สถาบันกษัตริย์ : ธงชัย วินิจจะกูล ชี้การเก็บหนังสือออกจากตลาดเป็นเรื่อง “ล้าสมัย”

ศ.ดร. ธงชัย วินิจจะกูล

ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai

ศ. ดร. ธงชัย วินิจจะกูล เจ้าของผลงานหนังสือ "ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง" บอกว่า ความพยายามของตำรวจในการห้ามจำหน่ายหนังสือเขาเป็นเรื่อง "ล้าสมัย" และจะไม่ได้ผลตามที่รัฐต้องการ

ศาสตราภิชานภาควิชาประวัติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยในกรุงลอนดอน จากบ้านพักในสหรัฐฯ 1 วัน หลังตำรวจจาก สภ. รัตนาธิเบศร์ นำกำลังเข้าตรวจค้นสำนักพิมพ์ ฟ้าเดียวกัน เมื่อ 19 ต.ค. และยึดหนังสือที่เขาแต่ง พร้อมกับอีก 2 เล่มไปสอบสวนฐาน "เข้าข่ายผิดกฎหมาย"

"ทำไมรัฐไทยยังเก็บหนังสือ ทำเหมือนสมัยยุคกลาง เมื่อ 700 ปีก่อน ล้าสมัยมาก" อดีตผู้นำนักศึกษาสมัยเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 กล่าวผ่านการสนทนาทางสไกป์

ยุคกลาง หรือยุคมืดมนของยุโรป อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 เริ่มนับตั้งแต่การล่มสลายลงของจักรวรรดิโรมันตะวันตก การเผยแพร่ขยายอิทธิพลของคริสตจักร และระบบสังคมลัทธิฟิวดัล จนถึงจุดเริ่มต้นของสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา

ศ. ดร. ธงชัย บอกว่า ในยุคนั้น ถือเป็นแนวปฏิบัติของศาสนจักรในการใช้อำนาจกวาดจับหนังสือที่เป็นภัยต่อคริสตจักรมาเผาทิ้ง เพื่อควบคุมความคิด แต่ไม่ได้หมายความว่าหมดไปทันทีหลังยุคกลาง แม้แต่ยุคฟาสซิสต์นาซีก็ยังทำอยู่

"เมื่อมาถึงยุคเสรีนิยมประชาธิปไตยที่เชื่อในเสรีภาพและปัจเจกชน คือ อุดมการณ์ ค่านิยม และกลายเป็นกฎหมายในที่สุด การกวาดเผาหนังสือก็เลิกทำกันไป แถมเป็นเรื่องน่ารังเกียจเสียอีก ยกเว้นรัฐเผด็จการที่โผล่มาเป็นครั้งคราว"

ตำรวจนำหมายเข้าตรวจค้นและยึดหนังสือที่สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันช่วงบ่ายวันที่ 19 ต.ค.

ที่มาของภาพ, สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

คำบรรยายภาพ, ตำรวจนำหมายเข้าตรวจค้นและยึดหนังสือที่สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันช่วงบ่ายวันที่ 19 ต.ค.

เสียเวลาเปล่า

ศ. ดร. ธงชัย มองว่า ในยุคปัจจุบัน การเก็บหนังสือออกจากตลาด จะยิ่งทำให้มีคนอ่านมากขึ้น จะมีคนผลิตซ้ำในรูปไฟล์คอมพิวเตอร์ (PDF) มากมาย และจะไม่ช่วยอะไร

"คุณอาจ บอกว่า เชือดไก่ให้ลิงดู แต่คุณจะห้ามเขาไม่ให้อ่าน ไม่ได้ ห้ามคนคิดไม่เหมือน ไม่ได้ เสียเวลาเปล่า ทำไมไม่เปิดโอกาสให้มาถกเถียงกันด้วยเหตุผล"

ในคำร้องขอหมายค้นที่ตำรวจ สภ. รัตนาธิเบศร์ยื่นต่อศาลอาญาระบุว่า หนังสือที่ ศ.ดร.ธงชัยเขียน และตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2556 มีเนื้อหา "ยุยงปลุกปั่นให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกเกลียดชังสถาบันกษัตริย์" และ "หมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์และสถาบันกษัตริย์ของไทย"

ปฏิบัติการครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่ สภ.ปากเกร็ด ได้รับแจ้งว่าบูทขายหนังสือของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติระหว่างวันที่ 30 ก.ย.-11 ต.ค. ที่อิมแพค เมืองทองธานี มีการจำหน่ายหนังสือที่น่าสงสัยว่าจะกระทำผิดกฎหมาย จึงได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาเนื้อหาในหนังสือ "ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง" ของ ศ.ดร. ธงชัย

คำร้องของหมายค้นระบุว่าพนักงานสอบสวนของ สภ.ปากเกร็ด พบว่าหนังสือเล่มนี้มีการ "ยุยงปลุกปั่นให้ผู้อ่านหนังสือเล่มนี้เกิดความรู้สึกเกลียดชังสถาบันกษัตริย์ โจมตีสถาบันกษัตริย์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จและลดความน่าเชื่อถือ ความศรัทธาของประชาชน ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 116"

คนเดินซื้อหนังสือ

ที่มาของภาพ, สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

คำบรรยายภาพ, บูท "ฟ้าเดียวกัน" ที่งานสัปดาห์หนังสือ

ศ.ดร.ธงชัย กล่าวว่า เขา "ดีใจ" และ "ประหลาดใจ" ที่หนังสือที่พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2556 และพิมพ์ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2562 มีอิทธิพลทางความคิดต่อบรรดาเยาวชนที่กำลังเคลื่อนไหวเพื่อให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในช่วงนี้ ตามที่ตำรวจกล่าวหา

