ร. 10 : ผู้เชี่ยวชาญเล่าผ่านสารคดีบีบีซีทำไมนักศึกษายอมเสี่ยงคุกเพื่อให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ที่มาของภาพ, Reuters
รายการ "ดิอินไคว์รี" ทางวิทยุบีบีซีเวิลด์เซอร์วิส นำเสนอสารคดีข่าวความยาว 24 นาที เมื่อ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา ในหัวข้อ "ทำไมนักเรียนนักศึกษาไทยยอมเสี่ยงติดคุกออกมาเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์" รับฟังได้ทางเว็บไซต์นี้
ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเมืองไทย 4 คนในไทย ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และ สกอตแลนด์ อธิบายความเป็นมาของปรากฏการณ์การชุมนุมในขณะนี้เป็นภาษาอังกฤษให้ผู้ฟังทั่วโลกเข้าใจ
อารัมภบทกับ ม. 112
รายการวิทยุนี้เริ่มต้นด้วยการเล่าเหตุการณ์ที่นายฐนกร ศิริไพบูลย์ พนักงานโรงงานวัย 27 ปี ต้องเผชิญเมื่อปี 2558 กลางดึกคืนหนึ่ง เขาได้ยินเสียงเคาะประตู อีกด้านหนึ่งของประตูมีทีมทหารและตำรวจรอจับกุมตัว เขาถูกนำตัวจากบ้านใน จ. สมุทรปราการและถูกส่งตัวไปที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีรายงานว่าถูกทหารคุมตัวไว้ หลายวันผ่านไป ครอบครัวและทนายความของเขาไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนและกังวลเรื่องความปลอดภัยของเขา
ข้อหาที่เจ้าหน้าที่แจ้งเขาคือเขาทำผิดกฎหมายโดยการโพสต์รูปสุนัขของกษัตริย์ พร้อมความคิดเห็นเชิงประชดประชันเกี่ยวกับสุนัขทรงเลี้ยงบนเฟซบุ๊ก
ฐนกร ถูกตัดสินให้จำคุก 15 ปี ข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์ภายใต้ มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา นับเป็นกฎหมายที่รุนแรงที่สุดฉบับหนึ่งของโลกและมีโทษหนัก ทว่าในปีนี้ กลับมีผู้ประท้วงนับแสนคนออกมารวมพลังทั่วประเทศ และวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์อย่างเปิดเผยพร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
สยามเมืองยิ้ม

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ผู้บรรยายของรายการกล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นประมุขของประเทศที่พสกนิกรให้ความรักและนับถือ พระองค์ปกครองประเทศมา 70 ปีก่อนเสด็จสวรรคต ในเวลาต่อมา พระโอรสของพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงขึ้นครองราชย์ในปี 2559
ทามารา ลูส์ รองศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาที่มหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐฯ อธิบายว่าเราจำเป็นต้องรู้เรื่องราวของสถาบันกษัตริย์ไทยก่อนว่าไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่ตกเป็นอาณานิคมของชาติยุโรปในช่วงศตวรรษ 19-20 และพระมหากษัตริย์ได้รับการยกย่องว่าทรงปกป้องเอกราชของประเทศ
เธอกล่าวว่าภาพลักษณ์ของกษัตริย์ในฐานะผู้พิทักษ์ได้ถูกฝังอยู่ในบทเรียนประวัติศาสตร์ฉบับทางการ และอัตลักษณ์ส่วนบุคคลของกษัตริย์
"คนไทยถูกสอนว่าพวกเขาเป็นหนี้บุญคุณพระมหากษัตริย์ผู้ทรงนำพาประเทศให้อยู่รอดเป็นเอกราชตลอดมา จึงเป็นเรื่องยากที่จะท้าทายสิ่งที่กษัตริย์ทำ จะไม่มีบุคคลใดตั้งคำถามเกี่ยวกับพระราชอำนาจ ซึ่งถือเป็นเกินกว่าที่จะยอมรับได้ภายใต้ 'ความเป็นไทย' การอธิบายความเช่นนี้ได้ครอบงำประวัติศาสตร์ไทยจนถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมสถาบันกษัตริย์จึงถูกท้าทายในปัจจุบัน" ลูส์กล่าว
