โควิด-19: เปิดเทอมวันแรก ผู้ปกครองขานรับกลับมาเรียน "ออนไซต์" พร้อมรับความเสี่ยง

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
- Author, สมิตานัน หยงสตาร์
- Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซีไทย
อาคารสีสันสดใส และสนามที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่นนานาชนิดที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งเช้าวันนี้ (1 พ.ย.) เมื่อบรรดานักเรียนอนุบาลตัวน้อยทะยอยเดินเข้าโรงเรียนในวันเปิดเทอม ซึ่งเป็นการเปิดการเรียนการสอนที่โรงเรียนวันแรกหลังจากเรียนออนไลน์กันมานานหลายเดือน
ทั้งเด็ก ๆ และคุณครูที่โรงเรียนพิริยะโยธิน ซึ่งเป็น 1 ในโรงเรียน 63 โรงในกรุงเทพฯ ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้กลับมาทำการเรียนการสอนที่โรงเรียน ต่างต้องเจอกันในบรรยากาศและจังหวะที่แตกต่างไปจากเดิม
ทันทีที่เด็ก ๆ มาถึงโรงเรียนและสวัสดีทักทายคุณครูซึ่งสวมทั้งหน้ากากอนามัยและจุดป้องกันส่วนบุคคลแล้ว แทนที่พวกเขาจะได้วิ่งตรงสู่สนามเด็กเล่นไปเล่นกับเพื่อน ๆ เหมือนเคย ทุกคนจะต้องผ่านขั้นตอนการตรวจอุณหภูมิ ทำความสะอาดมือก่อน และยังมีคุณครูคอยพ่นแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อสัมภาระของนักเรียนอีกด้วย
"อยากมาโรงเรียน ไม่อยากเรียนที่บ้าน" นักเรียนชั้นอนุบาล 3 คนหนึ่งบอกกับบีบีซีไทย
ขณะที่บรรดาผู้ปกครองที่มาส่งลูกหลานต่างก็คอยลุ้นและเอาใจช่วยทั้งเด็กและครูไปด้วย พร้อมกับสอบถามขั้นตอนปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าบุตรหลานทำตามมาตรการป้องกันโรคของโรงเรียนแบบไม่ขาดตกบกพร่อง
บอกลาเรียนออนไลน์
"ใส่รองเท้าดี ๆ พร้อมยัง" เสียงจากคุณแม่คนหนึ่งดังขึ้นกระตุ้นลูกชายตัวน้อย นักเรียนชั้นอนุบาล 2 ที่มาถึงโรงเรียนเป็นคนแรก
"มั่นใจว่าโรงเรียนจะปลอดภัย เพราะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก นักเรียนไม่แออัด" คุณแม่บอกกับบีบีซีไทย ก่อนกล่าวเสริมว่า "เรียนออนไลน์ไม่เวิร์กสำหรับเด็กเล็ก"
โรงเรียนพิริยะโยธินสอนระดับชั้นเตรียมอนุบาล-อนุบาล 3 มีห้องเรียนทั้งหมด 4 ห้อง ๆ ละประมาณ 15 คนซึ่งถือว่าไม่แออัด และคุณครูสามารถสังเกตได้ทั่วถึง
ผู้ปกครองหลายคนที่บีบีซีไทยได้พูดคุยบอกตรงกันว่าอุปสรรค เหตุผลหนึ่งที่ตัดสินใจให้เด็ก ๆ กลับมาเรียนที่โรงเรียนเพราะมองว่าการเรียนที่โรงเรียนจะดีต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กเล็กมากกว่าการเรียนออนไลน์
"เรียนออนไลน์มันไม่เหมาะกับเด็กเล็ก เขาก็เครียด บ่นอยากมาโรงเรียน อย่างวันนี้เขาตื่นเองไม่ต้องปลุกเลย อยากมาเจอเพื่อน" นางธัญญ์นรี จันทนา เล่าถึงลูกที่อยู่ชั้นอนุบาล 1

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
เธอเล่าถึงมาตรการป้องกันโรคของโรงเรียนให้ฟังเพิ่มเติมว่า ก่อนเปิดเทอมผู้ปกครองต้องส่งผลการตรวจโควิด-19 ด้วยชุดตรวจ ATK ของสมาชิกทุกคนในบ้านไปให้โรงเรียน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ครอบครัวของเด็ก ๆ ทุกคนว่าการมาโรงเรียนจะปลอดภัย อีกทั้งยังต้องเช็คอินผ่านระบบไทยเซฟไทยและส่งผลการเช็คอินให้โรงเรียนทุกวัน
