นิวยอร์กไทมส์ : "ไม่ต่างจากกลไกนาฬิกา มีการพูดถึงการรัฐประหารหลังการชุมนุมประท้วง"ในไทย

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
บทความของนิวยอร์กไทมส์เรื่อง Almost Like Clockwork, Talk of a Military Coup Follows Thai Protests ซึ่งอาจแปลได้ว่า "ไม่ต่างจากกลไกนาฬิกา มีการพูดถึงการรัฐประหารหลังการชุมนุมประท้วง"
"สิ่งที่หนีไม่พ้นในประเทศไทยคือ พายุฝน การเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ของห้างสรรพสินค้าใหม่ และข่าวลือว่า กองทัพกำลังวางแผนทำรัฐประหารอีกครั้ง" ฮันนาห์ บีช ผู้เขียนบทความชิ้นนี้ เกริ่นนำ
รายงานข่าวชิ้นนี้ที่ตีพิมพ์เมื่อ 2 พ.ย. ระบุว่า เป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้ว ที่นักเรียนนักศึกษาทั่วประเทศออกมาประท้วงบนท้องถนนทุก ๆ 2-3 วัน เรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีอำนาจเหนือสถาบันกษัตริย์ ยุติการคุกคามฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นนายพลเกษียณที่นำการทำรัฐประหารในปี 2557 ลาออก
การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลในอดีตถูกปิดปากด้วยกระสุนปืน มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคนในปี 2553 แม้ขณะนี้ กองกำลังความมั่นคงยังไม่ได้ใช้ความรุนแรงปราบปราบการประท้วงอย่างสันติเหล่านี้ ยังไม่แน่ชัดว่า น้ำอดน้ำทนนี้จะยืนยาวแค่ไหน เช่นเดียวกับที่ไม่แน่ชัดว่า กองทัพตั้งใจจะอยู่ในกรมกองนานแค่ไหน หรือวางแผนกำจัด พล.อ. ประยุทธ์ซึ่งครั้งหนึ่งก็เคยอยู่ในกองทัพมาก่อน
เมื่อใดก็ตามที่เหล่านายพลเปิดฉากทำรัฐประหาร สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็เหมือนเดิมคือ ไทยจะต้องกลับสู่ความสงบเรียบร้อย ปราศจากการเดินขบวนที่วุ่นวาย หรือการส่งเสียงต่อต้านใด ๆ
"สำหรับผมการปฏิวัติไม่ใช่ความเลวร้าย" บทความชิ้นนี้อ้างถึงคำพูดของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ที่ภักดีต่อสถาบันกษัตริย์คนสำคัญ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาได้ออกมาเรียกร้องให้ทหารเข้ามาแทรกแซงอีกครั้งหนึ่งเพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพและปกป้องสถาบันกษัตริย์ เขาเรียกร้องให้กองทัพถวายคืนพระราชอำนาจให้แก่กษัตริย์อย่างรวดเร็วหลังจากยึดอำนาจไป เพื่อให้กษัตริย์ทรงควบคุมการจัดตั้งรัฐบาลที่มีความเป็นเอกภาพ

