วาดหวังหนังสือ : นิทานเด็ก “ที่ดี” ต้องเป็นอย่างไร คำถามหลัง ศธ. สั่งตรวจสอบ นิทานชุด “วาดหวัง”

วาดหวังหนังสือ

ที่มาของภาพ, BBC thai

ในช่วงแรกของนิทานชื่อ "ตัวไหนไม่มีหัว" ก ไก่ และ ธ ธง โดนเพื่อนพยัญชนะตัว ๆ อื่นล้อเลียนว่า "ไม่มีหัว" เหมือนคนอื่น

ม ม้า ชอบใจ ส่งเสียงออกมาว่า "ฮี้ ฮี้ ฮี้ ตลกที่สุดเลย ไม่มีหัว ไม่มีหัว" ขณะที่ น หนู ผสมโรงหัวเราะใส่ บอกว่า "นั่นสิ ตลกจัง ขนาดฉันตัวเล็ก ๆ ยังมีหัวเลย"

อย่างไรก็ดี ท้ายที่สุด พยัญชนะทุกตัวก็ได้เรียนรู้ว่า ถ้า ก ไก่ มีหัวก็อาจจะกลายเป็น ถ ถุง หรือ ภ สำเภา และ "เราทุกคนต่างมีความพิเศษในตัวเองกันอยู่แล้วทุกตัว ...ความพิเศษอยู่ที่เราได้เป็นตัวของตัวเอง และเป็นตัวหนึ่งของพยัญชนะไทย 44 ตัว"

นิทานเรื่องนี้เป็นหนึ่งในนิทานชุด "วาดหวัง" 8 เล่ม ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้ว คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สั่งตั้งทีมเฉพาะกิจเร่งตรวจสอบว่าหนังสือนิทานชุดนี้มีเนื้อหาเข้าข่ายบิดเบือนหรือไม่

และก็เป็นอีกครั้งที่ท่าทีต่อต้านของรัฐที่ทำให้เกิดกระแสถกเถียงในโซเชียลมีเดีย และยิ่งผลักดันให้หนังสือขายดีเข้าไปใหญ่ และเมื่อต้นเดือน ต.ค. เพจเฟซบุ๊ก "วาดหวังหนังสือ" ซึ่งเป็นผู้จัดพิมพ์ ก็ประกาศว่าขายนิทานกว่า 17,000 เล่ม หมดภายในไม่กี่วัน

วาดหวังหนังสือ

ที่มาของภาพ, วาดหวังหนังสือ

คำบรรยายภาพ, เพจเฟซบุ๊ก "วาดหวังหนังสือ" ซึ่งเป็นผู้จัดพิมพ์ ระบุว่าขายนิทานกว่า 17,000 เล่ม หมดภายในไม่กี่วัน

วันที่ 12 ต.ค. ประชาไทรายงานว่าสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ระบุว่า ผู้จัดพิมพ์หนังสือชุดนี้ไม่ได้ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 หลังจากก่อนหน้านี้มีผู้ร้องเรียนและทาง สคบ. ได้เรียกให้ผู้จัดพิมพ์เข้าไปชี้แจง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ต.ค. สื่อหลายแขนงรายงานว่า กระทรวงศึกษาธิการแถลงสรุปผลการตรวจสอบหนังสือนิทานชุดนี้ว่า มี 3 เล่มที่มีประโยชน์ ส่วนอีก 5 เล่มเข้าข่ายควรระวัง

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. อ้างความเห็นนักวิชาการว่า หนังสือ 5 เล่ม คือ "จ.จิตร", "10 ราษฎร, "แม่หมิมไปไหน?", "เป็ดน้อย" และ "เสียงร้องของผองนก" มีข้อควรระวังหลายเรื่อง

โฆษกผู้นี้บอกว่า หนังสือบางเล่มไม่มีคำพูดและเป็นการเล่าด้วยภาพอย่างเดียว และเด็กจะจำภาพนั้นไปตลอดชีวิตเพราะเด็กไม่สามารถตัดสินอะไรได้