แล้วทำไมกษัตริย์พระองค์ก่อนถึงได้รับความนิยมนับถือจากประชาชนมากมาย
"บางคนอาจโต้แย้งว่า บุคลิกภาพและภาพลักษณ์ของกษัตริย์ถูกสร้างขึ้นอย่างรอบคอบ" ผ่านโครงการหลวงทั่วประเทศ และการเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาในแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็น "เรื่องใหญ่ที่ใกล้ชิดชีวิตส่วนตัวของของประชาชน" เธอกล่าวเสริม

ที่มาของภาพ, Ratchaphon Riansiri/BBC Thai
"ทุกวันนี้ การส่งเสริมภาพลักษณ์ของกษัตริย์ทั้งในอดีตและปัจจุบันสามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันของคนไทย ผ่านวันหยุดนักขัตฤกษ์ในประเทศไทยที่ถูกใช้เพื่อส่งเสริมสถาบันกษัตริย์ เช่น การฉลองวันพ่อ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร"
ลูส์กล่าวว่า การโฆษณาเพื่อสร้างภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้กษัตริย์ภูมิพลได้รับความนับถือจากประชาชน แต่ความจงรักภักดีนั้นมาจากพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่ทรงทำเพื่อประชาชน
"เป็นที่เข้าใจกันว่า พระองค์ทรงดำเนินพระชนม์ชีพอยู่ในทำนองคลองธรรม ไม่สุร่ยสุร่าย ทรงประพฤติตัวตามภาพลักษณ์ของกษัตริย์ที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม มีคุณธรรม ในมุมมองของประชากรไทยส่วนใหญ่ พวกเขาสามารถเข้าถึงพระองค์ได้ และประชาชนจำนวนมากเทิดทูนบูชาพระองค์"
"ดิฉันไม่คิดว่าคนไทยเห็นพระองค์เป็นพระเจ้า เพราะพวกเขารู้ว่าพระองค์ท่านก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง แต่พวกเขามองว่าพระองค์ท่านเป็นบุคคลที่น่าเคารพนักถืออย่างยิ่ง"
ลูส์ บอกด้วยว่า พระจริยวัตรของในหลวงรัชกาลที่ 9 อาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พระองค์ท่านรอดพ้นจากการถูกวิจารณ์ แต่ว่ากฎหมายของประเทศไทยก็ระบุเอาไว้ชัดเจนเช่นกันว่าห้ามไม่ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ ดังที่เห็นในมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ผู้ใดที่ทำความผิดในมาตรานี้จะต้องโทษอย่างหนักถึงขึ้นจำคุกเป็นเวลาหลายปี ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวในโลกที่ยังมีและใช้กฎหมายนี้อยู่ แต่โทษของประเทศไทยนั้นถือได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีโทษหนักที่สุดในโลก
"เมื่อรัชกาลที่ 9 ทรงพระประชวร คนไทยเริ่มกังวลเกี่ยวกับการขึ้นครองราชย์ขององค์รัชทายาท เราเห็นการทำรัฐประหารหรือการเอาผิดผู้คนที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งมันเป็นเรื่องทางการเมืองมากกว่าการทำผิดกฎหมายที่แท้จริง"
บุคคลที่เป็นผู้นำการรัฐประหารในปี 2557 ก็คือ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งต่อมาชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ด้วยวิธีที่ผู้คนทั่วไปสงสัยถึงความโปร่งใส แล้วก้าวมาเป็นนายกรัฐมนตรีจนถึงปัจจุบัน และหนึ่งในข้อเรียกร้องหลักของกลุ่มผู้ชุมนุมก็คือการให้ พล.อ. ประยุทธ์ ลาออกจากตำแหน่ง
รัชกาลที่ 10
ในหัวข้อนี้ นายแอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชล ผู้สื่อข่าวอิสระชาวสก็อต และนักวิจารณ์ราชวงศ์ไทย กล่าวในรายการนี้ เปรียบเทียบความจงรักภักดีของพสกนิกรที่มีต่อในหลวง รัชกาลที่ 10 เมื่อเทียบกับในหลวง รัชกาลที่ 9 และเล่าถึงชีวิตในวัยเยาว์ของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน แต่บีบีซีไทยไม่สามารถนำเสนอได้ เนื่องจากเข้าข่ายผิดมาตรา 112