ทั้งหมดนี้ แม้จะยุ่งยากบ้างแต่นางธัญญ์นรีบอกว่าครอบครัวของเธอยินดีที่จะปฏิบัติตามทุกขั้นตอน เพื่อความสบายใจของทุกคน
นายณรงค์ฤทธิ์ ภิรมย์นก เป็นผู้ปกครองอีกคนหนึ่งที่รอคอยการเปิดเทอมมาตลอด
"ที่ทำงานก็เปิดแล้ว ลูกอยู่บ้านต้องดูตลอด เรียนออนไลน์สักพัก เขาก็เบื่อแล้ว ไม่ได้ทำกิจกรรมแบบเจอหน้ากับเพื่อน" คุณพ่อพูดถึงลูกที่อยู่ชั้นอนุบาล 1
นายณรงค์ฤทธิ์เชื่อว่าทุกคนในโรงเรียนระมัดระวังการติดเชื้ออย่างเต็มที่ แต่หากเกิดกรณีสุดวิสัยมีการติดเชื้อ เขาก็เข้าใจได้ และหากเกิดขึ้นจริงก็ค่อยพิจารณาอีกครั้งว่าจะทำอย่างไรต่อไป
"โดยรวมเข้าใจ เราระวังเต็มที่อยู่แล้ว ถ้ามีติด (โควิด) จริง ก็ต้องคอยดูก่อนว่าจะหยุด หรือทำยังไงต่อ"
อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ปกครองบางส่วนที่เลือกให้เด็ก ๆ เรียนออนไลน์ที่บ้านต่ออีกระยะหนึ่งเพื่อดูสถานการณ์ ซึ่งโรงเรียนก็จัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ให้ควบคู่กันไปด้วย และยังมีนักเรียนอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียนแบบผสมผสานออนไลน์สลับออนไซต์สัปดาห์เว้นสัปดาห์
โรงเรียนที่เปลี่ยนไป
ถึงเวลาเคารพธงชาติ เด็ก ๆ มายืนเข้าแถวกันโดยเว้นระยะห่าง จากนั้นก็ทำกิจกรรมหน้าเสาธง ทั้งสวดมนต์และเต้นออกกำลังกายประกอบเพลง
"เด็ก ๆ กลับมาโรงเรียนแล้ว ต้องล้างมือบ่อย ๆ ใส่หน้ากากอนามัยนะลูก เราจะไม่ถอด (หน้ากากอนามัย) ในห้องเรียน" ครูครูทำความเข้าใจกับนักเรียน
บทเรียนแรกในวันเปิดเทอมของนักเรียนทุกชั้นวันนี้ คือ คุณครูจะสอนขั้นตอนการล้างมือ และการปฏิบัติตัวเมื่ออยู่ร่วมกันในห้องเรียน
"ใส่แมสก์ด้วย…" เสียงใส ๆ ของเด็ก ๆ คนหนึ่งดังขึ้นเตือนเพื่อนให้ทำตามคำสอนของครู

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
สนามเด็กเล่นเป็นพื้นที่ที่ทางโรงเรียนให้ความสำคัญเป็นพิเศษเนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค สำหรับการเปิดเทอมครั้งนี้ โรงเรียนจึงกำหนดให้แต่ละชั้นเรียนมีสนามเด็กเล่นเฉพาะของตัวเอง ไม่ให้เด็กทุกระดับชั้นมาใช้ปะปนกัน และเพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค
สำหรับห้องรับประทานอาหาร จะจัดเวลาให้เด็กแต่ละชั้นเรียนมารับประทานอาหารในเวลาที่เหลื่อมกันเพื่อลดความแออัด แต่ละโต๊ะมีแผ่นพลาสติกขึงกั้น
น.ส.สุมามาลย์ มงคล หรือ ครูจุ๋ม ครูธุรการที่รับหน้าที่คัดกรองนักเรียนก่อนเข้าโรงเรียนบอกว่าบุคลากรของโรงเรียนได้รับวัคซีนแอสตราเซนเนก้าครบ 2 โดส แล้วทุกคน และทุกคนผ่านการตรวจหาเชื้อก่อนเปิดเทอม
ครูจุ๋มบอกว่าการสอนออนไลน์สร้างความเครียดให้ครูไม่แพ้เด็กนักเรียน เพราะต้องใช้พลังงานและกลยุทธ์ทุกอย่างเพื่อให้เด็ก ๆ สนใจกับบทเรียน
ความกังวลของครู
โรงเรียนนานาชาติเบิร์คลีย์ เป็นโรงเรียนอีกแห่งหนึ่งที่เปิดทำการเรียนการสอนแบบ "ออนไซต์" ในวันนี้
น.ส.เมธาวดี ดวงแก้ว หรือครูแก้ม คุณครูภาษาไทยระดับชั้นอนุบาลของโรงเรียนแห่งนี้ เล่าให้บีบีซีไทยฟัง ถึงบรรยากาศการกลับมาเจอกันที่โรงเรียนของเด็ก ๆ และคุณครู
