รัฐประหารเมียนมาลดทอนการศึกษาในโรงเรียนตะเข็บชายแดนไทยอย่างไร

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
- Author, ชัยยศ ยงค์เจริญชัย
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เสียงดังจากปลายกระบอกปืน แรงสั่นสะเทือนจากระเบิด และการต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอดในหลุมภัยหลังโรงเรียน ส่งผลกระทบทางจิดใจและคุณภาพการศึกษาของเด็ก ๆ ที่โรงเรียนบ้านแม่โกนเกน ในพื้นที่ตะเข็บชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก
โรงเรียนแห่งนี้ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเมย ห่างออกไปเพียง 500 เมตร คือชายแดนประเทศเมียนมาที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
โรงเรียนบ้านแม่โกนเกนต้องหยุดการเรียนการสอนไปเกือบสองปี หลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มดีขึ้นจนกลับมาเปิดเรียนได้ไม่นาน การสู้รบในประเทศเพื่อนบ้านหลังการรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 เป็นอุปสรรคทำให้ต้องตัดสินใจปิดเรียนอีกหลายครั้งตลอดปี 2564
การเรียนออนไลน์ไม่ใช่ทางออกที่เป็นไปได้สำหรับเด็กทุกคนในโรงเรียนห่างไกลแห่งนี้ ผลกระทบจากสงครามจคงทำให้เด็ก ๆ ต้องขาดโอกาสทางการศึกษาอย่างเลี่ยงไม่ได้

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI
เปิดได้ไม่นานต้องกลับมาปิดอีก
โรงเรียนบ้านแม่โกนเกนแห่งนี้ เป็นสถานที่ให้ความรู้แก่เด็กนักเรียนใน 4 หมู่บ้านของบ้านแม่โกนเกน ต.มหาวัน อ.แม่สอด จ.ตาก ถึงแม้โรงเรียนจะไม่ได้มีขนาดใหญ่โต แต่ก็มีอาคารเรียนไม้ผสมปูนที่ทอดแนวยาวไปตามสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ โรงอาหารที่ตั้งอยู่ตรงท้ายของโรงเรียนใต้ร่มเงาไม้ใหญ่อันร่มรื่น แปลงปลูกพืชผลทางการเกษตร และหลุมหลบภัยที่ตั้งอยู่หลังอาคารเรียน
เด็กหลาย ๆ คนในหมู่บ้านต่างมาเรียนด้วยสีหน้าอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขที่ได้กลับมาเจอหน้าเพื่อนอีกครั้งหลังโรงเรียนถูกปิดไปหลายรอบ โรงเรียนบ้านแม่โกนเกนนี้บริหารงานโดยว่าที่ร้อยตรี ธวัชชัย แสงแปลง ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแม่โกนเกน เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 63 ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19
ถึงแม้โรงเรียนจะไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้เต็มที่ แต่บุคคลากร 30 คน ของโรงเรียนขยายโอกาสการศึกษาแห่งนี้ พยายามหาทางทำให้เด็กที่มีฐานะทางบ้านและต้นทุนแตกต่างกันร่วม 380 คน และเด็กต่างชาติเกือบ 40 คน ที่ติดตามผู้ปกครองข้ามฝั่งจากเมียนมามาทำงานในไทย ให้ได้รับโอกาสในการศึกษามากที่สุดผ่านช่องทางที่เด็กเข้าถึงตามฐานะของตน โดยเด็กบางคนสามารถเรียนออนไลน์ได้ ในขณะที่เด็กอีกหลายคนต้องเรียนผ่านใบงานที่ครูเป็นคนนำไปให้ที่บ้าน
โรงเรียนกลับมาเปิดอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 64 แต่เพียงแค่ 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นก็ต้องประกาศปิดอีกครั้ง เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกระลอก ครูต้องสอนทางออนไลน์ สอนแบบกลุ่มย่อย สอนผ่านใบงาน หรือวิธีอื่นใดที่มีความพร้อมและเข้าถึงได้ จนสถานการณ์โรคระบาดดีขึ้น