ที่มาของภาพ, Pool
"สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันที่มีอำนาจมากที่สุดในประเทศไทย และทหารกับสถาบันกษัตริย์ก็อยู่คู่กันมาตลอด นี่เป็นเหตุผลที่ผู้ชุมนุมมุ่งเป้าไปที่สถาบันกษัตริย์ พวกเขารู้ว่าอำนาจที่แท้จริงไม่ได้อยู่กับรัฐบาลแต่มันอยู่กับสถาบันกษัตริย์" นายมาร์แชล ซึ่งหนังสือที่เขาเขียนกับสถาบันกษัตริย์ในไทยถูกรัฐบาลไทยห้ามจำหน่าย กล่าว
ศตวรรษแห่งรัฐประหาร
รองศาสตราจารย์ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการแห่งศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ในญี่ปุ่น คืออีกหนึ่งผู้เชี่ยวชาญที่มาให้คำตอบในรายการ
"ตั้งแต่ปี 2475 หลังมีการเลิกล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ประเทศไทยมีการทำรัฐประหารมากถึง 23 ครั้ง ซึ่งไทยถือเป็นประเทศที่มีทหารก่อการยึดอำนาจมากที่สุดในโลก แต่เราก็ยังเรียกประเทศของตัวเองว่าประเทศประชาธิปไตย" ปวินกล่าวขณะลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในญี่ปุ่น

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
"เมื่อเกิดการรัฐประหารครั้งล่าสุดในปี 2557 ทหารเรียกตัวผมเข้าไปเพื่อปรับทัศนคติ แต่ผมไม่ไป พวกเขาเลยออกหมายจับผมและยกเลิกหนังสือเดินทางของผมและสถานการณ์บังคับให้ผมต้องเป็นผู้ลี้ภัย" เขากล่าวเสริม
ปวินกล่าวว่าขณะนี้รัฐไม่ได้หยิบมาตรา 112 มาใช้โดยตรง แต่เลี่ยงไปใช้ กฎหมายการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ต่อผู้ที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพโดยเขาได้เปรียบว่ามันคือ "เหล้าเดิมในขวดใหม่"
"หลายคนออกมาและพูดว่าพวกเขาไม่ได้รับรู้ถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกษัตริย์มาเป็นเวลานานจนกระทั่งรัชกาลที่ 9 สวรรคตไปในปี 2559 ซึ่งผมคิดว่าในช่วงนั้นเองเป็นช่วงเวลาที่โฆษณาชวนเชื่อใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป และพวกเขาตระหนักว่าสถาบันกษัตริย์เป็นต้นเหตุของทุกปัญหาในประเทศไทย" ปวินอธิบาย
ความไม่สงบทางการเมืองเริ่มต้นขึ้นเมื่อต้นปีนี้เมื่ออดีตพรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตยอย่างพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบพรรค โดยพรรคการเมืองนี้ถูกมองว่าเป็นความหวังใหม่ของผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่เป็นคนรุ่นใหม่และผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรกหลังจากถูกปกครองโดยทหารมาหลายปี
การชุมนุมไม่ได้เกิดขึ้นจนกระทั่งเดือนมิถุนายนหลังจากที่มีนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่าง วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ หายตัวไปหลังจากที่เขาลี้ภัยอยู่ในกัมพูชา โดยเขาถูกลักพาตัวไป ซึ่งเขาเป็นนักเคลื่อนไหวที่วิจารณ์สถาบันกษัตริย์และทหารคนที่ 9 ที่หายตัวไปอย่างปริศนา
"ผมไม่ค่อยแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับวันเฉลิม แต่มันเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจมากเพราะเขาอยู่ในวัยที่เชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ได้ และผมเชื่อว่านั่นคือสาเหตุที่พวกเขาออกมาชุมนุมกัน"
มีอีกหลายประเด็นที่ปวินพูดในรายการ แต่บีบีซีไทยไม่สามารถรายงานได้เนื่องจากอาจเข้าข่าย "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"

