รัสเซีย ยูเครน : การคาดคะเนที่ผิดพลาดในเบื้องต้น อาจทำให้ปูตินเดินเกมรบที่หนักหน่วงขึ้น

People help a wounded woman in Kharkiv, Ukraine, 1 March 2022

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, ชาวบ้านช่วยผู้หญิงที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุโจมตีเมืองคาร์คิฟ เมื่อ 1 มี.ค.
    • Author, จอห์น ซิมป์สัน
    • Role, บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ

ในการสู้รบช่วงสัปดาห์แรก ประเทศเล็ก เช่น ยูเครน ตอบโต้การรุกรานของรัสเซียอย่างหนักหน่วงกว่า ที่วลาดิเมียร์ ปูติน คาดคิดไว้ หรือมากกว่าที่เหล่านายพลที่ปรึกษาของเขาบอกเอาไว้

แต่นี่ยังถือว่าอยู่ในช่วงต้นของการสู้รบที่อาจทวีความรุนแรงจนกลายเป็นสงครามที่สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงได้

นายปูตินอาจคาดหวังว่ากรุงเคียฟจะต้องล่มสลายภายในเวลาเพียงไม่กี่วันหลังจากกองทัพรัสเซียเปิดฉากบุก และเขาอาจคิดว่าชาติตะวันตกจะขี้ขลาดและไม่เป็นเอกภาพ แล้วจำใจยอมรับการทวงคืนดินแดนที่เขาระบุเสมอมาว่าคือส่วนหนึ่งของรัสเซีย

ทว่าสิ่งที่ผู้นำรัสเซียคาดไว้เหล่านี้กลับไม่ได้เกิดขึ้นจริง ยูเครนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าโจมตีได้ยากกว่าที่คิด และปฏิกิริยาของบรรดาชาติตะวันตก โดยเฉพาะเยอรมนีก็แข็งกร้าวกว่าที่เขาคิด

ในภาวะที่เศรษฐกิจรัสเซียกำลังย่ำแย่จากการคว่ำบาตรของนานาชาติ แต่จีนซึ่งเป็นมหามิตรหนึ่งเดียวของนายปูตินกลับดูเหมือนจะเริ่มกังวลกับความกระแสความโกรธที่กำลังพุ่งพล่านของชาติตะวันตก และพยายามถอยห่างจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย เพราะเกรงว่าสิ่งนี้จะย้อนกลับมาทำร้ายจีนในสักวันหนึ่ง จนเกิดความเสียหายร้ายแรงต่อเศรษฐกิจประเทศ

Blast at a TV tower in Kyiv, 1 March 2022

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ระเบิดที่หอส่งสัญญานโทรทัศน์ในกรุงเคียฟ เมื่อ 1 มี.ค.

ในทางกลับกัน องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต อาจมีความแข็งแกร่งขึ้น ฟินแลนด์และสวีเดนอาจตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกเพื่อปกป้องตัวเอง ทั้งที่จริงนายปูตินได้เริ่มต้นสงครามนี้ เพราะส่วนหนึ่งต้องการยับยั้งไม่ให้ยูเครนเข้าเป็นสมาชิกนาโต แต่ท้ายที่สุดเขาอาจได้พบว่าการตัดสินใจที่ผิดพลาดของตนเองอาจยิ่งทำให้มีสมาชิกนาโตเพิ่มมากขึ้นทางพรมแดนทิศตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย

นี่ล้วนเป็นความเพลี่ยงพล้ำครั้งใหญ่ของวลาดิเมียร์ ปูติน อันเกิดจากการมองเกมที่ผิดพลาด ซึ่งเขาได้ตัดสินใจในระหว่างการกักตัวเพราะโควิด ช่วงนั้นเขาได้พบกับที่คณะปรึกษาเพียงไม่กี่คน และคาดว่าคนกลุ่มนี้อาจพูดแต่ในสิ่งที่ผู้นำรัสเซียอยากฟัง

สถานการณ์ที่พลิกผันในตอนนี้จึงทำให้ผู้นำรัสเซียต้องมองหาทางเลือกใหม่ แต่การที่นายปูตินเป็นคนที่ไม่ยอมอ่อนข้อหรือหันหลังกลับเมื่อถูกปฏิเสธ เขาก็จะใช้วิธีโต้กลับที่หนักหน่วงกว่าเดิม และเขาก็มีสรรพาวุธที่จะทำเช่นนั้น

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทูตยูเครนประจำสหรัฐฯ เปิดเผยว่ารัสเซียได้ใช้อาวุธเทอร์โมบาริก (Thermobaric weapon) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ระเบิดสุญญากาศ" โจมตีชาวยูเครน ทั้งที่อาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงนี้ถือเป็นสิ่งต้องห้ามในการนำมาใช้กับพลเรือน

ในห้วงเวลาเช่นนี้ ทูตหลายคนมักมีคำกล่าวอ้างที่เกินจริง แต่การที่เราได้เห็นคลิปวิดีโอที่รัสเซียลำเลียงเครื่องยิงระเบิดชนิดนี้เข้าไปในยูเครน บรรดานักวิเคราะห์ต่างชี้ว่า อีกไม่นานเราก็อาจได้เห็นรัสเซียใช้อาวุธร้ายแรงชนิดนี้เป็นวงกว้าง

