รัสเซีย ยูเครน : จีนวางตัวอย่างไรเมื่อโลกตะวันตกผนึกกำลังต้านปูติน

Russian President Vladimir Putin (L) and Chinese President Xi Jinping pose for a photograph during their meeting in Beijing, on February 4, 2022

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนระหว่างรัสเซียและจีนปรากฏขึ้นในระหว่างมหกรรมโอลิมปิกฤดูหนาวที่กรุงปักกิ่ง
    • Author, สตีเฟน แมคโดเนลล์
    • Role, บีบีซี นิวส์, ปักกิ่ง

ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียประกาศเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารในภาคตะวันออกของยูเครน สหรัฐฯ กล่าวหารัฐบาลรัสเซียและจีนว่าร่วมมือกันทำลายความสงบเรียบร้อยของโลกเสรีอย่างรุนแรง

วิกฤตการณ์ความขัดแย้งระหว่างยูเครนกับรัสเซียกำลังสร้างความท้าทายครั้งใหญ่ให้แก่จีนในหลายด้าน

ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนระหว่างรัสเซียและจีนปรากฏขึ้นในระหว่างมหกรรมโอลิมปิกฤดูหนาวในกรุงปักกิ่ง ซึ่งนายปูตินเป็นหนึ่งในผู้นำโลกเพียงไม่กี่คนที่เข้าร่วมงาน

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ นายปูตินเลือกที่จะรอให้มหกรรมกีฬานี้จบลงก่อน จึงค่อยประกาศให้การรับรองสองดินแดนที่ฝ่ายกบฏประกาศแยกตัวเป็นเอกราชจากยูเครน แล้วส่งทหารเข้าไป

ในแถลงการณ์ต่อสาธารณะ รัฐบาลจีนได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายบรรเทาความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในยูเครน แต่เมื่อรัสเซียได้ใช้ความอดทนอดกลั้นดังกล่าวไปจนหมดสิ้นแล้ว มันจะทำให้จีนแสดงท่าทีอย่างไรในขณะที่การสู้รบกำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ

รัฐบาลจีนคิดว่าตนไม่อาจถูกมองจากประชาคมโลกว่าให้การสนับสนุนสงครามในยุโรป แต่ขณะเดียวกันก็ยังต้องการกระชับความสัมพันธ์ด้านการทหารและยุทธศาสตร์กับรัฐบาลรัสเซียเอาไว้

ปัจจุบันจีนคือคู่ค้าอันดับหนึ่งของยูเครน และรัฐบาลจีนก็อยากจะรักษาความสัมพันธ์กับรัฐบาลยูเครนเอาไว้ แต่ก็อาจจะทำได้ยาก ในขณะที่จีนก็ยังคงมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศที่ส่งทหารเข้ารุกรานยูเครน

นอกจากนี้จีนยังมีความเสี่ยงจะได้รับความเสียหายทางด้านการค้ากับชาติในยุโรปตะวันตกหากถูกมองว่าให้การสนับสนุนพฤติกรรมที่ก้าวร้าวของรัสเซีย

คำบรรยายวิดีโอ, สหรัฐฯ-จีน ได้อะไรในความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน

ความเปลี่ยนแปลงในนโยบายต่างประเทศของจีน ?

ที่ผ่านมา จีนยึดนโยบายเรื่องการไม่เข้าแทรกแซงกิจการภายในประเทศอื่น และประเทศอื่นก็ไม่ควรเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของจีน

นายหลิว เสี่ยวหมิง นักการทูตระดับสูงของจีนได้โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ว่า จีนไม่เคย "รุกรานประเทศอื่น หรือทำสงครามตัวแทน" และว่าจีนยึดมั่นในเส้นทางแห่งสันติภาพ

แต่เมื่อสัปดาห์ก่อน จีนได้งดออกเสียงจากการลงมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในการประณามการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

นักวิเคราะห์บางรายคาดหวังว่าจีนจะเข้าร่วมกับรัสเซียในการใช้สิทธิยับยั้ง หรือวีโต (veto) ร่างมติดังกล่าว แต่การที่จีนไม่ได้ทำเช่นนั้น จึงถูกมองว่าเป็น "ชัยชนะของชาติตะวันตก" และเป็นสัญญาณที่แสดงถึงการไม่เข้าแทรกแซงในเรื่องนี้ของรัฐบาลจีน

อย่างไรก็ตาม จีนยังคงห่างไกลจากการกล่าวประณามการรุกรานของรัสเซีย โดยนายหวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนปฏิเสธที่จะระบุว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในยูเครนคือ "การรุกราน"

นอกจากนี้ยังมีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า รัฐบาลจีนทราบถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นเป็นอย่างดี แต่จงใจที่จะมองข้าม

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ซึ่งขอสงวนนามหลายคนที่ระบุว่า ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ร้องขอให้จีนช่วยเข้าขัดขวางและขอให้รัสเซียไม่รุกรานยูเครน

ทว่าในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่เหล่านี้กลับพบว่ารัฐบาลจีนได้แบ่งปันข้อมูลเรื่องนี้กับรัฐบาลรัสเซีย โดยระบุว่า สหรัฐฯ กำลังพยายามหว่านเพาะความแตกแยก และจีนจะไม่เข้าไปขัดขวางแผนการของรัสเซีย

ภาพสะท้อนสถานการณ์ไต้หวัน

สิ่งที่จะสร้างความกังวลให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนมากที่สุดก็คือสิ่งที่จะมีอิทธิพลต่อประชาชนในชาติและมุมมองที่พวกเขามีต่อโลก

