เมียนมา: นายกฯ ลั่นยึดหลักอาเซียนแก้ปัญหาเมียนมา สั่งกองทัพดูแลผู้ลี้ภัยที่แม่สอด

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, สมจิต รุ่งจำรัสรัศมี
- Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษ บีบีซีไทย
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งการกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และกองทัพ ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผู้หนีภัยการสู้รบในเมียนมาที่ข้ามมาฝั่งไทย แต่ในพื้นที่กลับมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้ส่งผู้ลี้ภัยบางส่วนกลับเมียนมาแล้วเนื่องจากเห็นว่าเหตุการณ์สงบเพราะไม่มีเสียงปืน
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมตรี แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (28 ธ.ค.) ว่าประเด็นเรื่องสถานการณ์ในเมียนมาเป็นหนึ่งในวาระที่ ครม. ได้หยิบยกมาหารือกันในการประชุมนัดสุดท้ายของปี 2564 ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า รัฐบาลไทยจะยึดหลักการแก้ไขปัญหาสถานการณ์เมียนมาตามแนวทางที่อาเซียนได้ตกลงไว้ และได้มอบหมายให้กระทรวงกลาโหมและกองทัพช่วยเหลือผู้ลี้ภัยให้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรม
เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2564 อาเซียนได้จัดการประชุมการประชุมผู้นำอาเซียนสมัยพิเศษ ที่สำนักเลขาธิการอาเซียน ในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเชียหารือเกี่ยวกับการแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองในเมียนมาที่ขยายความรุนแรงขึ้นหลังกองทัพเมียนมาก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. โดยนายพลมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้นำรัฐประหารเมียนมาเข้าร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมในครั้งนั้น ผู้นำอาเซียนได้บรรลุ ฉันทามติ 5 ข้อ ได้แก่
1. ต้องมีการยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเมียนมาทันที โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างที่สุด
2.ต้องมีการหารือที่สร้างสรรค์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้น เพื่อหาทางออกโดยสันติวิธีเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน
3. ผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียนจะทำหน้าที่อำนวยความสะดวก ในการเป็นสื่อกลางของกระบวนการหารือภายใต้การช่วยเหลือของเลขาธิการอาเซียน
4. อาเซียนจะให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมผ่านศูนย์ประสานงานเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติของอาเซียน (AHA Center)
5.ผู้แทนพิเศษรวมถึงคณะผู้แทนจะเดินทางเยือนเมียนมาเพื่อพบกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
นายกฯ ให้ดูแล แต่ในพื้นที่ส่งกลับ
ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากโฆษกรัฐบาลระบุว่านายกฯ สั่งการให้ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ลี้ภัย เจ้าหน้าที่ทหารและฝ่ายปกครองใน อ.แม่สอด จ.ตาก ได้ส่งผู้ลี้ภัยประมาณ 1,000 คน กลับไปยังเมียนมาที่บริเวณบ้านโซซิเมียน ตรงข้ามบ้านแม่กุใหม่และบ้านแม่กุหลวง ใน ต.แม่สอด โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดส่งผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้ไปถึงท่าเรือ เนื่องจากเห็นว่า การสู้รบของทั้ง 2 ฝ่ายยุติลง เพราะไม่มีเสียงปืนดังต่อเนื่องเช่นทุกวันที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่ายังมีผู้ลี้ภัยคงค้างอยู่อีก 3,991 คน ซึ่งหากเหตุการณ์สงบเจ้าหน้าที่จะส่งกลับเพิ่มเติม
