วัคซีนโควิด-19 เด็ก: เรื่องควรรู้ อาการข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวังในการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในเด็กนักเรียนอายุ 12 ปีขึ้นไป

ที่มาของภาพ, Getty Images
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อนุมัติวัคซีนไฟเซอร์ให้ฉีดในกลุ่มเด็ก 5-11 ปีแล้ว ขณะที่สถิติกลุ่มนักเรียน 12-17 ปี ฉีดเข็มที่สองแล้วกว่า 3.05 ล้านคน
นพ. ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ว่า อย. ได้อนุมัติการขยายขอบเขตข้อบ่งใช้ของวัคซีนโคเมอร์เนตี ของบริษัท ไฟเซอร์ จำกัด หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า วัคซีนไฟเซอร์ สำหรับกลุ่มเด็กอายุ 5-11 ปี เพื่อฉีดป้องกันโรคโควิด-19 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ก่อนหน้านี้ไฟเซอร์ได้รับอนุญาตให้ใช้วัคซีนสำหรับกระตุ้นภูมิในผู้ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป และมาขออนุญาตขยายอายุสำหรับเด็กอายุ 5-11 ปี โดยมีขนาดการใช้วัคซีนลดลงเหลือ 1 ใน 3 (10 ไมโครกรัม) ของผู้มีอายุ 12 ปีขึ้นไป ด้วยการฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อจำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 21 วัน ทั้งนี้ วัคซีนโคเมอร์เนตี หรือไฟเซอร์เป็นวัคซีนโควิด -19 ตัวแรกที่ อย. อนุมัติให้ใช้ในกลุ่มเด็กอายุดังกล่าว
สำหรับการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มนักเรียน นักศึกษา อายุ 12-17 ปี ข้อมูลล่าสุด ระหว่างวันที่ 28 ก.พ.-19 ธ.ค. 2564 มีผู้รับวัคซีนเข็มที่ 1 แล้ว กว่า 3.3 ล้านคน รับวัคซีนเข็มที่ 2 แล้ว 3.05 ล้านคน หรือคิดเป็น 68% จากกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 4.5 ล้านคน
อะไรคือ ข้อควรรู้เกี่ยวกับวัคซีนไฟเซอร์ที่จะดำเนินการฉีดในเด็กอายุ ตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป และมีคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุข และจากกลุ่มแพทย์เฉพาะทางอย่างราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยอย่างไรบ้าง บีบีซีไทยรวบรวมมาไว้ ณ ที่นี้
ฉีดกี่โดส ห่างกันเท่าไหร่
ผอ. กองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค ระบุว่าการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป ฉีดจำนวน 2 เข็ม ระยะห่าง 3-4 สัปดาห์
ส่วนข้อเสนอการฉีดวัคซีนในเด็กผู้ชายเพียงเข็มเดียว จะมีการพิจารณาข้อมูลทางวิชาการ หากมีการปรับเปลี่ยนจะดำเนินการให้ทันก่อนฉีดวัคซีนเข็มที่ 2
กลุ่มเด็กประถมอายุต่ำกว่า 12 ปีที่ยังไม่อยู่ในเกณฑ์การรับวัคซีน ข้อแนะนำคือใช้มาตรการป้องกันตนเอง สวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง หากดำเนินการได้ดีก็ยังสามารถทำกิจกรรมการเรียนการสอนได้
คำแนะนำจากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 สำหรับเด็กและวัยรุ่นอายุ 12 ปีขึ้นไป ฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา ระบุว่า เด็กและวัยรุ่นอายุ 16-18 ปี ขึ้นไป ทุกรายไม่มีข้อห้ามในการฉีดวัคซีน และเน้นกว่าในกลุ่มวัย 12- น้อยกว่า 16 ปี แนะนำให้ฉีดวัคซีนชนิด mRNA ของบริษัท ไฟเซอร์-ไบออนเทค ซึ่งวัคซีน mRNA อีกชนิดที่ขึ้นทะเบียนในเด็กแล้วสำหรับประเทศไทย มีวัคซีนโมเดอร์นาอีกยี่ห้อ แต่ขณะนี้ยังไม่เข้ามาในประเทศไทย