"ปรากฏการณ์ที่มีเยาวชนรุ่นนี้กล่าวถึงและ ชูขึ้นมาในที่ชุมนุม แปลว่า คนอ่านหนังสือนี้มีมากกว่าที่ผมคาด เรื่องนี้ผมดีใจสิครับ ดีใจมากด้วย หมายความว่าเขาต้องตั้งใจอ่านจริงๆจังๆ คิดกับมันอย่างเป็นงานเป็นการ แปลว่าหนังสือผมมีส่วนกระตุ้นให้เขาคิด แค่นี้ก็เป็นความสุขของคนเขียนหนังสือแล้วครับ จะเห็นด้วยมั้ยแค่ไหนอย่างไร ผมไม่มีทางรู้หรอกครับ"

"ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง" เป็นหนังสือรวมบทความว่าด้วยประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ของ ศ. ดร. ธงชัย วินิจจะกูล ที่เขียนขึ้นระหว่างปี 2547-55 ในฐานะนักประวัติศาสตร์ เขาได้คลี่ให้เห็นเค้าโครงประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยแบบเป็นกระแสซ้อนกัน โดยดูจากประวัติศาสตร์ในช่วงยาว ซึ่งเริ่มจากการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสมัยรัชกาลที่ 5 มาจนถึงประชาธิปไตยแบบอำมาตย์

นักเรียนชูหนังสือ "ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นักเรียนชูหนังสือ "ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง" ระหว่างเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม "นักเรียนเลว" ที่กระทรวงศึกษาธิการเมื่อ 5 ก.ย.

พนักงานสอบสวน สภ.ปากเกร็ดได้หยิบข้อความ 4 ช่วงในหนังสือที่โจมตีสถาบันกษัตริย์มาเป็นตัวอย่าง (ดูภาพประกอบ) ดังนี้

  • ข้อความในหน้า 71 วรรคที่ 3 ผู้เขียนระบุถึงการที่ฝ่ายนิยมเจ้ายกย่องกษัตริย์ไทยให้เป็นสมมติเทพ อยู่เหนือการเมือง
  • ข้อความในหน้า 251 วรรคแรก ระบุถึงปัญหาของสมบูรณาญาสิทธิราชย์
  • ข้อความในหน้า 223 วรรคสุดท้าย กล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ไทย กับความไร้เสถียรภาพครั้งร้ายแรงในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่
  • ข้อความในหน้า 238 ระบุถึงลัทธิกษัตริย์นิยมล้นเกิน
คำร้องหมายค้น

ที่มาของภาพ, คำร้องขอหมายค้น ศาลอาญา

คำร้องขอหมายค้น

ที่มาของภาพ, คำร้องขอหมายค้น ศาลอาญา

"เปรี้ยงปร้าง ตรงประเด็น"

ศ.ดร.ธงชัย ยกเครดิตให้ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักประวัติศาสตร์ที่ลี้ภัยในฝรั่งเศส ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของไทยแก่คนรุ่นใหม่ผ่านโซเชียลมีเดียมาเป็นเวลาหลายปี

"การเคลื่อนไหวของเด็กส่วนหนึ่งได้อิทธิพลจากสมศักดิ์ เปรี้ยงปร้าง ตรงประเด็น ผมไม่ถนัดใช้โซเชียลมีเดีย ผมไม่มีบัญชีโซเชียลมีเดีย และไม่อยากมี"

ศ.ดร.ธงชัย และ ดร.สมศักดิ์ คือ 2 ใน 18 แกนนำศึกษาที่ถูกจับกุมตัวหลังเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ที่ต้องสู้กับข้อกล่าวหาร้ายแรง 11 ข้อ ในศาลทหาร เช่น ร่วมกันกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ กระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ดูหมิ่นองค์รัชทายาท และร่วมกันสะสมกำลังคนและอาวุธเพื่อเป็นกบฏ

หลังจากการผ่านกระบวนการพิจารณาตามระบบศาลทหาร โดยสืบพยานทั้งฝ่ายโจทก์กว่า 400 ปาก และฝ่ายจำเลย นักโทษการเมืองเดือนตุลาทั้ง 18 คน พวกเขาต้องติดคุกนานเกือบสองปี รัฐบาลของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ออกกฎหมายนิรโทษกรรมเมื่อ 15 กันยายน 2521

จำเลย

ที่มาของภาพ, โครงการบันทึก 6 ตุลา

คำบรรยายภาพ, สุธรรม แสงประทุม เลขาธิการ ศนท. กับพวกรวม 18 คน ถูกฝากขังระหว่างต่อสู้คดีคอมมิวนิสต์และอื่น ๆ 11 ข้อหา โดยมีอัยการศาลทหารกรุงเทพนำทีมฟ้องคดี เมื่อ 25 ส.ค. 2520 ก่อนมี พ.ร.บ. นิรโทษกรรม

ศ. ดร. ธงชัย มองว่า ความพยายามของรัฐในการควบคุมปิดกั้นสื่อมวลชน ทั้งโทรทัศน์และ โซเชียลมีเดียในขณะนี้ อาจได้ผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

"เป็นการปิดตาตัวเองแค่นั้น ไม่ได้ทำให้ท้องฟ้าหายไป ครั้นจะปิดให้มิด ทำได้ทางเดียวคือ เอาฝ่ามือมาปิดตาตัวเองให้สนิท หลอกตัวเอง และคับแคบยิ่งกว่าอยู่ในกะลาเสียอีก"