สำหรับสถานการณ์การสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังเคเอ็นยูในวันนี้ (28 ธ.ค.) มีรายงานว่าฝ่ายเคเอ็นยูและกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (พีดีเอฟ)ได้ถอนกำลังออกจากฐานที่มั่นใกล้หมู่บ้านเลเตอก่อแล้วเนื่องจากไม่สามารถรับมือการโจมตีทางอากาศของทหารเมียนมาได้ ขณะที่กองทัพเมียนมาเข้ายึดพื้นที่บ้านมินลาปาน จ. เมียวดี ซึ่งอยู่ตรงข้าม ต.มหาวัน อ.แม่สอดของไทยได้แล้ว

ที่มาของภาพ, สมจิต รุ่งจำรัสรัศมี
จุดเริ่มต้นของการสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับเคเอ็นยูระลอกนี้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านเลเตอก่อ จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ทางมูลนิธินิปปอน (Nippon Foundation) ของประเทศญี่ปุ่นเข้าไปให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมตั้งแต่ปี 2558
หมู่บ้านแห่งนี้ มีครอบครัวของทหารเคเอ็นยูและชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ และมีกองกำลังเคเอ็นยูปกครองดูแล ทหารเมียนมาที่จะเข้า-ออกหมู่บ้านต้องได้รับอนุญาตจากฝ่ายเคเอ็นยูก่อน ชาวกะเหรี่ยงต่างเรียกหมู่บ้านนี้ว่า "หมู่บ้านสันติภาพ" มีประชากรประมาณ 3,000 คน หมู่บ้านตั้งอยู่ตรงข้ามบ้านดอนชัย ตำบลแม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก ของไทย
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายในเมียนมา แต่ยังไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการออกมา การปะทะครั้งนี้ทำให้ค่อนข้างเป็นที่ชัดเจนว่าสัญญาหยุดยิงที่ฝ่ายเคเอ็นยูได้ทำไว้กับฝ่ายรัฐบาลเมียนมานั้นถูกฉีกลงไปแล้ว
ศูนย์สั่งการชายแดนไทย-เมียนมา จ.ตาก รายงานว่าอยู่ลึกจากชายแดนไทย-เมียนมาเข้าไปในฝั่งเมียนมาประมาณ 500 เมตร
ผลพวงรัฐประหาร 1 ก.พ. 2564
นับแต่เกิดการรัฐประหารในประเทศเมียนมาเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ฝ่ายชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจจากรัฐบาลของนางออง ซาน ซู จี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ทำให้ชนกลุ่มน้อยติดอาวุธหลายกลุ่ม รวมทั้งเคเอ็นยูเกิดความไม่พอใจฝ่ายทหาร
การสู้รบครั้งแรกเกิดขึ้นในพื้นที่กองพลที่ 5 ด้านตรงข้ามชายแดนไทยเมียนมา ต.แม่สามแลบ จ.แม่ฮ่องสอน หลังรัฐประหารเมื่อต้นปี 2564 โดยฝ่ายเคเอ็นยูได้โจมตีทหารเมียนมาตามฐานที่มั่นฝั่งแม่น้ำสาละวินหลายแห่ง มีรายงานว่ากองทัพเมียนมาสูญเสียทหารไปเป็นจำนวนมาก กองทัพเมียนมาตอบโต้ด้วยการส่งเครื่องบินรบโจมตีทางอากาศทั้งในพื้นที่ทหารและพลเรือน
หลังเหตุปะทะครั้งนั้น สถานการณ์ระหว่างกองทัพเมียนมากับชนกลุ่มน้อยก็ตึงเครียดเรื่อยมา และปะทุเป็นความรุนแรงอีกครั้งในช่วงปลายปี หมู่บ้านเลเตอก่อเป็นหนึ่งในจุดที่มีการปะทะระลอกนี้

ที่มาของภาพ, Reuters
การสู้รบที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเลเตอก่อ มาจากฝ่ายทหารเมียนมาได้กล่าวหาฝ่ายเคเอ็นยูว่ากองพลน้อยที่ 6 ของเคเอ็นยูได้ฝึกอาวุธให้สมาชิกกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People's Defense Force หรือพีดีเอฟ ) ที่ต่อต้านการรัฐประหารนับพันคนที่หมู่บ้านแห่งนี้ ซึ่งกองทัพเมียนมาเชื่อว่าพวกเขาเหล่านี้ได้กลับไปก่อความไม่สงบในการโจมตีทหารรัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ และทำลายสถานที่ราชการในเมียนมาอย่างต่อเนื่อง
ฝ่ายทหารเมียนมาโดยกองทัพภาคตะวันออกเฉียงใต้จึงเข้าไปตรวจค้นในหมู่บ้านแห่งนี้ช่วงกลางเดือน ธ.ค. เพื่อปราบปรามกลุ่มพีดีเอฟและได้จับฝ่ายต่อต้านไปประมาณ 80 คน ซึ่งมีรายงานว่ามีทั้ง ส.ส.พรรคเอ็นแอลดี ข้าราชการตำรวจ และแพทย์ ที่หนีมาจากในเมืองมาอยู่ชายแดน
การเข้าตรวจค้นและจับกุมทำให้ฝ่ายเคเอ็นยูไม่พอใจจนเกิดการสู้รบกันตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. และเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับจำนวนผู้หนีภัยการสู้รบที่ทะลักเข้ามาฝั่งไทยเพิ่มขึ้น