ที่มาของภาพ, Getty Images
การฉีดวัคซีน mRNA ในเด็กผู้ชาย กับภาวะกล้ามเนื้อและเยื่อหัวใจอักเสบ
สำหรับเด็กและวัยรุ่นชายอายุ 12 ปีขึ้นไป พ่อแม่ผู้ปกครองอาจจะยังต้องติดตามข้อมูลจากทางการต่อเนื่องในประเด็นเกี่ยวกับเข็มที่สอง
คำแนะนำจากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ (เมื่อ 22 ก.ย.) บอกว่า สำหรับเด็กและวัยรุ่นชายที่แข็งแรงดี ให้รับวัคซีนเข็มที่ 1 และชะลอการให้เข็มที่ 2 ไปก่อน จนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยเพิ่มเติม เนื่องจากการฉีดเข็ม 2 ในเด็กกลุ่มนี้ มีความเสี่ยงสูงกว่าเข็มแรกจากกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ "ซึ่งพบน้อยมาก"
ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ ระบุเหตุผลเกี่ยวกับคำแนะนำนี้ว่า เนื่องจากการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชนิด mRNA "มีโอกาสเกิดอาการข้างเคียงเรื่องกล้ามเนื้อและเยื่อหัวใจอักเสบได้สูงสุดในเด็กและวัยรุ่นชายในกลุ่มอายุนี้ และมักพบสัมพันธ์กับภายหลังการฉีดวัคซีนเข็มสอง"
ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ ได้อ้างอิงข้อมูลจากรายงานของ ระบบรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากวัคซีนของสหรัฐอเมริกา (Vaccine Adverse Event Reporting System - VAERS) ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-18 มิ.ย. 2564 รายงานอัตราการเกิดอาการข้างเคียงของระบบหัวใจในเด็กและวัยรุ่นชายในกลุ่มอายุ 12- น้อยกว่า 16 ปี ในอัตรา 162.2 ต่อการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 จำนวน 1 ล้านโดส
ในขณะที่อัตราอาการข้างเคียงของระบบหัวใจในเด็กและวัยรุ่นในเด็กหญิงกลุ่มอายุเดียวกันพบในอัตราที่ต่ำกว่ามาก คือ 13 ต่อการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 จำนวน 1 ล้านโดส
ส่วนข้อมูลเรื่องการป้องกันเชื้อไวรัสทั้งในแง่สายพันธุ์และความรุนแรงหลังจากฉีดไฟเซอร์ เข็มที่ 1 และ 2 พบว่าประสิทธิภาพป้องกันสายพันธุ์เดลตาอยู่ที่ 36% หลังฉีดเข็มที่หนึ่ง และ 88% หลังฉีดเข็มที่สอง
นอกจากนี้ยังป้องกันการติดโควิดที่อาการรุนแรงต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล 94% หลังฉีดเข็มที่หนึ่ง และ 96% หลังฉีดเข็มที่สอง
คำแนะนำนี้จึงพิจารณาให้เด็กและวัยรุ่นหญิงได้รับประโยชน์จากวัคซีนเต็มที่จากการฉีด 2 เข็ม ในขณะที่เด็กผู้ชายจะต้องมีการประเมินประโยชน์และความเสี่ยงเพิ่มเติมเมื่อได้ข้อมูลในบริบทของประเทศไทยเพิ่มขึ้น ก่อนจะให้คำแนะนำในการฉีดเข็มต่อไป
ต้องเฝ้าระวังอาการอะไรบ้าง
การติดตามเฝ้าระวังอาการและความปลอดภัยใช้ระบบเดียวกับผู้ใหญ่ โดยมีการเฝ้าระวังอาการแพ้รุนแรงช่วง 30 นาทีแรกหลังฉีด และมีการติดตามอาการต่อเนื่องอีก 30 วัน
กรณีข้อกังวลเรื่องภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ นพ.เฉวตสรร จากกรมควบคุมโรค บอกเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ว่า อัตราการเกิดต่ำมาก