"เด็กไม่ได้อยู่โลกความเป็นจริง เด็กจะอยู่ในโลกจินตนาการ ซึ่งเด็กจะเกิดจินตนาการนำไปสู่การลอกเลียนแบบได้ ซึ่งแพทย์เป็นห่วงเรื่องนี้มาก เพราะเด็กยังไม่สามารถแยกแยะสิ่งเหล่านี้ได้ ดังนั้นเมื่อหนังสือ 5 เล่ม ไม่มีจุดที่เหมาะสมกับเด็ก สิ่งที่เป็นข้อกังวลของแพทย์คือ หนังสือเหล่านี้อาจจะบ่มเพาะความรู้สึกรุนแรง ที่อาจจะปลูกฝังเยาวชนในอนาคตได้" นางดรุณวรรณ ระบุ

ประเด็นที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนย้อนมองถึงวงการหนังสือสำหรับเด็กในไทย หากนิทานวาดหวังอาจเข้าข่ายบิดเบือนและอาจให้เด็กเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ แล้วนิทานและหนังสือเด็ก "ที่ดี" คืออะไร

"เขากลัวคนรู้ทันเขามากขึ้น"

วิกรม พรหมจันทร์ คุณพ่อลูกหนึ่งวัย 40 ปี บอกกับบีบีซีไทยว่า สั่งซื้อนิทานชุดนี้เพราะได้ยินจากข่าวและต้องการ "พิสูจน์" ว่าเนื้อหาในเรื่องจะบิดเบือนเหมือนที่ทางการตั้งคำถามหรือเปล่า

เขาออกตัวตั้งแต่เริ่มให้สัมภาษณ์ว่าไม่ชอบรัฐบาลชุดนี้ และก็ตามสนับสนุนผู้เขียนสองคนในนิทานชุดนี้อย่าง อินทิรา เจริญปุระ หรือ "ทราย" ที่เขียนเรื่อง "แม่หมิมไปไหน ?" และ สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ "บก. ลายจุด" ที่เขียนเรื่อง "แค็ก! แค็ก! มังกรไฟ"

"แค่งงว่าหนังสือแบบนี้มันสามารถเขียนออกมาทำร้ายคนได้ขนาดนั้นเลยเหรอ" วิกรม กล่าว เขาบอกว่าหนังสือทุกเล่มไม่ได้มีการบิดเบือนใด ๆ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่เห็นกันตามข่าว

วาดหวังหนังสือ

ที่มาของภาพ, BBC thai

คำบรรยายภาพ, นิทานชื่อ "เป็ดน้อย" บอกเล่าเรื่องราวการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว

แม้ลูกสาวของวิกรมอายุแค่ 4 ขวบ และนิทานชุดนี้แนะนำให้เด็กอายุ 5 ขวบขึ้นไปอ่าน วิกรมบอกว่า หนังสือชุดนี้ได้ช่วยกระตุ้นพัฒนาการลูก ให้สงสัยและรู้จักตั้งคำถาม และก็ช่วยสร้างสัมพันธ์ระหว่างเขากับลูกไปด้วย

"ผมว่าเขากลัวคนรู้ทันเขามากขึ้น" วิกรมกล่าวถึงการพยายามเข้ามาตรวจสอบของรัฐ โดยยกตัวอย่างว่าทุกวันนี้คนรับรู้เรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มากขึ้นทุกปี "ผมว่าเขากลัวว่าประชาชนจะตาสว่าง รู้ทันเขาอะ"

หนังสือที่ดู "การเมือง" ชัดเจนที่สุดชื่อ "10 ราษฎร" โดยปกเป็นรูปมือชูสามนิ้วและมีรูปหมุดของกลุ่มราษฎรซึ่งรวมตัวกันเมื่อปลายปีที่แล้ว อยู่เบื้องหลัง เนื้อหาข้างในไม่มีคำบรรยายภาพ แต่เป็นรูปที่ศิลปินผู้วาดชื่อ The Art District '86 ระบุว่าเป็น "คนเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่บนหนทางประชาธิปไตย" อาทิ ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง, อานนท์ นำภา, จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน, พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน, ภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ ระยอง เป็นต้น