ครูแก้มบอกว่าทางโรงเรียนจัดแบ่งและหมุนเวียนการใช้พื้นที่สำหรับนักเรียนแต่ละระดับชั้นอย่างชัดเจน ทั้งห้องเรียน สนามเด็กเล่น และห้องอาหารเพื่อลดการสัมผัสใกล้ชิด
"แต่ละห้องแถบจะไม่ได้เจอกันเลย ห้องใครห้องมัน เวลาเล่นก็แบ่งกันเล่น ห้องนี้เล่นโซนนี้ อีกห้องหนึ่งพักกินขนมก่อน จากนั้นค่อยสลับกัน"
นอกจากนี้ทั้งนักเรียน ครู บุคลากรในโรงเรียน และสมาชิกในครอบครัวของบุคลากรของโรงเรียนจะต้องทำการตรวจ ATK สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้อนุญาตให้เข้ามาในพื้นที่ของโรงเรียนได้
แต่สิ่งที่ครูแก้มกังวลก็คือ "ความเคยชิน" ของเด็ก ๆ ในการใกล้ชิดกับคุณครูและเพื่อนๆ
"ธรรมชาติของเด็กอนุบาลจะเข้ามากอดครู มาขอความรัก เวลาเล่นกับเพื่อน ๆ ก็ถึงเนื้อถึงตัวตามธรรมชาติของเขา" ครูแก้มเชื่อว่ามาตรการทั้งหมดนี้จะทำให้ทุกคนปลอดภัย แต่ถึงที่สุดแล้ว ถ้ามีการติดเชื้อในโรงเรียน ก็เชื่อว่าจะเกิดเฉพาะในวงจำกัดเท่านั้น

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
เธอตั้งข้อสังเกตด้วยว่า กลับมาโรงเรียนคราวนี้ เด็ก ๆ ดูคุ้นเคยให้ความร่วมมือกับการสวมหน้ากากอนามัยมากกว่าเปิดเทอมครั้งที่แล้ว
ครูแก้มบอกว่าเด็กนักเรียนโรงเรียนนานาชาติพบปัญหาการเรียนออนไลน์ไม่มากนัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพ่อแม่จ้างครูสอนพิเศษมาคอยให้ความช่วยเหลือหรือมีเวลาดูลูกใกล้ชิด แต่ปัญหาที่โรงเรียนพบคือผู้ปกครองรู้สึกว่าไม่คุ้มค่าเล่าเรียนที่จ่าย เพราะเมื่อจ่ายเงินมาแล้วก็อยากให้ลูกได้ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของโรงเรียน
สำหรับผู้ปกครองที่ยังไม่สบายใจที่จะให้เด็กมาเรียนออนไซต์ โรงเรียนนานาชาติแห่งนี้ก็ได้จัดระบบ "ไฮบริด" คือจัดการเรียนออนไลน์ควบคู่กันไปด้วยในช่วง 3 สัปดาห์แรกของการเปิดภาคเรียน แต่หลังจากนั้นอาจจะหยุดไป
กรมควบคุมโรคยอมรับเปิดเทอมมีความเสี่ยง
กกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำหนดให้วันนี้ (1 พ.ย.) เป็นวันเปิดเทอมภาคเรียนที่ 2/2564 ของโรงเรียนทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการกลับมาจัดการเรียนที่โรงเรียนตามปกติให้ได้ แต่สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ที่ยังมีการระบาดของโควิด-19 รุนแรงหรือ "พื้นที่สีแดงเข้ม" ศธ. แนะนำให้จัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ต่อไปก่อน เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของทั้งนักเรียนและบุคลากร รวมทั้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้สำรวจความพร้อมของโรงเรียน พบโรงเรียนกว่า 1 หมื่นแห่งที่มีความพร้อมให้เด็กกลับมาเรียนที่โรงเรียนให้ได้มากที่สุดหรือให้นักเรียนกลับมาได้ถึง 100%
โดยโรงเรียนจะต้องเตรียมมาตรการควบคุมโรคเสนอเพื่อขออนุมัติจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด
ทางด้านสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทั้งของรัฐและเอกชนจำนวน 869 แห่ง ส่วนใหญ่แจ้งความประสงค์จะสอนในรูปแบบผสมผสาน
