วัคซีนโควิด-19 เด็ก: เปิดแผนวัคซีนเดือน ต.ค. นักเรียน 12-18 ปี ฉีดไฟเซอร์กว่า 5 ล้านคน

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เด็กชายใน จ.นนทบุรี เข้ารับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ที่เซ็นทรัลเวสเกต เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยเป็นการลงทะเบียนผ่านระบบ "นนท์พร้อม"

กลุ่มนักเรียน อายุ 12-18 ปี เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับการจัดสรรให้ได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ในเดือน ต.ค. นี้ โดยเป็นวัคซีนชนิด mRNA ยี่ห้อไฟเซอร์ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขวางแผนว่าจะมีการฉีดทั่วประเทศ 4.8 ล้านคน

ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ (29 ก.ย.) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่า จ.นนทบุรี จะเป็นพื้นที่นำร่องในการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กับเด็กนักเรียนในสัปดาห์หน้า ภายหลังกระทรวงสาธารณสุขรับมอบวัคซีนไฟเซอร์ล็อตแรก 2 ล้านโดส ที่ขนส่งถึงประเทศไทยในช่วงเช้า

รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ไฟเซอร์ล็อตนี้จะนำร่องฉีดให้นักเรียนใน จ.นนทบุรี ก่อน โดยเริ่มวันที่ 4-8 ต.ค. นี้ ซึ่งมีการประสานกับโรงเรียนในการส่งหนังสือแจ้งความยินยอมของผู้ปกครองในการให้เด็กฉีดวัคซีนแล้ว สำหรับสถานที่ฉีดจะใช้พื้นที่ ห้องพยาบาลของแต่ละโรงเรียน

นพ.โสภณ กล่าวด้วยว่า วัคซีนไฟเซอร์สำหรับกลุ่มเป้าหมายเด็กนักเรียน จะฉีดให้ 2 เข็ม ระยะห่างระหว่างเข็ม 1-2 อยู่ที่ประมาณ 4 สัปดาห์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้รับมอบวัคซีนไฟเซอร์ล็อตแรก 2 ล้านโดส จากจำนวนการสั่งซื้อ 30 ล้านโดส ซึ่งถูกขนส่งมายังประเทศไทยแล้ว โดยนายอนุทิน และผู้บริหาร สธ. ได้รับมอบที่ศูนย์กระจายสินค้าของดีเอชแอล เขตปลอดอากรและคลังสินค้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

กระทรวงสาธารณสุข

ที่มาของภาพ, กระทรวงสาธารณสุข

คำบรรยายภาพ, วัคซีนไฟเซอร์ที่สั่งซื้อจากสหรัฐอเมริกา 2 ล้านโดสแรก ถึงไทยแล้วเช้านี้ (29 ก.ย.) โดยเดือนตุลาคมจะเข้ามาอีก 6 ล้านโดส รวม 8 ล้านโดส และทยอยส่งภายในสิ้นปีนี้จนครบ 30 ล้านโดส

ขั้นตอนหลังจากนี้วัคซีนทั้งหมดจะต้องมีการตรวจสอบรับรองรุ่นการผลิต โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ก่อนเริ่มกระจายวัคซีนเพื่อฉีดให้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมายกว่า 5 ล้านคน ซึ่งใช้วัคซีนราว 10 ล้านโดส และ สธ. จะประสานการฉีดวัคซีนกับกระทรวงศึกษาฯ เพื่อการบริการฉีดในสถานศึกษา โดยบุคลากรทางการแพทย์พร้อมเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์รองรับภาวะฉุกเฉินตามมาตรฐาน

กลุ่มเด็กนักเรียนที่นายอนุทิน เผยตัวเลขวันนี้เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ สธ. เคยระบุว่า กลุ่มเด็กนักเรียนมีจำนวนราว 4.8 ล้านคนทั่วประเทศ

รมว. สาธารณสุข กล่าวว่า วัคซีนไฟเซอร์จะทยอยเข้ามาอีกทุก ๆ สัปดาห์ ในเดือน ต.ค. จะเข้ามาอีก 6 ล้านโดส รวมยอดวัคซีนในเดือน ต.ค. ทั้งสิ้น 8 ล้านโดส

สำหรับแผนการส่งมอบทั้งหมด 30 ล้านโดส จะมีการทยอยส่งจนครบในช่วงสิ้นปี 2564 สำหรับวัคซีนไฟเซอร์นั้นเพียงพอสำหรับเด็ก ส่วนที่เหลือมีแผนที่จะฉีดเป็นสูตรไขว้ให้กับประชาชน