อย่างไรก็ตาม ขอให้สังเกตอาการ ดังนี้
- แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก
- หอบเหนื่อยง่าย
- ใจสั่น
- หมดสติ เป็นลม หรือรู้สึกอ่อนเพลียผิดปกติ
หากมีอาการเหล่านี้ให้รีบมารับการรักษา เพื่อให้การดูแลรักษาอย่างถูกต้อง เนื่องจากอาการเหล่านี้อาจเกิดจากภาวะอื่นได้ และข้อปฏิบัติภายใน 7 วันหลังฉีดวัคซีน ไม่แนะนำเรื่องออกกำลังกายหนัก ๆ ทั้งในเด็กและวัยรุ่นหญิงชาย เพราะจะทำให้หัวใจต้องทำงานเพิ่มขึ้น และความรู้สึกเหนื่อยจากออกกำลัง อาจทำให้กังวลและไม่แน่ใจว่าเป็นผลจากวัคซีนหรือไม่
ทำไมจึงไม่ควรออกกำลังกายหนัก ๆ
สำหรับคำแนะนำให้งดออกกำลังกายอย่างหนัก หรือทำกิจกรรมอย่างหนักเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หลังฉีดวัคซีนนั้น สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับรายงานการเกิดผลข้างเคียงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบนั่นเอง
ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ บอกว่า ภาวะนี้แม้จะพบในอัตราที่ต่ำ แต่เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อน จึงแนะนำให้เด็กและวัยรุ่นทุกราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและวัยรุ่นชาย ที่ได้รับวัคซีนทั้งเข็มที่ 1 และ 2 ให้งดออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมหนัก ๆ เป็นเวลา 1 สัปดาห์
ในเวลาดังกล่าวนี้หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หายใจเหนื่อยหรือหายใจไม่อิ่ม ใจสั่นหน้ามืดเป็นลม ควรรีบไปพบแพทย์
และหากแพทย์สงสัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ควรพิจารณาตรวจค้นเพิ่มเติม
ความเห็นจาก นพ. ยง เกี่ยวกับภาวะเยื่อหุ้มและกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
เกี่ยวกับภาวะเยื่อหุ้มและกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เขียนไว้บนเฟซบุ๊ก Yong Poovorawan ร่วมกับ ไพโรจน์ โชติวิทยธารากร เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมาว่า "ส่วนใหญ่มีอาการใน 1-7 วันหลังได้รับวัคซีน แต่อาจพบได้นานถึง 6 สัปดาห์ อาการ มักไม่รุนแรงและหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ มีส่วนน้อยที่ต้องให้การรักษาด้วย IVIG (Intravenous immunoglobulin หรือยาอิมมูโนโกลบูลินที่ให้ทางหลอดเลือดดำ) ผู้ป่วยที่ตรวจพบมีความผิดปกติในการทำงานของหัวใจ ประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจมักกลับมาปกติภายใน 3 เดือน แต่ยังไม่มีการศึกษาผลกระทบระยะยาว"
ศ.นพ.ยง ระบุด้วยว่า เหตุที่พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง พบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ และพบในการฉีดเข็ม 2 มากกว่าเข็มแรก คงต้องรอคำตอบการศึกษากลไกการเกิดโรค ในปัจจุบันกลไกการเกิดภาวะดังกล่าวยังไม่ทราบ
ส่วนการแนะนำให้หยุดออกกำลังกายภายหลังการฉีดวัคซีน 1-2 สัปดาห์ ไม่ลดผลของการเกิดผลข้างเคียงจากวัคซีน แต่จะลดอาการที่เกิดจากการมีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ไม่ให้มีความรุนแรงได้