สำหรับโรงเรียนทั้ง 63 แห่งที่ สำนักอนามัย กทม. อนุญาตให้เปิดเรียนที่โรงเรียนนั้น เกือบทั้งหมดเป็นโรงเรียนโรงเรียนนานาชาติ มีเพียงไม่กี่แห่งที่เป็นโรงเรียนสามัญ ส่วนโรงเรียนอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ บีบีซีไทยสำรวจพบว่าส่วนใหญ่จะยังคงเปิดเรียนแบบออนไลน์ไปก่อนอย่างน้อย 2 สัปดาห์เพื่อประเมินสถานการณ์ แล้วจึงเริ่มใช้มาตรการสลับวันเรียนเพื่อลดความแออัด
น.ส. ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการย้ำว่าโรงเรียนจะต้องหลีกเลี่ยงการให้เด็กทำกิจกรรมรวมกลุ่ม และควบคุมจำนวนนักเรียนในห้องเรียนขนาดปกติไม่เกิน 25 คน หรือเว้นระยะห่างในห้องเรียนไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร มีการสุ่มตรวจ ATK มีสถานที่แยกกักตัวในโรงเรียน และมีแผนเผชิญเหตุรองรับนักเรียน ครู หรือบุคลากรในสถานศึกษาที่ติดเชื้อ
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ความเห็นก่อนวันเปิดภาคเรียนว่า การเปิดการเรียนการสอนที่โรงเรียนทำให้มีความเสี่ยงในการติดเชื้ออย่างแน่นอน แต่คาดว่าจะไม่ได้เป็นคลัสเตอร์ใหญ่
อธิบดีกรมควบคุมโรคย้ำว่าต้องสอนให้เด็กรู้จักป้องกันตนเองจากการติดเชื้อ ควบคู่ไปกับรณรงค์ให้เด็กที่เข้าเกณฑ์เข้ารับวัคซีนเพื่อป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิต

ไทม์ไลน์เปิดเทอม
ก่อนวันเปิดเทอม 1 พ.ย.
- ครูและบุคลากร ต้องได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ไม่น้อยกว่า 85% ขึ้นไป
- สถานศึกษาต้องผ่านการประเมิน Thai Stop Covid Plus (TSC+) โดย ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กทม.
หลังจากเปิดเทอม 1-15 พ.ย.
- 1 พ.ย. เปิดภาคเปิดภาคเรียนที่ 2/2564
- ครูและบุคลากร นักเรียนนักศึกษาประเมิน TST รายบุคคล
- ครู บุคลากร นักเรียน และนักเรียน ปฎิบัติตามปฎิบัติ 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC) 6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) และ7 มาตรการเข้ม (ไป-กลับ)
- สถานศึกษาจัดการเรียนการสอนแบบออนไซต์ ออนไลน์ หรือ ไฮบริด
- สถานศึกษาสุ่มตรวจ ATK เป็นระยะ ๆ และ สถานศึกษารายงาน ศธ. ผ่านระบบ MOE COVID

คืบหน้าฉีดวัคซีนนักเรียน
สำหรับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในเด็ก อายุ 12-18 ปี มีกการยื่นความประสงค์ฉีดแล้ว 3.8 ล้านคน จากทั้งหมด 5 ล้านคน และฉีดให้เด็กแล้วทั้งหมด 2.5 ล้านคน คิดเป็น 66% ของทั้งหมด
ข้อมูลจนถึงวันที่ 27 ต.ค. เด็กอายุ 12-18 ปี ที่ได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 แล้วมีทั้งหมด 2,544,267 คน หรือคิดเป็น 66.64% ของผู้ที่แจ้งความประสงค์เข้ารับวัคซีนจำนวน 3,817,727 คน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง ( 861,013 คน) รองลงมาคือภาคตะวันตก (139,029 คน)
ส่วนครูและบุคลากรทางการศึกษา พบว่ายังมีอีกว่า 1.2 แสนคนที่ยังไม่รับวัคซีน ส่วนผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 แล้ว มีจำนวน 782,010 คน และเข็มที่ 2 จำนวน 522,133 คน











