โควิด-19 : โรงเรียนในสิงคโปร์เปิดคาบรับฟัง ช่วยเด็กรับมือความเครียดช่วงโควิด

- Author, ซาราห์ ทอมส์
- Role, บีบีซี นิวส์ สิงคโปร์
เด็กหลายล้านคนทั่วโลกต้องเรียนหนังสือจากบ้าน เพราะเกือบทุกประเทศกำลังเผชิญกับการระบาดใหญ่ของโควิด แม้ขณะนี้นักเรียนจำนวนหนึ่งกลับไปโรงเรียนแล้ว สิ่งที่น่ากังวลในขณะนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องช่วงเวลาที่สูญเสียไปของการศึกษา แต่ยังเป็นผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพจิตของเด็กด้วย
เด็ก ๆ ทั่วโลกทุกข์ทรมานกับความรู้สึกเครียด ความวิตกกังวล และการโดดเดี่ยวในช่วงที่ต้องล็อกดาวน์และปิดโรงเรียนนานหลายเดือนในช่วงปีที่ผ่านมา
สิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เลือกที่จะจัดการกับปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมา
ในสหราชอาณาจักรเอง ซึ่งโรงเรียนต่าง ๆ ปิดตัวนานร่วมครึ่งปี รายงานของรัฐบาลระบุว่า 1 ใน 6 ของเด็กอายุระหว่าง 5-16 ปี อาจมีความผิดปกติทางสุขภาพจิตในปี 2020 เพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 1 ใน 9 ในปีก่อนหน้า สถานการณ์นี้คล้ายคลึงกับในสหรัฐฯ ซึ่งทางศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention--CDC) ของสหรัฐฯ ระบุว่า โรงพยาบาลต่าง ๆ มีเด็กอายุ 12-17 ปี เข้ามารับการรักษาฉุกเฉินด้านสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น 31% ในช่วงเดือน เม.ย.-ต.ค. ปีที่แล้ว
ในสิงคโปร์ กลับมามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงไม่นานนี้ รวมถึงมีผู้ติดเชื้อในโรงเรียนหลายแห่งด้วย ทำให้ต้องมีการใช้มาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นทั่วประเทศ และนักเรียนก็ต้องกลับไปเรียนออนไลน์นาน 10 วันในช่วงปลายเดือน พ.ค. เพื่อการรักษาระยะห่าง
แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันกันทางวิชาการสูง การที่ต้องหยุดพักเป็นช่วงสั้น ๆ เช่นนี้ ก็ทำให้นักเรียนเกิดความกังวลขึ้นมาได้
"หนูคิดว่า พวกเราหลายคนกดดันตัวเองให้เรียนดีมากจนเกินไป โดยเฉพาะในช่วงหลังล็อกดาวน์" เคต เลา วัย 14 ปี กล่าว "เริ่มมีการควบคุมเรื่องต่าง ๆ ได้ดีขึ้นกว่าที่เคยเป็น แต่หนูก็ยังคงค่อนข้างกังวลอยู่"
ก่อนหน้าที่จะเกิดการระบาด แทบไม่มีการพูดถึงเรื่องสุขภาพจิตในโรงเรียนที่มุ่งเน้นด้านวิชาการในสิงคโปร์ แต่เรื่องนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไป

ประเทศขนาดเล็กแห่งนี้ ซึ่งทำคะแนนสอบได้สูงสุดหรือเกือบสูงสุดของโลกมาโดยตลอด กำลังให้ความใส่ใจกับผลกระทบระยะยาวของวิกฤตโควิดที่มีต่อเด็ก ๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลายครอบครัว
ปีนี้ โรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาของสิงคโปร์จัดช่วงเวลาทุกสัปดาห์ส่งเสริมให้นักเรียนได้พูดความรู้สึกของตัวเองออกมา และพัฒนาวิธีการรับมือกับความเครียดและความกังวลใจของพวกเขา โดยนำวิดีโอแอนิเมชั่นมาช่วยให้เด็กระบุถึงความเครียดและวิธีการรับมือกับความเครียด ขณะที่ครูได้แบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวเพื่อช่วยให้เด็ก ๆ ร่วมอภิปรายและแสดงความคิดอย่างลื่นไหล
"เด็กบางคนรู้สึกว่า พวกเขาถูกปล่อยให้โดดเดี่ยวที่บ้านตลอดช่วงล็อกดาวน์" ไมเคิล โชว์ ครูรงเรียนมัธยมเซรังกูน กล่าว "ผมคิดว่า บทเรียนเหล่านี้มีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เราเข้าใจได้ว่า คุณไม่ได้อยู่เพียงลำพังที่นี่นะ นี่คือปัญหาที่แท้จริงที่คุณกำลังเผชิญอยู่"