ในบางหน้า ศิลปินผู้นี้วาดภาพ "คนเล็ก ๆ" เหล่านี้ตามเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น อย่างเช่น ตอนที่ปนัสยาอ่านข้อเรียกร้อง 10 ประการให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์บนเวทีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตเมื่อวัน 10 ส.ค. หรือตอนที่ไผ่ ดาวดิน ทำกิจกรรม "เดินทะลุฟ้า" จากนครราชสีมามากรุงเทพฯ

แต่บางส่วนก็เป็นการแต่งแต้มด้วยจินตนาการเข้าไป อย่างเช่นรูปอานนท์กำลังถือไม้กายสิทธิ์ในชุดพ่อมด โดยเงาหลังตัวเขาเป็นรูปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อสะท้อนถึงการปราศรัยของเขาเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ปีที่แล้วที่ตั้งคำถามกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามว่าหนังสือเล่มดังกล่าวเป็นการเลือกข้างและยัดเยียดความคิดทางการเมืองให้เด็กหรือไม่ วิกรมบอกว่ามันไม่ได้ชัดเจน เพราะเป็นภาพที่ผู้อ่านต้องไปหาข้อมูลเพิ่มอีกที

"อาจจะเห็นภาพปุ๊บแล้วก็ไปตั้งคำถามว่าคนนี้คือใคร [ต้องไป]หาข้อมูลเพิ่ม แล้วส่วนที่ไปหาข้อมูลเพิ่ม เขาก็ไปกลั่นกรอง เชื่อไม่เชื่อ จะชอบไม่ชอบยังไง ผมว่ามันไม่ได้มีเนื้อหา มันไม่มีตัวอักษรเลย มันไม่มีอะไรให้ตัดสินใจว่าที่เราเห็นมันดีหรือไม่ดี"

ด้านแอดมินของเพจเฟซบุ๊ก "แม่ ๆ อ่านเล่มนี้ยัง?" ซึ่งทั้งรีวิวและขายหนังสือนิทานผ่านช่องทางออนไลน์ บอกกับบีบีซีไทยว่า หนังสือที่เธอรู้สึกว่า "ดีโอเคเลย" คือเรื่อง "แค็ก! แค็ก! มังกรไฟ", "เด็กๆ มีความฝัน", "ตัวไหนไม่มีหัว" และ "เสียงร้องของผองนก"

แต่สำหรับเรื่อง "10 ราษฎร", "แม่หมิมไปไหน?" และ "เป็ดน้อย" แอดมินเพจรายนี้มองว่า เล่าเรื่องตรงเกินไป ไม่มีการดัดแปลง ทำให้เด็กไม่สามารถเชื่อมโยงได้ "เล่าโต้ง ๆ ...ไม่ต่างจากสื่อของรัฐบาล"

อย่างไรก็ดี แอดมินผู้นี้บอกว่าถ้า "ว่ากันอย่างแฟร์ ๆ คือมันก็ต่างกับหนังสือภาครัฐตรงที่อันนี้ไม่มีใครบังคับให้อ่าน เป็นสิทธิ์ที่จะเลือกซื้อหา ไม่เหมือนเนื้อเรื่องที่ยัดใส่หนังสือเรียน"

ในหนังสือ "แม่หมิมไปไหน ?" อินทิรา เจริญปุระ หรือ "ทราย" เขียนเล่าเหตุการณ์สำคัญ ๆ ต่าง ๆ ในขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มราษฎรที่ตัวเองได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย

แต่ละตอนจะเริ่มด้วยคำถามจากแมวเธอที่ชื่อหมิมที่ถามขึ้นมาว่า "แม่หมิมไปไหน?" ก่อนที่ฝั่งขวาจะเป็นภาพและคำบรรยายประกอบเป็นคำตอบ จากที่ตอนแรก "แม่หมิม" หรือ "ทราย" ไปเป็นนักแสดงหรือถ่ายรายการ หน้าต่อ ๆ มาบอกเล่าเหตุการณ์การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่เธอไปมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นเมื่อวันที่ 19 ก.ย. ปีที่แล้ว ที่เธอไปตั้งโรงครัวให้บริการอาหารกับผู้มาชุมนุมที่สนามหลวง หรือเมื่อต้นปีนี้ที่เธอลงพื้นที่ไปสัมผัสการต่อสู้ของชุมชนที่เหมืองแร่เมืองเลยซึ่งมีปัญหาพิพาทคาราคาซังกับนายทุนมานานนับสิบปีแล้ว

วาดหวังหนังสือ

ที่มาของภาพ, BBC thai

ศรีสมร โซเฟร ผู้ใช้นามปากกาว่า "สองขา" เป็นผู้จัดพิมพ์และผู้เขียนหนังสือ 6 เล่มในนิทานชุดนี้ หนึ่งในนั้นคือนิทานชื่อ "เป็ดน้อย" ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว จากที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญระหว่างการประท้วง ในนิทานเรื่องนี้ เป็ดได้กลายเป็นตัวละครหนึ่งที่ร่วมต่อสู้ไปกับคนรุ่นใหม่ด้วย

หลังจาก "เติบโตขึ้นหน่อย ค่อยค่อยประจักษ์... หลายปัญหานัก จักไม่นิ่งเฉย" ภาพในนิทานเล่าเหตุการณ์ที่เป็ดและคนรุ่นใหม่ออกไปชุมนุมประท้วง เผชิญหน้ากับตำรวจและ "กลับถูกคุกคาม ปราบปรามขู่เข็ญ ฉีดน้ำกระเซ็น กระเด็นลิ่วลอย"

สำหรับเล่มนี้ วิกรมบอกว่าเขาแยกไว้ยังไม่ให้ลูกดูเพราะมีฉากที่คนถูกรัฐทำร้าย ส่วนเรื่อง "จ จิตร" ที่เล่าชีวประวัติของจิตร ภูมิศักดิ์ ทั้งวิกรมและแอดมินเพจ "แม่ ๆ อ่านเล่มนี้ยัง?" ซึ่งอ่านนิทานกับลูกอายุ 6 ขวบ เห็นตรงกันว่า "หนัก" เกินไปสำหรับนิทานเด็ก และก็มีฉากตอนท้ายที่จิตร "ถูกยิ่งนิ่งพับ ลาลับใจหาย" ด้วย

โดยสรุปแล้ว แอดมินผู้นี้บอกว่า รวม ๆ ให้คะแนนนิทานชุดนี้ 6 เต็ม 10 เพราะว่าเนื้อหาเหมาะกับเด็กแค่ครึ่งเดียว ส่วนอีก 1 คะแนนคือให้สำหรับความกล้าหาญ

"วาดหวัง คาดหวัง เอาใจช่วย ให้เขาทำอย่างมีชั้นเชิงกว่านี้ค่ะ"

นิทาน "ที่ดี"

บก. ลายจุด เปลี่ยนวิกฤตไฟป่าทางภาคเหนือในเรื่องจริงให้กลายเป็นตัวละครมังกรพ่นไฟ

ที่มาของภาพ, BBC thai

คำบรรยายภาพ, บก. ลายจุด เปลี่ยนวิกฤตไฟป่าทางภาคเหนือในเรื่องจริงให้กลายเป็นตัวละครมังกรพ่นไฟ

นิทานที่ลูกของวิกรมและแอดมินเพจชอบเหมือนกันคือ "แค็ก! แค็ก! มังกรไฟ" โดย สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ "บก. ลายจุด"