ที่มาของภาพ, ปฏิภัทร จันทร์ทอง/THAI NEWS PIX
แต่สำหรับผู้ประท้วงแล้ว การรักษาอำนาจไว้ของกองทัพในประเทศที่บอกว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตยสมัยใหม่ คือสัญญาณบ่งบอกว่า เป็นเรื่องที่ไม่เข้ากับยุคสมัย
รายงานนี้ระบุด้วยว่า การประท้วงได้เน้นย้ำถึงการที่ทหารกุมอำนาจปกครองประเทศนี้อย่างต่อเนื่อง การแทรกแซงการเมืองผ่านการทำรัฐประหารหลายครั้ง และหนทางต่าง ๆ ในการหาผลประโยชน์จากสังคมที่เหลื่อมล้ำอย่างมาก และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจผ่านการถือครองธุรกิจ ผู้ประท้วงที่เป็นคนรุ่นใหม่ได้พูดถึงการใช้การเกณฑ์ทหารและประเพณีของทหารในการสร้างพลเมืองที่เชื่อฟังและเรียบร้อย ซึ่งยึดมั่นในคำสั่งของผู้บังคับบัญชา
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเมื่อวันศุกร์เกี่ยวกับการที่มีคนบางส่วนเสนอทางออกให้ใช้การรัฐประหารแก้ปัญหาการเมืองว่า ต้องไปถามคนที่เสนอความคิดเห็น โดยส่วนตัวเขาไม่เคยคิดเรื่องเหล่านี้ ดังนั้นต้องระมัดระวังไม่ให้สถานการณ์บานปลายออกไป แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า จะมีหรือไม่มีการรัฐประหารเกิดขึ้น แต่ขอย้ำว่า "ไม่มีใครอยากทำการรัฐประหาร"
ฮันนาห์ บีช เขียนในบทความชิ้นนี้ว่า นักวิเคราะห์การเมืองหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า มีการส่งเสียงปฏิเสธรัฐประหารเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงที่มีข่าวว่า มีแผนการทำรัฐประหารหนาหูขึ้น ในช่วง 90 ปีที่ผ่านมา กองทัพไทยได้พยายามขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งราว 30 ครั้ง แต่มีอย่างน้อย 12 ครั้งที่ประสบความสำเร็จ

ที่มาของภาพ, Getty Images
"จักรววรรดินี้จะโต้กลับ" พอล แชมเบอร์ส นักวิชาการด้านเอเชียศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าว
เขาคือผู้แต่งหนังสือที่กำลังจะออกขายเรื่อง "Camouflaged Khakistocracy: Civil-Military Relations in Thailand." อาจแปลได้ว่า ระบอบสีกากีอำพราง: ความสัมพันธ์ของกองทัพ-ประชาชนในประเทศไทย โดยคำว่า Khakistocracy เป็นการเล่นคำที่แผลงมาจากคำว่า Kakistocracy ซึ่งแปลว่า การปกครองโดยคนโง่
แชมเบอร์ส ระบุว่า "กองทัพและกลุ่มผลประโยชน์ทุกอย่างในประเทศไทยที่ถูกผู้ประท้วงที่เป็นนักศึกษาคุกคาม พวกเขาจะไม่ยอมปล่อยให้ระบบทุนนิยมที่กองทัพครอบงำอยู่สิ้นสุดลงแน่"
กองทัพไทยเป็นเจ้าของที่ดินจำนวนมากที่สุดในประเทศ กองทัพไทยได้สร้างรัฐคู่ขนานด้วยการใช้กลไกความมั่นคงภายในของตัวเอง บังคับให้คนที่ต่อต้านหลายพันคนมารับ "การปรับทัศนคติ" ในค่ายทหาร กองทัพยังแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 250 คน ด้วย

ที่มาของภาพ, EPA
นอกจากนี้ในบทความชิ้นนี้ยังพูดถึง การนำกฎระเบียบของทหารมาใช้กับโรงเรียนและหน่วยราชการต่าง ๆ ด้วย และงบประมาณกลาโหมที่เพิ่มขึ้นราว 140% นับตั้งแต่ปี 2006 ซึ่งเป็นปีที่เกิดรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง
บทความในนิวยอร์กไทมส์ระบุด้วยว่า กองทัพมีอิทธิพลที่เพิ่มมากขึ้นจนเกินตัว ต่างจากบทบาทในสมรภูมิรบที่ลดน้อยถอยลง ไทยมีนายพลราว 1,600 นาย เมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากรถือว่า สูงสุดเป็นอันดับสองของโลก แต่ทหารไทยไม่ได้สู้รบในพรมแดนของตัวเองมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยไม่ได้เผชิญกับภัยคุกคามความมั่นคงจากภายนอกที่รุนแรง และยังเป็นพันธมิตรด้านกลาโหมกับสหรัฐฯ จึงมั่นใจจะว่าจะได้รับการดูแลความปลอดภัยจากชาติที่มีกองทัพยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกด้วย
ทหารไทยได้จึงเปลี่ยนตัวเองมาเป็น ผู้แก้ไขความขัดแย้งภายในประเทศ และภัยคุกคามส่วนใหญ่ที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันที่ทรงอำนาจอีกสถาบันหนึ่งของประเทศ การทำรัฐประหาร 2 ครั้ง ในปี 2557 และ 2549 ก็ให้เหตุผลว่า มีความจำเป็นต้องทำเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ แม้ว่าราชวงศ์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกราชวงศ์หนึ่งนี้ สามารถพึ่งพากฎหมายที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องพวกเขาจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็ตาม