สำหรับเด็ก ๆ ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องปกติ พวกเขาต้องสวมหน้ากากและรักษาระยะห่าง ต้องทำการบ้านนานหลายชั่วโมงในแต่ละวัน และรักษาผลการเรียนให้ดี
ดร.ทาซีน จาฟาร์ ศาสตราจารย์ด้านบริการสุขภาพและวิจัยระบบที่โรงเรียนแพทย์ดยุค-เอ็นยูเอส (Duke NUS Medical School) ซึ่งได้ศึกษาถึงผลกระทบของโควิดในหลายพื้นที่ของโลก กล่าวว่า เรื่องใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ประกอบกับความคาดหวังที่มีอยู่เดิม ทำให้เกิดความกดดันมากขึ้น
"เด็ก ๆ ที่ใช้เวลาจำนวนมากในการทำการบ้านก็น่าจะมีเวลาน้อยลงในการทำกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ และเวลาเล่น เวลานอนก็น้อยลง" เธอกล่าว
"นั่นคือปัจจัยเสี่ยงของโรคซึมเศร้าและความวิตกกังวล พวกเขาเผชิญกับสิ่งเหล่านี้มาก่อนแล้ว จากนั้นเมื่อมีความกดดันเพิ่มเข้ามาอย่าง การระบาดใหญ่ ก็ทำให้เด็กยิ่งรู้สึกอ่อนแอมากขึ้นไปอีก"
ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นในส่วนอื่น ๆ ของเอเชียที่มีการมุ่งเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการเช่นกัน

ดร.จาฟาร์ กล่าวว่า การศึกษาเกี่ยวกับความกังวลทางจิตใจของเด็ก ๆ ในจีน อันสืบเนื่องมาจากการระบาดใหญ่เผยให้เห็นว่า เด็กวัยรุ่นหญิงมีความเสี่ยงสูงกว่าในการเป็นโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล ผลการศึกษายังเผยให้เห็นว่า นักเรียนโรงเรียนมัธยมปลายที่ใกล้สอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึมเศร้ามากกว่านักเรียนชั้นอื่น ๆ ที่ยังไม่ต้องสอบ
แต่การรับมือกับความวิตกกังวลที่มีอยู่แล้วยิ่งยากขึ้นไปอีกในภูมิภาคที่มีตราบาปเกี่ยวกับสุขภาพจิตและทำให้ไม่มีการพูดถึงปัญหานี้อย่างเปิดเผย
ประเทศในภูมิภาคเอเชียจำนวนหนึ่งที่กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต บางครั้งถูกมองว่า "เสียหน้า" ซึ่งเป็นคำที่ใช้แสดงถึงความรู้สึกอับอายหรือเสียศักดิ์ศรี ขณะที่มีคนบางส่วนมองว่า มัน "เป็นแค่มุมมองหนึ่ง" เท่านั้น
ในปี 2015 การศึกษาที่สถาบันสุขภาพของสิงคโปร์ (Singapore Institute of Health) พบ ตราบาปต่อผู้คนที่มีความเจ็บป่วยทางจิต "ในระดับค่อนข้างมาก" ซึ่งอาจทำให้คนไม่ต้องการหาวิธีการรักษา
ครึ่งหนึ่งของคนที่เข้าร่วมการสำรวจความคิดเห็น กล่าวว่า พวกเขาเห็นว่า สุขภาพจิตที่แย่ เป็นสัญญาณของความอ่อนแอของคนคนนั้น และ 9 ใน 10 รู้สึกว่า คนที่มีความเจ็บป่วยทางจิตอาจดีขึ้นได้ ถ้าพวกเขาต้องการ
ดร.จาฟาร์ กล่าวว่า วิธีการใหม่ที่นำมาใช้ในโรงเรียนของสิงคโปร์ ควบคู่ไปกับการฝึกอบรมด้านความตระหนักรู้ให้แก่ครูอาจารย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษา เป็น "กลไกที่ดีมาก" ที่อาจช่วยขยายทัศนคติเกี่ยวกับสุขภาพจิตใจให้กว้างมากขึ้น
"ถ้าทำสำเร็จ แบบจำลองนี้จะเป็นแบบอย่างให้แก่ทั่วภูมิภาค" เธอกล่าว
การรับฟังนักเรียน ดูเหมือนจะได้ผลในสิงคโปร์
"โครงการนี้ช่วยให้หนูได้ออกมาพูดมากขึ้นค่ะ" เคต เลา กล่าวกับบีบีซี
"หนูเปิดเผยมากขึ้นในการเล่าความรู้สึกตัวเองหน้าชั้น หรือบอกเพื่อน ๆ หรือครู ว่าหนูรู้สึกยังไง"
มูฮัมหมัด เรย์ยาน ข่าน อายุ 15 ปี เห็นด้วย "ถ้าผมมีความวิตกกังวล ผมจะพูดออกมาแน่นอนครับ"