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI
"จากนั้นเราจึงขอเปิดการเรียนการสอนอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 64 และได้ทำตามมาตรการของจังหวัดเรื่องการควบคุมโรค และเปิดทำการเรียนการสอนที่โรงเรียนได้ 3 สัปดาห์ จนวันที่ 24 ธ.ค. 64 หลังจากที่โรงเรียนได้ร่วมประเมินสถานการณ์ด้านการข่าวกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และรับรู้มาว่าในช่วงปลายปีจะมีการสู้รบกันในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ก็เลยปิดทำการเรียนการสอนที่โรงเรียนไปอีกหนึ่งครั้ง ก่อนจะกลับมาเปิดให้นักเรียนกลับมาที่โรงเรียนอีกที่ในวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา" ว่าที่ ร.ต.ธวัชชัย อธิบาย
รัฐประหารในเมียนมา นำมาซึ่งความไม่สงบ
หลังจากที่เหตุการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านสงบมาร่วม 10 ปี แต่เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 64 ราว 3 เดือนหลังจากเกิดรัฐประหารในเมียนมา ชาวบ้านแม่โกนเกนก็ต้องเริ่มกลับมาระแวดระวังภัยการสู้รบในฝั่งเมียนมาอีกครั้ง
ในวันนั้นครูที่โรงเรียนบ้านโกนเกนได้ยินเสียงคล้ายระเบิดดังขึ้น ห่างไปจากพื้นที่โรงเรียนประมาณ 5-6 กม.
"ตอนแรกไม่คิดว่าเป็นเสียงระเบิด แต่สักพักหนึ่งก็ได้ยินเสียงระเบิดถี่ขึ้น เลยโทรไปเช็คข่าวกับฝ่ายความมั่นคง ทำให้ทราบว่ามีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นในฝั่งประเทศเมียนมา" ว่าที่ ร.ต.ธวัชชัยกล่าว
"โชคดีที่ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่โรงเรียนปิดเทอม ทำให้ทางโรงเรียนไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าไหร่ และสถานการณ์คลี่คลายไวภายใน 3 วัน ทำให้บุคลากรสามารถวางแผนจัดการเรียนการสอนได้ต่อ"

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI
แต่อีกราว 7 เดือนถัดมา ในวันที่ 24 ธ.ค. เกิดเสียงระเบิดขึ้นดังขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ไม่เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นเลยตรงบริเวณชายแดนฝั่ง อ.แม่สอด จนทำให้ประชาชนจากฝั่งเมียนมาได้อพยพข้ามเข้ามาในบริเวณหมู่บ้าน เหตุการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อฝั่งไทยนอกจากเสียงระเบิดและเสียงปืนที่ดังอยู่เป็นระยะ ๆ ในฝั่งเมียนมา
"ที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ น่าจะเป็นช่วงหลังปีใหม่ ที่เหตุการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น มีเสียงปืนยิงกันหนักขึ้น และทำให้มีผู้อพยพข้ามเข้ามามากขึ้น และทางโรงเรียนก็เข้าไปให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม ผ่านการจัดสิ่งของไปช่วยเหลือ แต่ในส่วนของโรงเรียน ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพียงแต่ว่าไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างปกติ และนักเรียนต้องหยุดเรียนไป"
ส่งผละกระทบด้านจิตใจ
ถึงแม้ว่าโรงเรียนจะปิด แต่ครูก็ยังมาทำงานตามปกติ เพื่อวางแผนปรับวิธีการสอนแบบใหม่ ถึงแม้เด็กนักเรียนจะเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ แต่ ว่าที่ ร.ต.ธวัชชัยเปิดเผยว่า คุณครูก็ได้รับผลกระทบทางจิตใจด้วยเช่นกัน
"บางครั้งที่ครูสอนออนไลน์ที่ห้องเรียนในโรงเรียน และมีเสียงระเบิดมาก็ต้องหยุดสอนและอพยพออกไปอยู่ข้างนอก หรือไม่ก็มีเสียงปืนใหญ่และปืนเล็กยิงกันในฝั่งเมียนมาในช่วงกลางคืนที่มีครูเวรเฝ้าสถานการณ์ที่โรงเรียนอยู่" ว่าที่ ร.ต.ธวัชชัยเล่า