"เรามี 30 ล้านโดส ก็พอสำหรับเด็กแล้ว ส่วนที่เหลือนำไปฉีดให้กับประชาชนทั่วไป ซึ่งเรามีการวางแผนการฉีดที่ผ่านมา เป็น S+V (ซิโนแวค และแอสตร้าเซนเนก้า) และในอนาคตจะเป็น A+B บีคือไฟเซอร์ (แอสตร้าเซนเนก้า และไฟเซอร์) อย่างนี้เป็นต้น" นายอนุทิน กล่าว

กระทรวงสาธารณสุข

ที่มาของภาพ, กระทรวงสาธารณสุข

คำบรรยายภาพ, สำหรับวัคซีนไฟเซอร์ สธ.มีเป้าหมายฉีดให้เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปจำนวน 10 ล้านโดส ส่วนที่เหลือจัดสรรสำหรับประชาชนทั่วไป

แผนการฉีดวัคซีนของเดือน ต.ค. ถูกประกาศเมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมา นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวแผนการจัดหาวัคซีนในเดือน ต.ค. ทั้งสิ้น 24 ล้านโดส โดยมีกลุ่มของนักเรียนเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายการรับวัคซีน

"เดือน ต.ค. เป็นเดือนที่ประชาชนจะมาฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ค่อนข้างมาก จึงต้องให้ได้รับครอบคลุมมากที่สุด รวมทั้งกลุ่มเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป จะมีการจัดสรรในเดือน ต.ค. เช่นกัน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน..." นพ.โอภาส กล่าว

อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวเมื่อวันที่ 11 ก.ย. ว่า ประเด็นภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังฉีดวัคซีนไฟเซอร์ สำหรับไทยพบ 1 รายหลังจากฉีดไปประมาณ 1 ล้านโดส คิดเป็น 0.11 ต่อแสนโดส ขณะนี้หายเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม อาการไม่พึงประสงค์ทางกระทรวงสาธารณสุขมีการติดตามต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้การฉีดวัคซีนให้แก่เด็กอายุ 12-18 ปี มีการเริ่มจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ล็อตบริจาคจากสหรัฐฯ ให้ แต่จะต้องเป็นเด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรัง ขณะที่กรุงเทพมหานคร เตรียมฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้นักเรียนกลุ่มเสี่ยง อายุ 12-18 ปี ในวันที่ 21 ก.ย. นี้

อธิบดีกรมควบคุมโรค ยังกล่าวถึงแผนการกระจายวัคซีนของเดือน ต.ค. ทั้ง 24 ล้านโดส ว่าแบ่งออกเป็น ซิโนแวค 6 ล้านโดส แอสตร้าเซนเนก้า 10 ล้านโดส ไฟเซอร์ 8 ล้านโดส นอกจากนี้ยังมีซิโนฟาร์มที่ทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์นำเข้ามาอีกประมาณ 6 ล้านโดส

คำบรรยายวิดีโอ, โควิด-19 : วิธีจัดการศพไทยมุสลิมที่เสียชีวิตจากไวรัสร้าย ในพิธี “ตะยัมมุม”

ภาพรวมกลุ่มเป้าหมายการฉีดวัคซีนในเดือน ต.ค. แบ่งเป็น

  • ประชาชนทั่วไปอายุ 18 ปีขึ้นไป 16.8 ล้านโดส
  • นักเรียนอายุ 12-17 ปีทั่วประเทศ 4.8 ล้านโดส ฉีดไฟเซอร์ 2 เข็ม
  • แรงงานในระบบประกันสังคม 8 แสนโดส
  • หน่วยงานอื่น เช่น องค์กรรัฐ ราชทัณฑ์ 1.1 ล้านโดส
  • เข็มสาม สำหรับคนฉีดวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม 5 แสนโดส ซึ่งปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

สำหรับการกระตุ้นเข็มสามในผู้ที่ฉีดวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม เบื้องต้นจะเริ่มในกลุ่มที่ฉีดครบโดสในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. 2564 และจะมีการจัดสรรวัคซีนไปยังพื้นที่เศรษฐกิจและควบคุมการระบาดต่อไป

ทั้งนี้ แผนการฉีดวัคซีนโควิดที่ ศบค.เห็นชอบในเดือน ต.ค. เป้าหมายจะฉีดครอบคลุมประชากรทั้งหมดอย่างน้อย 50% ของทุกจังหวัด โดยพยายามให้อย่างน้อย 1 จังหวัดมีความครอบคลุม 70% และให้มีแผนดำเนินการ COVID free Area อย่างน้อย 1 พื้นที่ ซึ่งมีความครอบคลุม 80%

ส่วนการฉีดวัคซีนในเดือน ก.ย. คาดว่าจะฉีดได้ ทั้งหมด 45 ล้านโดส ขณะที่ยอดล่าสุด มีผู้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม อยู่ที่ 26,954,546 คน คนที่ฉีดครบ 2 เข็มมีจำนวน 12,063,643 คน

กรุงเทพมหานคร จะเริ่มฉีดไฟเซอร์ให้กับเด็กกลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรัง อายุ 12-18 ปี ในวันที่ 21 ก.ย. นี้

ที่มาของภาพ, ประชาสัมพันธ์ กทม.