ในเรื่องนี้ บก. ลายจุด เปลี่ยนวิกฤตไฟป่าทางภาคเหนือในเรื่องจริงให้กลายเป็นตัวละครมังกรพ่นไฟ ซึ่งนำมาซึ่งคำสาปทำให้หมูที่ร้องอู๊ด ๆ ร้อง "แค็ก ๆ" หมาที่เคยเห่าโฮ่ง ๆ ก็ร้อง "แค็ก ๆ" รวมถึงทำให้เด็ก ๆ ณ หมู่บ้านยอดเขากลางป่าแห่งนี้พูดไม่ได้ เอาแต่สำลักควัน "แค็ก ๆ" เช่นกัน

แต่หลังจากที่ "ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ร่วมใจกันปราบมังกรไฟ" เพราะป่าเป็นเหมือนชีวิตของคนอยู่ป่า รวมทั้งสัตว์ป่า นก หนู แมง แมลง หนอน และไส้เดือนดิน ในที่สุด ทุกคนก็ร่วมแรงกันดับไฟสำเร็จทำให้ "ทุกคนพ้นจากคำสาปและพูดได้ดังเดิม"

วิกรมบอกว่านิทานที่ดีคือนิทานที่ "อ่านแล้วรู้สึกสนุก สนใจ เปิดได้ทุกหน้า คุยกัน[กับลูก]ได้ทุกหน้า "อันนี้เขาทำอะไรเหรอคะ?"..." ด้านแอดมินเพจ "แม่ ๆ อ่านเล่มนี้ยัง?" บอกว่า สำหรับเธอ นิทานที่ดีคือนิทานที่ไม่สั่งสอน "มาชี้นิ้ว หน้าที่พลเมืองดีต้องเป็นอย่างไร คนดีต้องแบบนี้ อันนั้นอย่าทำ อันนี้ไม่ได้"

"เปิดพื้นที่ให้เด็กคิดต่อยอดเองว่าการกระทำของตัวละครแบบนี้มันดีไหม ถ้าไม่ดีเพราะอะไร แล้วแบบไหนล่ะถึงดี หรือพวกจบแบบปลายเปิด ให้เด็กๆ คิดเอาเอง ไม่ต้องรีบสรุปให้เขา เปิดช่องว่างให้เด็กได้พูดคุยกับพ่อแม่"

สำหรับ อ้อมขวัญ เวชยชัย หรือ "ครูใบปอ" ผู้ก่อตั้ง CREAM Bangkok พื้นที่เพื่อการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กเล็กที่ใช้การเล่าเรื่องเป็นสื่อ นิทานที่ดีจะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวอะไรก็ได้ แต่ต้องทำด้วยความตั้งใจมาก ๆ และคำนึงถึงผู้เสพซึ่งก็คือเด็ก

"นิทานก็เป็นช่องทางหนึ่งในการรับรู้เรื่องราวความเป็นไปในโลก" อ้อมขวัญ บอกกับบีบีซีไทย "เพราะฉะนั้นมันก็คืออะไรก็ได้จริง ๆ ชีวิตประจำวันเด็ก เรื่องง่าย ๆ ที่เราพยายามจะบอก โลกมหัศจรรย์ หรือเรื่องจริง ประเด็นที่ธรรมดาเรียบง่ายที่สุด ประเด็นที่สลับซับซ้อน ประเด็นเชิงสังคม ประเด็นเรื่องตัวเอง มันได้หมด"

อ้อมขวัญ

ที่มาของภาพ, Cream bangkok

คำบรรยายภาพ, อ้อมขวัญ เป็นครูอนุบาลโรงเรียนทางเลือกมา 8 ปี ก่อนจะมาก่อตั้ง CREAM Bangkok

อ้อมขวัญบอกว่า ปัญหาคือประเทศไทยมักคุ้นชินกับการมองว่าเรื่องบางเรื่องมีไว้สำหรับเด็ก และเรื่องบางเรื่องมีไว้สำหรับผู้ใหญ่ ต่างจากนิทานต่างประเทศที่ "เขามองเห็นเด็กเป็นมนุษย์เหมือนทุก ๆ คน เขาก็เลือกสื่อสารในประเด็นที่มันสลับซับซ้อน ประเด็นที่มันละเอียดละออ เพราะเขารู้สึกว่าเขากำลังสร้างเด็กของเขาอยู่ ...ไม่ว่าจะการเมือง เศรษฐกิจ โลกร้อน ปัญหาแบบสงคราม"

