองค์ที่หัวหิน

"ผมขับรถอยู่บนถนนที่หัวหิน และได้เห็นรถของพระองค์ขับมาบนถนนอีกฝั่งหนึ่ง ไม่มีขบวนรถตามไม่มีรถหวอ มีแค่รถนำหนึ่งคัน และรถของพระองค์ขับตามมา มีจังหวะหนึ่งที่สายตาของผมมองไปยังพระองค์และทรงมองกลับมา ผมตกใจมาก พระองค์ทรงติดดินจริง ๆ" ปกรณ์เล่าประสบการณ์ประทับใจ

อดีตนักธุรกิจผู้นี้ เชื่อว่ามหาวิทยาลัยที่ลูกชายเรียนอยู่ เป็นแหล่งบ่มเพาะความคิดต่อต้านสถาบันฯ นอกจากนี้ข้อมูล "ข่าวลวง" ที่เผยแพร่กันทางอินเตอร์เน็ตและโซเชียมีเดียเป็นอีกแหล่งที่คนรุ่นลูกรับเข้ามาโดยไม่กลั่นกรอง

"ก็ไม่ผิดที่เขาจะเห็นไม่ตรงกันกับเรา แต่เหตุผลที่เอามากล่าวอ้างนั้นไม่ใช่การยกข้อมูลที่บิดเบือนมาเป็นความเชื่อของเขา อย่างที่เราเห็นภาพผู้ชายคนหนึ่งกับภรรยาอยู่ที่สนามบิน ใส่ขาสั้นสักลายเต็มตัว มีคนส่งภาพเหล่านี้ต่อกันมาเหมือนเป็นภาพเด็ดทางโซเชียล เฟกนิวส์เหล่านี้มันแฟร์ไหมครับ เด็กวัยนี้มีวุฒิภาวะพอไหมที่จะตัดสินเรื่องเหล่านี้"

แต่สำหรับดนัยแล้ว เขาอยากให้พ่อเปิดใจให้กว้าง รับฟังข้อมูลรอบด้านในเรื่องเหล่านี้อย่างที่เขาทำ

"พ่อรักสถาบันฯ เสียจนตาบอด ไม่ฟังความอีกด้าน"