ด้วยเหตุนี้ จีนจึงพยายามจัดการและควบคุมการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ยูเครนตามช่องทางสื่อกระแสหลักและโซเชียลมีเดีย เพราะหลายฝ่ายเชื่อว่า อีกไม่นาน จะมีการหยิบยกเรื่องไต้หวันขึ้นมาเปรียบเทียบกับวิกฤตในยูเครน

ที่ผ่านมารัฐบาลจีนมองว่า ไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งที่แยกตัวออกไป และสุดท้ายจะกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่อีกครั้ง

ในเวยป๋อ หรือเวยโป๋ (Weibo) โซเชียลมีเดียยอดนิยมของจีนนั้น มีกลุ่มชาวจีนชาตินิยมที่หยิบยกข่าวการรุกรานยูเครนของรัสเซียในการเรียกร้องให้ประเทศของตนเองทำแบบเดียวกันบ้าง โดยบางคนแสดงความเห็นว่า "นี่คือโอกาสเหมาะที่สุดที่จะเอาไต้หวันกลับคืนมาในตอนนี้"

ในตอนที่รัฐบาลจีนปฏิเสธจะดำเนินมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานั้น จีนรู้ดีว่าตนอาจต้องเผชิญการปฏิบัติแบบเดียวกัน หากเดินหน้าใช้กำลังเข้ายึดไต้หวัน

นางหัว ชุนอิ๋ง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนมักกล่าวในการแถลงข่าวว่า รัฐบาลจีนไม่เคยคิดว่าการคว่ำบาตรจะเป็นวิธีการดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา

Chinese President Xi Jinping is seen during a meeting with Russian President Vladimir Putin (not seen) via videoconference in Moscow, Russia on December 15, 2021.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ปธน. สี จิ้นผิง ยึดนโยบายไม่เข้าแทรกแซงกิจการภายในประเทศอื่น และประเทศอื่นก็ไม่ควรเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของจีน

การเซ็นเซอร์และการวิจารณ์ทางโซเชียลมีเดีย

ประธานาธิบดีปูตินระบุว่า เขาได้ช่วยปลดแอกให้แก่ประชาชนที่พูดภาษารัสเซียในยูเครน แต่หากคำกล่าวนี้ถูกนำไปกล่าวอ้างในหมู่ชนกลุ่มน้อยในจีนบ้างก็อาจสร้างปัญหาใหญ่ให้กับรัฐบาลจีน และจะเกิดอะไรขึ้นหากชาวทิเบต หรือชาวมุสลิมอุยกูร์จะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการแยกตัวเป็นเอกราช

นี่คือสิ่งที่รัฐบาลจีนไม่ต้องการให้เกิดขึ้นมากที่สุด

ด้วยเหตุนี้ สื่อของทางการจีนจึงพยายามนำเสนอข่าววิกฤตการณ์ยูเครนในทิศทางที่พรรคคอมมิวนิสต์ต้องการ เช่นเมื่อ 28 ก.พ. ปักกิ่ง เดลี หนังสือพิมพ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้นำแถลงการณ์ของสถานทูตรัสเซียในกรุงปักกิ่งมาเผยแพร่ซ้ำ โดยมีเนื้อหาเรียกร้องไม่ให้โลกให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลที่มีแนวคิดแบบ "นีโอ-นาซี" ของยูเครน

ขณะที่ในโซเชียลมีเดียก็มีการควบคุมการแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นยูเครน-รัสเซียอย่างเข้มงวด โดยความคิดเห็นที่ผ่านการคัดกรองมีอาทิ "ปูตินยอดเยี่ยม" "ฉันสนับสนุนรัสเซีย ต่อต้านสหรัฐฯ นี่คือสิ่งที่ฉันอยากพูด" และ "อเมริกาต้องการสร้างความวุ่นวายในโลกเสมอ"

อย่างไรก็ตาม ยังมีชาวจีนบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับรัสเซีย โดยช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นักวิชาการชื่อดังของจีน 5 คน ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกประณามการกระทำของรัสเซีย

"นี่คือการรุกราน อย่างสุภาษิตของจีนที่ว่า คุณไม่อาจเรียกกวางว่าม้าได้" ศาสตราจารย์ ซูกัว ฉี นักประวัติศาสตร์ชื่อดังระบุ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า หลังจากมีการโพสต์จดหมายฉบับนี้ได้ไม่กี่ชั่วโมงมันก็ถูกถอดออกไป

ขณะที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียรายหนึ่งระบุว่า "ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมคนมากมายถึงสนับสนุนรัสเซียและปูติน การรุกรานถูกมองเป็นเรื่องที่ชอบธรรมไปแล้วหรือ พวกเราควรต่อต้านสงครามทุกรูปแบบ"

ส่วนอีกรายระบุว่า "ปูตินให้การรับรองการแยกตัวเป็นเอกราชของแคว้นกบฏของยูเครน ซึ่งชัดเจนว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น" นี่คือความคิดเห็นที่รัฐบาลจีนไม่ต้องการให้ประชาชนของตนหยิบยกมาพูดถึง

ด้วยเหตุนี้ วิกฤตการณ์ในยูเครนจึงเปรียบเสมือนสนามทุ่นระเบิดที่รัฐบาลจีนจะต้องเดินผ่าน และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ก็จะต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ว่าจีนจะรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ในทิศทางใด