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
"หลาย ๆ ครั้งที่ครูรายงานมาในช่วงกลางคืนก็ต้องประเมินให้ครูออกจากพื้นที่โรงเรียนไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขวัญและกำลังใจของครู ทำให้พวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัย ถึงแม้จะไม่มีกระสุนปืนพลัดหลงเข้ามา แต่เสียงดังที่เกิดขึ้นมันชัดเจนมากโดยเฉพาะช่วงกลางคืน และถ้าเป็นปืนใหญ่ ก็จะรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน"
การต้องเตรียมพร้อมหนีภัยสงครามทำให้โรงเรียนต้องนำแผนเผชิญเหตุร้ายที่ไม่ได้ใช้นาน 10 ปี มาปัดฝุ่นกลับมาใช้ใหม่ เช่นเดียวกับการทำความสะอาดหลุมหลบภัยที่ถูกทิ้งร้างให้พร้อมเป็นที่คุ้มภัย
"เรามีแผนการจัดการทั้งหมด พร้อมแบ่งงานให้ครูทุกคนปฏิบัติตามขั้นตอนเมื่อมีภัยเข้ามาถึงพื้นที่จริง ๆ ซึ่งรวมถึงการอพยพ การหลบระเบิด การหาพื้นที่ปลอดภัยเป็นเกราะกำบังหากเกิดเหตุปะทะ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กโต ส่วนกลุ่มเด็กเล็กก็จะเน้นไปที่การประสานให้ผู้ปกครองเข้ามารับออกจากพื้นที่ให้ได้ไวที่สุด เมื่อสถานการณ์ปลอดภัย เพราะผู้ปกครองเป็นคนในพื้นที่และจะทราบว่าจุดไหนปลอดภัยที่สุด"
ผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา
ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งโรคภัยและสงครามได้ลดทอนคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนชายแดนแห่งนี้อย่างเห็นได้ชัด
"สิ่งที่เป็นความท้าทายในด้านการจัดการศึกษาในละแวกนี้คือเด็กหลายคนมีฐานะค่อนข้างยากจน และไม่สามารถเข้าถึงเรื่องของสื่อได้ ซึ่งกลุ่มนี้ก็ต้องอาศัยการเรียนรู้แบบรับใบงานเอา ทำให้พวกเขาไม่สามารถเรียนออนไลน์ร่วมกับเด็กกลุ่มที่ครอบครัวพร้อมกว่าได้ ทำให้คุณภาพก็ลดลงไปเยอะ" ว่าที่ ร.ต.ธวัชชัย อธิบาย

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
ถึงแม้ว่ามีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้น แต่ทุกวันนี้ครูทุกคนของโรงเรียนนี้ก็ยังไม่ไปไหน ยังคงมาที่โรงเรียนอยู่ทุกวันและคอยหาข่าวส่งให้ผู้ปกครองว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร
"เมื่อเด็กเห็นว่าคุณครูยังอยู่ก็รู้สึกปลอดภัย พวกเขารู้สึกอุ่นใจที่ครูไม่ได้ทิ้งพวกเขา" ว่าที่ ร.ต.ธวัชชัยกล่าว
"ภาวนาขอให้เหตุการณ์มันจะคลี่คลายโดยเร็ว และนักเรียนจะได้กลับมาเรียนตามปกติอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าเราปิดเรียนมานานแล้ว" ผอ.โรงเรียนบ้านแม่โกนเกนกล่าวเสริมหลังเห็นว่าการกลับมาเปิดทำการเรียนการสอนที่โรงเรียนเป็นไปไม่ได้อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน
เปลี่ยนแผนไม่กลับเมียนมา
ขยับเข้ามายังพื้นที่ชั้นในของ อ.แม่สอด เป็นที่ตั้งของศูนย์กลางการเรียนรู้ของมูลนิธิช่วยเหลือทางสังคมเพื่อเด็กและสตรี หรือ Social Action for Children and Women (SAW) เพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กและสตรีกลุ่มชาติพันธุ์และชาวเมียนมาที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร์ของไทย
มูลนิธิแห่งนี้ดูแล สนับสนุนทั้งการศึกษาและที่พักพิงให้เด็กชาวเมียนมาที่เป็นมุสลิม และเด็กชาวกะเหรี่ยงที่ติดตามพ่อแม่มาทำงานในฝั่งไทย จนกว่าจะดูแลตัวเองได้
ครูสาวและอาสาสมัครชาวเมียนมานามว่า คิน ธิดา ทอน เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าเด็กเหล่านี้มีความตั้งใจจะกลับไปเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา และทำงานอย่างถูกกฎหมายในเมียนมา