ไบเดนประกาศกร้าวเตือนปูติน เผด็จการจะต้องชดใช้

นอกจากนี้ หลักฐานรูปถ่ายหลายชิ้นยังเผยให้เห็นสิ่งที่คาดว่าจะเป็นการใช้ระเบิดลูกปราย (cluster bombs) โจมตีพลเรือนในเมืองคาร์คิฟ โดยเมื่อระเบิดชนิดนี้ถูกยิงไปตกเหนือเป้าหมายก็จะปล่อยระเบิดขนาดเล็กออกมาสร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับผู้ที่อยู่ในรัศมี

ในปี 2008 มีอนุสัญญาห้ามการใช้ระเบิดลูกปราย แต่รัสเซียไม่ได้ร่วมลงนามด้วย โดยอ้างว่าใช้อาวุธชนิดนี้อย่างสอดคล้องกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ แต่พลเรือนในเมืองคาร์คิฟอาจไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวอ้างนี้ของรัสเซีย

ที่ผ่านมา นายปูตินดูเหมือนจะไม่กังวลใจกับการใช้อาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงเกินกว่าเหตุ เชื่อกันว่าเขาเป็นคนสั่งให้ใช้ธาตุกัมมันตรังสีพอโลเนียมเพื่อสังหารนายอเล็กซานเดอร์ ลิตวิเนนโก อดีตสายลับเคจีบี ในกรุงลอนดอนเมื่อปี 2006 นอกจากนี้เขายังถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อนุมัติให้หน่วยข่าวกรองทหารใช้สารพิษทำลายประสาท "โนวีชอก" จัดการนายเซอร์เก สกริปาล อดีตสายลับรัสเซียที่เมืองซอลส์บรี ในปี 2018 แม้นายสกริปาลรอดชีวิตมาได้ แต่สารพิษดังกล่าวก็ทำให้หญิงชาวอังกฤษคนหนึ่งทื่ชื่อ ดอว์น สเตอเจส เสียชีวิต

การโจมตีที่อาจคร่าชีวิตพลเรือนผู้บริสุทธิ์ดูเหมือนจะไม่ได้สร้างความกังวลใจให้นายปูตินแม้แต่น้อย แม้การลอบสังหารทั้งสองครั้งเป็นการมุ่งเป้าไปที่บุคคลที่รัสเซียต้องการกำจัด ไม่ใช่การโจมตีไม่เลือกหน้าอย่างที่เรากำลังได้เห็นในยูเครน แต่หลักการของเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ต่างกัน นั่นคือ ชีวิตของพลเรือนผู้บริสุทธิ์นั้นไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ หากมีผลประโยชน์ที่ใหญ่กว่าของรัสเซียเป็นเดิมพัน

A destroyed building on the edge of Kyiv on 1 March 2022

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บ้านที่ชานกรุงเคียฟได้รับความเสียหายจากการโจมตีของกองทัพรัสเซีย เมื่อ 1 มี.ค.

อีกคำถามหนึ่งที่หลายฝ่ายสงสัยก็คือ มีโอกาสหรือไม่ที่นายปูตินจะใช้อาวุธนิวเคลียร์หากการบุกยูเครนครั้งนี้ไม่เป็นไปอย่างที่เขาต้องการ คำตอบก็คือมีความเป็นไปได้ แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คิดว่าเรายังไม่เข้าใกล้ในจุดนั้น

ก่อนหน้านี้ผู้นำรัสเซียประกาศกร้าวว่าชาติใดก็ตามที่เข้าไปแทรกแซงเรื่องยูเครนก็จะต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่ร้ายแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อนในหน้าประวัติศาสตร์ และเขามักเน้นย้ำแนวความคิดที่ว่า "หากโลกไม่เอารัสเซีย แล้วจะต้องมีโลกใบนี้อยู่อีกต่อไปทำไม"

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในยูเครน อาจซ้ำรอยประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นในปี 1939 ตอนที่จอมเผด็จการโซเวียต โจเซฟ สตาลิน ตัดสินใจบุกฟินแลนด์ด้วยความหวังว่าจะเอาชนะได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน แต่ปรากฏว่าฟินแลนด์สู้กลับอย่างแข็งขัน จนทำให้กองทัพรัสเซียได้รับความบอบช้ำไม่แพ้กัน

ต้องใช้เวลากว่า 100 วันก่อนที่ "สงครามฤดูหนาว" จะสิ้นสุดลง และแม้ว่ามันจะลงเอยด้วยการที่ฟินแลนด์ต้องเสียดินแดนส่วนหนึ่งให้กับรัสเซีย แต่ฟินแลนด์ก็ยังรักษาเอกราชเอาไว้ได้ และสงครามครั้งนี้ในยูเครนก็อาจมีตอนจบแบบเดียวกัน

เรายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของสงครามที่เกิดขึ้น และการที่ยูเครนสามารถต้านทานรัสเซียได้นานกว่าที่หลายฝ่ายคาด ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะต้านทานกองทัพอันยิ่งใหญ่ของรัสเซียได้ตลอดไป แต่ถึงอย่างนั้นเราก็สามารถพูดได้ว่าการต่อสู้ในยกแรกเป็นไปด้วยดี และปฏิกิริยาของชาติตะวันตกก็แข็งกร้าวกว่าที่หลายคนคาดการณ์ หนึ่งในนั้นรวมถึง วลาดิเมียร์ ปูติน

line
line

บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "วิกฤตยูเครน"