คำบรรยายภาพ, กรุงเทพมหานคร จะเริ่มฉีดไฟเซอร์ให้กับเด็กกลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรัง อายุ 12-18 ปี ในวันที่ 21 ก.ย. นี้

คำแนะนำฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเด็กอายุ 12 ขึ้นไป จากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ

เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ได้ออกคำแนะนำฉบับที่ 2 เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเด็กและวัยรุ่น อายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป โดยระบุว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีวัคซีนที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนกับองค์การอาหารและยาแห่งประเทศไทย (อย.) ให้ใช้ในเด็กและวัยรุ่น โดยให้ตรงตามอายุที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ และวัคซีนได้ผ่านการพิจารณาด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพจากคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน ซึ่งในขณะนี้ (7 ก.ย. 2564) มีวัคซีนโควิด-19เพียงชนิดเดียวคือ วัคซีนชนิด mRNA ของไฟเซอร์-ไบออนเทค ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้ใช้ในเด็กและวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป

นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ฉีดวัคซีนในเด็กและวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 16 ปีจนถึงน้อยกว่า 18 ปี ทุกรายหากไม่มีข้อห้ามในการฉีด ทั้งเด็กที่ปกติแข็งแรงดีและที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19 ที่รุนแรงอาจถึงแก่เสียชีวิต

ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ ระบุว่า สำหรับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปจนถึงน้อยกว่า 16 ปี แนะนำให้ฉีดในกรณีเป็นผู้ป่วยเด็กกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคเรื้องรัง ซึ่งจะทำให้เกิดอาการของโรคที่รุนแรง ดังต่อไปนี้

  • บุคคลที่มีโรคอ้วน (ดัชนีมวลกายมากกว่า 35 กก.ต่อตารางเมตร หรือมีน้ำหนัก 70 กก. ขึ้นไปในเด็กอายุ 12-13 ปี น้ำหนัก 80 กก. ขึ้นไปในเด็กอายุ 13-15 ปี น้ำหนัก 90 กก.ขึ้นไปในเด็กอายุ 15-18 ปี หรือเด็กอ้วนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น)
  • โรคทางเดินหายใจเรือรัง รวมทั้งโรคหอบหืดที่มีอาการปานกลางหรือรุนแรง
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง
  • โรคไตวายเรื้อรัง
  • โรคมะเร็งและภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ
  • โรคเบาหวาน
  • กลุ่มโรคพันธุกรรมรวมทั้งกลุ่มอาการดาวน์ เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางระบบประสาทอย่างรุนแรง เด็กที่มีพัฒนาการช้า

ไทม์ไลน์การฉีดวัคซีนไฟเซอร์ของกระทรวงศึกษาธิการ

อย่างไรก็ตาม แม้ กระทรวงสาธารณสุขได้แถลงเรื่องช่วงอายุของเด็กอยู่ที่ 12-17 ปี แต่การระบุข้อมูลของกระทรวงศึกษาในเวลาต่อมา ระบุช่วงอายุที่ครอบคลุมว่าตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป ที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษา หรือเทียบเท่า

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ประชุมชี้แจงทำความเข้าใจการฉีดวัคซีน กับหน่วยงานการศึกษาในพื้นที่ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมี ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ประธานอาชีวศึกษาจังหวัด (อศจ.) ผู้แทนสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ผู้แทนโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ เข้าร่วม โดยชี้แจงว่าการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ จะครอบคลุมนักเรียน นักศึกษา ในระดับชั้น ม.1-6 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า รวมถึง ชั้น ป.6 ที่มีอายุ 12 ปี ตั้งแต่เดือน ต.ค. เป็นต้นไป

ทั้งนี้จะเริ่มฉีดให้แก่นักเรียนนักศึกษา ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดหรือพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัดก่อน พร้อมตั้งเป้าหมายให้นักเรียนนักศึกษาทุกคน ทุกสังกัด จำนวนกว่า 4.5 ล้านคน

ปลัด ศธ. ยังเปิดเผยไทม์ไลน์การแจ้งความประสงค์และแผนการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ดังนี้