ที่มาของภาพ, Thanyaporn Buathong/BBC Thai
สถาบันกษัตริย์กับสังคมไทย
ผศ.ดร. จันจิรา สมบัติพูนศิริ นักวิจัยประจำสถาบันเอเชีย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีว่านักศึกษาของเธอหลายคนมองไม่เห็นอนาคตของตัวเองในประเทศไทย พวกเขาเบื่อหน่ายกับการที่ต้องอยู่ภายใต้ปกครองของทหารและกฎอันเข้มงวดของสถาบันการศึกษาที่ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนโดนบังคับ
"ดิฉันเกิดมาก็เห็นรัชกาลที่ 9 ทางโทรทัศน์อยู่บ่อย ๆ และคนในรุ่นดิฉันจะเห็นว่าพระองค์ท่านพัฒนาประเทศอย่างไรบ้าง ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่ามันเป็นโฆษณาชวนเชื่อหรือเปล่า แต่ดิฉันเชื่อว่าความรักที่มีต่อกษัตริย์ในสมัยนั้นมันคือของจริง" จันจิรากล่าว
"แต่พอมาถึงสมัยนี้ เด็กยุคใหม่เห็นต่างออกไป พวกเขาเกิดมาในยุคที่เขาจะไม่เห็นสิ่งที่สถาบันกษัตริย์ทำให้สังคม แต่ในทางกลับกันสิ่งที่พวกเขาเห็นคือสถาบันกษัตริย์มาเอาจากพวกเขาไป"
จันจิรากล่าวว่าถึงแม้ว่าฉากหลังของกลุ่มผู้ชุมนุมจะเกิดปัญหาขึ้นมากมาย แต่ก็มีบางอย่างที่พวกเขาเห็นพ้องต้องกัน
"ดิฉันคิดว่าการเคลื่อนไหวของนักเรียนและนักศึกษามีความแตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีข้อเรียกร้องร่วมกันสามประการนั่นคือนายกรัฐมนตรีต้องลาออก ต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญ และต้องมีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งมันเป็นไปได้ยากที่จะเกิดขึ้น" จันจิราอธิบาย

ที่มาของภาพ, AFP
การเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะทำ เพราะสถาบันการเมือง ทหาร และกลุ่มนักอนุรักษ์นิยมต้องยอมเปิดทางให้เกิดสิ่งนั้นขึ้น
"มีคนหลายคนอยากจะเห็นสถาบันกษัตริย์มีการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ และยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อยากให้สถาบัน ไม่ต้องมาข้องเกี่ยวกับสังคมเลย สิ่งที่เราเห็นก็คือกลุ่มผู้ชุมนุมต้องต่อสู้กับสองอย่างคือการต่อสู้กับระบบการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและการต่อสู้กับผู้สนับสนุนระบบการปกครองนี้ซึ่งเป็นประชากรกว่าครึ่งของประเทศไทย"
การชุมนุมที่เกิดขึ้นโดยกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาเกิดขึ้นมาหลายเดือนแล้ว รัฐบาลพยายามสกัดกั้นการชุมนุมของเยาวชนกลุ่มนี้ โดยหนึ่งในการชุมนุมที่เกิดขึ้นรัฐบาลได้ใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสลายการชุมนุม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผู้ชุมนุมแข็งแกร่งขึ้นและเกิดการรวมตัวกันบ่อยขึ้นด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมที่มากขึ้น
"ระบบการเมืองใด ๆ ที่จะอยู่รอดได้ในช่วงวิกฤติได้จะต้องไม่ปิดประตูใส่ข้อเรียกร้องทั้งหมด ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้อันตรายมาก เพราะมันจะทำให้ผู้ชุมนุมยกระดับความรุนแรงขึ้น ถ้ารัฐบาลยังคงไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม ดิฉันคิดว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของรัฐบาล"
"แต่ในส่วนของสถาบันกษัตริย์ เป็นเรื่องยากที่จะวิเคราะห์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ด้วยความที่สถาบันนี้หยั่งรากลึกอยู่ในสังคมไทยดิฉันคิดว่าสถาบันฯ ก็ยังคงอยู่ต่อไป แต่จะเกิดการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น"