ผลจากการสู้รบของทั้ง 2 ฝ่าย ทำให้ฝ่ายทหารเมียนมาเสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ต่อมาฝ่ายเมียนมาได้เปลี่ยนยุทธวิธีไปโจมตีทางอากาศด้วยเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถยึดพื้นที่ฝ่ายกะเหรี่ยงได้ ขณะที่การสู้รบขยายไปทางด้านค่ายทีบาโบ ของทหารเมียนมา ที่ถูกฝ่ายเคเอ็นยูและกลุ่มพีดีเอฟเข้าไปโจมตี
ปฏิบัติการ "ป้องปราม" ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร
ผศ.ดร. ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร คณะรัฐศาสตร์ และหัวหน้าโครงการศึกษาความขัดแย้งทางด้านชาติพันธุ์คณะรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิเคราะห์สถานการณ์ในเมียนมาขณะนี้ให้บีบีซีไทยฟังว่า ปฏิบัติการทางทหารของรัฐบาลเมียนมา ในพื้นที่เลเตอก่อนั้น เป็นการป้องปรามฝ่ายต่อต้านรัฐบาลและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ไม่ให้สนับสนุนกองกำลังพิทักษ์ประชาชนพีดีเอฟที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
เหตุปะทะเกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงเพราะฝ่ายเคเอ็นยูมองว่า หมู่บ้านเลเตอก่อเป็นพื้นที่สัญลักษณ์ เป็นเขตอำนาจและอิทธิพลของเคเอ็นยู
เมื่อให้วิเคราะห์ว่าทหารเมียนมาจะสามารถยึดพื้นเลเตอก่อได้สำเร็จหรือไม่ ผศ.ดร.ฐิติวุฒิบอกว่า ขึ้นอยู่กับกำลังรบและกำลังสนับสนุน ซึ่งฝ่ายเมียนมาได้เปรียบอยู่แล้ว แต่ถ้าฝ่ายเมียนมายึดพื้นที่ได้ก็ไม่น่าจะสามารถรักษาพื้นที่ไว้ได้ เพราะจะถูกฝ่ายกะเหรี่ยงเข้าไปโจมตีตลอด
ส่วนช่องทางในการยุติการสู้รบในครั้งนี้นั้น ผศ.ดร.ฐิติวุฒิมองว่า ช่องทางอาเซียน ที่ก่อนหน้านี้เคยมีฉันทามติ 5 ข้อของที่ประชุดสุดยอดอาเซียนเมื่อเดือน เม.ย. 2564 นั้นไม่น่าจะได้ผล เพราะผู้นำเมียนมาไม่ไว้ใจ

ที่มาของภาพ, Reuters
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์รายนี้มองว่า ช่องทางที่น่าจะมีความเป็นไปได้สูงกว่าคือเสนอให้องค์กรการกุศลของประเทศญี่ปุ่นหรือมูลนิธินิปปอนเป็นตัวกลางในการเจรจาให้ทั้ง 2 ฝ่าย ยุติการสู้รบ เพราะองค์กรนี้ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลเมียนมา เป็นผู้ส่งเสริมด้านสันติภาพ และมนุษยธรรม ทั้งยังเป็นผู้ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณในการสร้างหมู่บ้านเลเตอก่อด้วย
ผศ.ดร. ฐิติวุฒิให้ความเห็นว่ากองทัพเมียนมาจะยังคงใช้ทุกวิถีทาง รวมทั้งการโจมตีทางอากาศในการโจมตีฐานที่มั่นของกองกำลังชนกลุ่มน้อย โดยไม่ได้คิดว่าเป็นความรุนแรงหรือไม่ แต่เป็นเรื่องของการทำสงครามเพื่อให้ได้ชัยชนะ และลดการสูญเสียกำลังพล
นายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ได้ดูแลผู้ลี้ภัยทั้งหมดเป็นอย่างดี แต่เมื่อเหตุการณ์สงบ ผู้หนีภัยการสู้รบทั้งหมดจะต้องถูกส่งกลับไปภูมิลำเนาในฝั่งเมียนมา ซึ่งช่วงที่ผ่านมา ผู้ลี้ภัยจำนวนหนึ่งได้ขอกลับไปฝั่งเมียนมาด้วยความสมัครใจ เพราะเป็นห่วงทรัพย์สิน และบ้านที่อยู่ในฝั่งเมียนมา
แหล่งข่าวผู้นำทหารไทยในพื้นที่ชายแดน จ.ตาก เปิดเผยว่า การสู้รบของฝ่ายกะเหรี่ยงกับฝ่ายทหารเมียนมาส่งผลให้มีกระสุนอาวุธหนักไม่ทราบฝ่ายตกในเขตไทยบ่อยครั้ง แต่หน่วยความมั่นคงได้ยิงเตือนและได้ประท้วงไปยังฝ่ายเมียนมา ผ่านช่องคณะกรรมการชายแดนไทย-เมียนมา (ทีบีซี) แล้ว และขอให้ระมัดระวังการใช้อาวุธหนัก และหากมีกระสุนล้ำเข้ามาตกอีก ฝ่ายไทยพร้อมที่จะตอบโต้
นายทหารคนดังกล่าวบอกด้วยว่าฝ่ายไทยจะไม่รบกับฝ่ายใด แต่การสู้รบต้องไม่ทำให้ประชาชนไทยได้รับความเดือดร้อน
ขณะที่แหล่งข่าวที่เป็นนายทหารของเคเอ็นยูเปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า แม้การสู้รบจะยังดำเนินอยู่ต่อไป แต่เคเอ็นยูก็จะไม่ละทิ้งความพยายามในการเดินหน้าการเจรจาเพื่อสันติภาพ เพราะเคเอ็นยูต้องการสันติภาพมากกว่าการสู้รบ