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
"เราให้การเรียนการสอนในหลักสูตรที่ได้รับการรับรองโดยกระทรวงศึกษาธิการของเมียนมา โดยนักเรียนที่เรียนถึงเกรด 4 (เทียบเท่า ป.4 ของไทย) และเกรด 10 (เทียบเท่า ม.4 ของไทย) ทางมูลนิธิจะพาข้ามไปยังศูนย์สอบเทียบที่ฝั่งเมียนมา เพื่อนำวุฒิไปเข้าเรียนในยระดับที่สูงกว่าที่นู่น" คิน ธิดา ทอน อธิบาย
"เด็กของเราไม่ได้เข้าเรียนในระบบการเรียนของไทยเพราะพวกเขาต้องการกลับไปเรียนต่อและทำงานที่เมียนมา แต่ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขึ้นทำให้เด็กที่เรียนจบเกรด 10 แล้ว ไม่สามารถข้ามกลับไปสอบเทียบได้ โดยตอนแรกเด็กกลุ่มนี้ก็รอที่จะกลับไปสอบ และเรียนต่อที่นู่น แต่พอมีเหตุรัฐประหารเกิดขึ้น พวกเขาตัดสินใจที่จะไม่ไปแล้ว เพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย"
เด็กทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การดูแลของ SAW ต่างได้รับการศึกษาในวิชาพื้นฐานทั่วไปเช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา โดยทุกวิชาจะทำการสอนโดยครูอาสาสมัครชาวเมียนมาเป็นภาษาเมียนมา ยกเว้นวิชาภาษาไทยขั้นพื้นฐานที่มีคนไทยเป็นอาสาสมัครเข้ามาสอนบ้าง
เอโฉ่ นักเรียนสาวชาวเมียนมาวัย 18 ปี เริ่มปรับแผนในอนาคตของเธอโดยการเริ่มเรียนภาษาไทยก่อน และจากนั้นจะสมัครเข้าเรียนการศึกษานอกระบบในพื้นที่ ก่อนจะเรียนต่อหลักสูตรการโรงแรมในแม่สอด เพื่อหางานทำในไทย
"ตอนนี้ต้องเปลี่ยนแผนเพราะไม่อยากกลับไปอยู่ในประเทศที่ไม่สงบ ถึงแม้ว่าหนูจะไม่ได้เป็นคนไทย แต่คิดว่าการอยู่ที่นี่ก็ยังปลอดภัยมากกว่าการกลับไปอยู่ที่เมียนมา" เอโฉ่กล่าว

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
ส่วนมะด่า สาวชาวเมียนมาวัย 18 ปีที่เรียนจบในปีเดียวกันกับเอโฉ่ก็ต้องเปลี่ยนแผนโดยฉับพลันเหมือนกัน เธอตั้งใจจะเรียนภาษาไทย ก่อนที่จะไปเรียนต่อในหลักสูตรบริหารธุรกิจ แม้ว่าจะมีความกังวลด้านความปลอดภัย แต่มะด่าก็อยากจะกลับไปเมียนมา เพราะแม่ของเธอยังอยู่ที่นั่น
"แม่บอกให้กลับไปอยู่บ้าน หนูเองก็เป็นห่วงแม่มาก ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะพาแม่มาอยู่ที่ไทย เพราะหนูก็อยากจะมีอนาคตที่ดี และเลี้ยงดูครอบครัวได้เหมือนคนอื่น ๆ แต่ถึงอย่างไรหนูเองก็เป็นชาวเมียนมา และอยากจะกลับไปใช้ชีวิตที่นั่น ถ้าสถานการณ์ดีขึ้น" มะด่ากล่าว
เด็กทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การดูแลของ SAW ในวันนี้มีเหลืออยู่ 33 คน โดยเด็กส่วนหนึ่งพักอาศัยอยู่ที่ศูนย์ฯ ส่วนอีกส่วนหนึ่งพักอาศัยอยู่กับพ่อแม่ของพวกเขาที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ อ.แม่สอด โดยเด็กหลาย ๆ คนที่เคยคิดจะเดินสายทางด้านวิชาการต้องเปลี่ยนแผนจากการกลับบ้านมาศึกษาต่อที่ไทย โดยถึงแม้สถานการณ์ที่เมียนมาจะไม่สงบแค่ไหน และไม่ว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตอยู่ที่ไหน แต่ลึก ๆ แล้ว เยาวชนกลุ่มนี้ก็มีความหวังที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตและได้กลับไปใช้ชีวิตที่เมียนมาในอนาคต