อ้อมขวัญยังไม่ได้มีโอกาสได้อ่านนิทานชุดวาดหวัง แต่พอเกิดประเด็นนี้ขึ้นก็ทำให้ตั้งคำถามว่าทำไม "ผู้ใหญ่" ในบ้านเมืองถึงรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิไปบอกว่าอะไรเหมาะหรือไม่เหมาะกับเด็ก "รู้สึกว่ามันไม่ใช่หน้าที่ด้วย มันไม่ได้อยู่ในขอบข่ายของสิ่งที่ต้องทำ"

เมื่อถามว่าเป็นอะไรไหมที่ดูเหมือนหนังสือสำหรับเด็กชุดนี้จะเลือกข้างทางการเมืองอย่างชัดเจน อ้อมขวัญบอกว่าไม่ใช่เรื่องผิด โดยสมมติตัวอย่างว่าหากมีสำนักพิมพ์หนึ่งอยากจะบอกเล่าเรื่องค่านิยม 12 ประการ ชาติและสถาบันต่าง ๆ ก็ทำได้เช่นกัน "ถ้าเขาตั้งใจทำมันก็โอเค เพราะสุดท้ายแล้ว เขาก็ไม่ผิด"

"เพราะสุดท้ายแล้วคน เราต้องเชื่อในคน ในผู้อ่าน ในเด็ก ๆ ในครอบครัวของเขาที่จะเป็นคนเลือกว่าจะเสพแบบไหน เขาก็อาจจะชอบหมดเลยก็ได้ อันนี้คือ[เหตุผลว่า]ทำไมถึงต้องมี[หนังสือ]หลากหลาย ทำไมต้องมีทุก ๆ อย่าง มีเยอะที่สุด เพราะว่าเราจะมาอ่าน จะรู้อยู่ด้านเดียวมันก็ไม่ได้ ก็เหมือนกับข่าว เหมือนกับทุก ๆ อย่าง"

ทางการ

อ้อมขวัญบอกว่าเมื่อได้ยินข่าวนี้ครั้งแรกก็คิดว่า "ไม่ใช่เรื่อง" เพราะกระทรวงศึกษาธิการ "มีปัญหาที่เขาจะต้องแก้อีกมากทั้งเร่งด่วนและไม่เร่งด่วน ระยะยาว ระยะสั้น"

เมื่อถามเรื่องบทบาทของรัฐในการส่งเสริมการอ่านของเด็ก อ้อมขวัญบอกว่า ทุกคนที่อยู่ในแวดวงหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือเด็ก จะรู้ว่ารัฐไม่เห็นความสำคัญของการอ่านเท่าที่ควร

อ้อมขวัญบอกว่ายังไม่เห็นความพยายามใด ๆ ของรัฐที่จะสนับสนุนเรื่องหนังสือ อาทิ การสร้างห้องสมุด ส่วนคนที่พยายาม "หล่อเลี้ยงหัวใจนักอ่านของเด็ก ๆ" คือสำนักพิมพ์ และนักเขียนที่ลุกขึ้นมาพิมพ์งานกันเอง และ "พ่อแม่ก็ขวนขวายซื้อนิทานเมืองนอกแพง ๆ ดี ๆ ไม่มีความช่วยเหลือใด ๆ เท่าไหร่"

"หนึ่งคือสร้างเด็กให้เป็นนักอ่านให้ได้ ต้องทำหน้าที่ตรงนี้อีกเยอะมาก ๆ แล้วค่อยไปลงในรายละเอียดว่ามันต้องทำผ่านอะไรบ้าง" อ้อมขวัญ กล่าว

"เขาไม่สนับสนุนให้คนมีอิสรภาพในการเลือกเอาเองว่าอันนี้เราจะอ่านหรือจะไม่อ่าน แต่เขาเอาตัวเองไปควบคุม ก็รู้สึกว่าไม่สร้างก็ทำลายอีก"