  • 10-17 ก.ย. สถานศึกษา จัดเตรียมรายชื่อ และจำนวนนักเรียน ศธ.และ สธ.จัดประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซักซ้อมความเข้าใจการฉีดวัคซีน และการทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง
  • 17-22 ก.ย. สถานศึกษาจัดประชุมทำความเข้าใจ ให้ข้อมูลกับผู้ปกครองในการฉีดวัคซีนให้เด็ก
  • 2-24 ก.ย. สถานศึกษาเชิญผู้ปกครองลงนามแจ้งความประสงค์และให้ความยินยอม ให้นักเรียนเข้ารับวัคซีน
  • 25 ก.ย. โรงเรียน/ สถานศึกษา นำส่งบัญชีรายชื่อนักเรียนที่ประสงค์รับวัคซีนไฟเซอร์แก่เขตพื้นที่การศึกษาก่อนรวบรวมที่ ศึกษาธิการจังหวัด
  • 26 ก.ย. ศึกษาธิการจังหวัดและหน่วยงานการศึกษาในจังหวัด ประชุมสรุปจำนวนและรายชื่อนักเรียน
  • 1 ต.ค. โรงเรียน รับทราบกำหนดการฉีดวัคซีนและจัดเตรียมสถานที่
  • 4 ต.ค. เริ่มฉีดวัคซีนแก่นักเรียน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา ศธ. ได้เปิดเว็บไซต์ให้หน่วยงานและสถานศึกษาทุกสังกัด สามารถดาวน์โหลดเอกสารสำรวจ สรุปจำนวนนักเรียน เอกสารแสดงความประสงค์ของผู้ปกครองเพื่อให้นักเรียน/นักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือเทียบเท่าฉีดวัคซีนไฟเซอร์ รวมถึงแบบคัดกรองบนเว็บไซต์แล้ว

1 พ.ย. เปิดเทอมแน่นอน

ในการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 29 ก.ย. กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเด็กนักเรียน เพื่อเป้าหมายให้สามารถโรงเรียนกลับมาเปิดทำการเรียนการสอนได้อีกครั้ง

"เป็นที่แน่นอนแล้วว่า เราจะไม่มีเลื่อนการเปิดเทอมในภาคเรียนที่ 2 เราจะเปิดภาคเรียนที่ 2 ปกติ คือ 1 พ.ย."

คำยืนยันของนายอัมพร พินะสา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ถึงการไม่เลื่อนเปิดเทอมภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 แม้ว่าตามมาตรการของ ศบค. พื้นที่สีแดงเข้มอนุญาตให้บุคลากรราชการเข้าทำงานได้เพียง 25% ส่วนพื้นที่อื่นนั้นให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหัวหน้าส่วนราชการก็ตาม

"หากเราปล่อยให้การเรียนการสอนของเราอยู่ที่บ้านเป็นอย่างนี้ต่อไป เราก็คำนึงถึงคุณภาพน่าจะด้อย และผู้ปกครองเองก็ลำบาก นอกจากนั้นเราจะเห็นน้อง ๆ ประสบปัญหามากมาย"

ในการทดลองเปิดเรียนออนไซต์อย่างปลอดภัย นายอัมพร ย้ำว่าสิ่งที่ต้องยอมรับเป็นอย่างแรกคือ โรงเรียนจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับเชื้ออย่างปลอดภัย โดยโรงเรียนที่จะดำเนินการได้นั้นต้องคำนึง 3 ปัจจัย คือ ภาวะการแพร่ระบาดในพื้นที่โรงเรียน ขนาดของโรงเรียนและจำนวนนักเรียนมีมากน้อยแค่ไหน จะสามารถจัดมาตรการได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ และจะต้องผ่านการประเมินและได้รับการอนุญาตจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด

"ขอย้ำว่าแม้เราจะเปิดออนไซต์ทุกโรงเรียน หากมีผู้ปกครองคนใด ไม่ประสงค์จะให้ลูกมา เนื่องจากกลัวว่าจะไม่ปลอดภัย เราก็ยังเปิดโอกาสให้เรียนที่บ้านได้"

ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสำรวจความประสงค์เข้ารับบริการวัคซีนในเด็กนักเรียน ก่อนที่จะส่งข้อมูลไปยังเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในแต่ละจังหวัด เพื่อเป้าหมายสำคัญ คือ การการระดมฉีดวัคซีนให่ได้ครอบคลุม 85% ของทั้งโรงเรียนเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

นอกจากนี้คุณครูก็เป็นอีกกลุ่มที่ต้องดำเนินการให้ฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม 85% เช่นเดียวกัน ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถเปิดทำการสอนได้ ส่วนแนวทางมาตรการ รวมถึงวิธีการการสุ่มตรวจด้วยชุดตรวจแอนติเจน (ATK) ในระยะทดลอง จะมีคู่มือเผยแพร่ต่อไป