ที่มาของภาพ, EPA
นี่เป็นครั้งแรกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่มีผู้ประท้วงออกมาเรียกร้องให้จำกัดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ไทย นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงขึ้นครองราชย์ในปี 2559 พระองค์ทรงประทับอยู่ในเยอรมนีเป็นส่วนใหญ่... ขณะนี้พระองค์นิวัติประเทศไทย และได้ทรงชุดเครื่องแบบทหารประกอบพระราชกรณียกิจหลายครั้ง

สื่อของเยอรมนี รายงานเกี่ยวกับ ร.10 อย่างไร
Süddeutsche Zeitung, มิวนิก 27 ต.ค. 2020
"ประมุขของไทยทรงโปรดการประทับในเยอรมนี ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความเคารพ แต่มันไม่ใช่การออกใบผ่านให้ทำอะไรได้อย่างเสรี สามารถฝ่าฝืนกฎหมายในประเทศได้ ถ้ามีการละเมิดกฎหมายเยอรมนี รัฐบาลเยอรมนีก็ต้องเปิดเผยเรื่องเหล่านั้นในทันที ความโปร่งใสเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ในประเทศประชาธิปไตย แม้เราให้ความเคารพแขกจากต่างประเทศ เราก็ขาดสิ่งนั้นไม่ได้"
Frankfurter Allgemeine Zeitung, FAZ online, แฟรงก์เฟิร์ต 27 ต.ค. 2020
"การประทับอย่างถาวรของพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ที่วิลลาในรัฐบาวาเรีย และโรงแรมหรู ทำให้ชาวไทยจำนวนมากไม่พอใจ แต่การขยายเวลาประทับของกษัตริย์ไทยกำลังกลายเป็นภาระทางการทูตของเยอรมนีมากขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลเยอรมนีจะเพิกเฉยต่อความจริงที่ว่า พระองค์ทรงใช้เวลาที่วิลลาในบาวาเรียและโรงแรมหรูหลายแห่ง เมื่อหลายวันก่อนหน้านี้ รมว. ต่างประเทศ ได้คัดค้านการทรงงานทางการเมืองของพระองค์จากแผ่นดินของเยอรมนีแล้ว"
Tagesspiegel, เบอร์ลิน26 ต.ค. 2020
"พระองค์ทรงเป็นเจ้าของวิลลาในย่านทุตซิงที่ทะเลสาบชตาร์นแบร์ก และเมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมาในช่วงล็อกดาวน์จากการระบาดของไวรัสโคโรนา พระองค์ทรงใช้เวลาที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่งใน การ์มิช-พาร์เทินเคียร์เชิน (เมืองชนบททางใต้ของรัฐบาวาเรีย ติดกับพรมแดนประเทศออสเตรีย ถือเป็นแหล่งเล่นสกีที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ) และการทำเช่นนั้นเป็นการละเมิดกฎเกณฑ์ธุรกิจบริการในช่วงไวรัสโคโรนา"
Blick, ซูริก สวิตเซอร์แลนด์ 23 ต.ค. 2020
"กลุ่มผู้ชุมนุมใช้การประท้วงเพื่อโค่นล้มระบอบผู้ปกครองเดิมในประเทศ คนรุ่นใหม่ในประเทศไทยพอแล้วกับระบอบเดิม และไม่อาจฝืนความต้องการการเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป"
Der SPIEGEL 25 ต.ค. 2020
"พระมหากษัตริย์พระชนมายุ 68 พรรษา ทรงทำอะไรในเยอรมนีกันแน่ เรื่องนี้เป็นเรื่องการทูตและปัญหาทางกฎหมาย ถ้าพระองค์ทรงงานทางการจากเยอรมนี"
Die WELT 25 ต.ค. 2020
"ปฏิกิริยาของรัฐบาลไทยคล้ายคลึงกับผู้นำคอมมิวนิสต์ในจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อไม่นานนี้ ผู้นำการประท้วงถูกจับกุมและทุกสื่อในประเทศถูกตรวจสอบ"
"แต่ไม่มีแถลงการณ์ที่ชัดเจนจากรัฐบาลเยอรมนีที่อธิบายถึงที่ประทับปกติของพระมหากษัตริย์ไทย"
Tageszeitung (TAZ), เบอร์ลิน 24 ต.ค. 2020
"ความจริงที่ว่าทหารไทยอ้างการปกป้องราชวงศ์เพื่อความชอบธรรมในการทำรัฐประหารอยู่เสมอและสำนักพระราชวังก็รับรองรัฐประหารของทหารเป็นการตอบแทน เป็นหนึ่งในความเลวร้ายขั้นพื้นฐานของประเทศ ปฏิกิริยาจากพระมหากษัตริย์... ซึ่งทรงประทับอยู่ในบาวาเรียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ความตึงเครียดนี้คงอยู่ต่อไป ท่าทีของพระองค์ขณะทรงประทับอยู่ในประเทศไทยครั้งล่าสุด เห็นได้ชัดว่า ทรงสนับสนุนผู้ที่ภักดีต่อสถาบันกษัตริย์"


ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
ฮันนาห์ บีช ระบุว่า ความสัมพันธ์ที่พึ่งพากันระหว่างกองทัพและสถาบันกษัตริย์เห็นได้ชัดในช่วงเดือน ก.ย. เมื่อ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบกเกษียณอายุราชการก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองราชเลขาธิการสำนักพระราชวังในทันที
พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวเมื่อปีที่แล้วว่า สถาบันกษัตริย์ กองทัพและ ประชาชน ไม่สามารถแยกออกจากกันได้
บทความนี้ระบุว่า การประท้วงในขณะนี้เริ่มมาตั้งแต่ต้นปีนี้ เมื่อนักศึกษาออกมาต่อต้านกฎเกณฑ์ของโรงเรียนที่นำรูปแบบของทหารมาใช้ เช่น กฎการไว้ทรงผม และการคาดหวังให้พวกเขายอมศิโรราบต่อผู้มีอำนาจเหนือกว่า
การประท้วงนี้ยังได้รวมคนไทยที่มีการศึกษาและอยู่ในเมืองที่รู้สึกว่าความปรารถนาทางการเมืองของพวกเขาถูกขัดขวาง หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่เมื่อเดือน ก.พ. ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ เห็นว่า เป็นการตัดสินที่มีแรงจูงใจทางการเมือง โดยก่อนหน้านั้น พรรคอนาคตใหม่ รณรงค์ให้มีการตัดลดงบกลาโหมลง และยกเลิกการเกณฑ์ทหาร พรรคนี้ได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากเป็นอันดับที่ 3 ในการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการสนับสนุนทางการเมืองของกลุ่มคนรุ่นใหม่

ที่มาของภาพ, Reuters
นอกจากนี้ นิวยอร์กไทมส์ ยังระบุถึงธุรกิจหลายอย่างที่ทางกองทัพถือครอง ทั้งโรงแรม สนามกอล์ฟ โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย การที่เจ้าหน้าที่ทหารทั้งที่เกษียณอายุราชการแล้วและที่ยังรับราชการอยู่เข้าไปเป็นกรรมการบริษัทเอกชน และรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ
ก่อนที่จะจบด้วยการพูดถึงการรับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกของ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ซึ่งออกมาพูดถึงข่าวลือการทำรัฐประหาร
"โอกาสในการทำ [รัฐประหาร] เป็นศูนย์ แต่ว่าอยู่บนพื้นฐานว่า อย่าให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสร้างเงื่อนไข ปัญหา หรือความขัดแย้งที่รุนแรง" คำพูดของ พล.อ.ณรงค์พันธ์ ที่บทความนี้อ้างถึง และระบุว่า ผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่นี้ไม่ได้บอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีการสร้างเงื่อนไขที่ว่า










