ซีพี : "ฟ้าเดียวกัน" เดินหน้านำเสนอเรื่อง "100 ปี ซีพี" แต่ยอมเปลี่ยนภาพประกอบ หลังบริษัทฯ ขู่ฟ้อง

ที่มาของภาพ, Getty Images
สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันออกแถลงการณ์ยืนยันเปิดรับข้อเขียนสำหรับตีพิมพ์ในวารสารฟ้าเดียวกันฉบับ "100 ปี ซีพี" ต่อไปแม้ฝ่ายกฎหมายบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด จะส่งจดหมายเตือนให้ "หยุดดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับบริษัท" แต่ยอมเปลี่ยนภาพประกอบที่มีโลโก้ซีพี
บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด หรือ "ซีพี" ขีดเส้นตายให้นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน ลบข้อความและภาพประกอบที่มีเครื่องหมายการค้าและตราสัญลักษณ์ของซีพีออกจากเฟซบุ๊กภายใน 5 วัน หรือภายในวันที่ 30 ก.ย. 2562 มิฉะนั้นจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีข้อหาดัดแปลงและใช้เครื่องหมายการค้าของบริษัทโดยไม่ได้รับอนุญาต
วันที่ 12 ก.ย. 2562 เฟซบุ๊กเพจของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ได้โพสต์ข้อความว่า "วารสารฟ้าเดียวกัน ประกาศรับบทความในหัวข้อ 100 ปี ซีพี ปิดรับต้นฉบับมิถุนายน 2563" พร้อมภาพประกอบเป็นภาพกราฟิกตาราง 9 ช่อง มีข้อความว่า "100 ปี ซีพี" โดยมีรูปแผนที่ประเทศไทยและภาพรูปบัวบานสีเขียวซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าและตราสัญลักษณ์ของบริษัท ซีพี
ต่อมาวันที่ 16 ก.ย. นายธนาพลได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวประชาสัมพันธ์ว่าในปี 2563 วารสารฟ้าเดียวกันจะตีพิมพ์ฉบับ "100 ปี ซีพี" พร้อมกับแชร์ลิงก์ของโพสต์ข้างต้นจากเฟซบุ๊กฟ้าเดียวกัน ซึ่งมีภาพโลโก้ซีพีปรากฏ

ที่มาของภาพ, เฟซบุ๊ก ฟ้าเดียวกัน
ขีดเส้นตาย ให้ลบโพสต์ภายใน 5 วัน
จดหมายจากสำนักกฎหมาย บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ ลงวันที่ 24 ก.ย. 2562 ส่งถึงนายธนาพล ในฐานะบรรณาธิการและผู้พิมพ์ผู้โฆษณาสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันและในฐานะส่วนตัว ระบุว่า การกระทำของนายธนาพลและสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน อาจทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่านายธนาพลและสำนักพิมพ์ฯ เป็นตัวแทนของบริษัทฯ หรือมีความเกี่ยวข้องกับบริษัทฯ
"อีกทั้งภาพที่สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันได้โพสต์ไว้ มีการนำรูปบัวบาน ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าและตราสัญลักษณ์ของบริษัทฯ ไปใช้ และดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัทฯ ซึ่งเป็นการกระทำโดยละเมิด ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงเกียรติคุณของบริษัทฯ"

ที่มาของภาพ, sameskybooks.net
ทนายความของซีพีขอให้นายธนาพลและสำนักพิมพ์ฯ ลบหรือนำข้อความและภาพดังกล่าวออกจากระบบคอมพิวเตอร์ภายใน 5 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ "มิฉะนั้น บริษัทฯ มีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการทางกฎหมายตามที่เห็นสมควรต่อไป"
นอกจากนี้จดหมายยังขอให้นายธนาพลและสำนักพิมพ์ "หยุดดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับบริษัท" ทั้งหมดด้วย
จดหมายดังกล่าวทิ้งท้ายว่า บริษัทฯ ยึดหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจเสมอมา และดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นอันดับแรก ส่วนประโยชน์ขององค์กรเป็นลำดับรองลงมา
"บริษัทฯ ยินดีให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำงานของสื่อมวลชนทุกแขนง แต่ความร่วมมือดังกล่าวต้องยืนอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน" จดหมายระบุ
ฟ้าเดียวกับ ฉบับ "100 ปี ซีพี"
นายธนาพลยอมรับว่าจดหมายดังกล่าวอาจทำให้ผู้ที่ต้องการจะส่งบทความในหัวข้อ "100 ปี ซีพี" มาให้กอง บก. พิจารณาเกิดความไม่สบายใจ
"ในฐานะคนทำหนังสือ การส่งจดหมายมาแบบนี้อาจทำให้คนที่คิดจะส่งบทความมาให้เราพิจารณาเกิดความไม่แน่ใจหรือไม่กล้า เพราะเหมือนเป็นการส่งสัญญาณว่าซีพีพร้อมที่จะเล่นงานเนื้อหาใดก็ตามที่อยู่ในฟ้าเดียวกันเล่มนี้" บรรณาธิการวัย 45 ปีกล่าว

ที่มาของภาพ, Kultida Samabuddhi/BBCThai
เขาเสริมว่า อย่างไรก็ตาม กอง บก.จะเดินหน้าเตรียมเนื้อหาเพื่อนำเสนอในวาระที่บริษัทซีพีก่อตั้งมาครบ 100 ปีต่อไป
"เป็นที่รู้กันว่าซีพีเป็นบริษัทที่ใหญ่โต ร่ำรวยมาก รวมทั้งยังมีความใกล้ชิดกับจีน เรียกได้ว่าซีพีเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีบทบาทอย่างมาก ในฐานะที่ฟ้าเดียวกันเป็นวารสารทางสังคมศาสตร์ที่นำเสนอบทความวิชาการที่มองการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย เราจึงสนใจวิเคราะห์อิทธิพลของซีพีที่มีต่อสังคมไทย ซึ่งไม่ว่าสื่อไหน ๆ ก็คงจะสนใจเช่นกัน" นายธนาพลกล่าว
เขากล่าวว่า เหตุที่นำตราสัญลักษณ์ของซีพีมาประกอบเพียงเพราะต้องการหาภาพบางอย่างที่เป็นสัญลักษณ์ขององค์กรเท่านั้น เช่นเดียวกับเวลาที่สื่อนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับองค์กรใด ก็จะนำโลโก้ขององค์กรนั้นมาประกอบเนื้อหา
นายธนาพลกล่าวว่า ซีพีควรจะดูเนื้อหาก่อนที่จะรีบดำเนินการฟ้อง เพราะขณะนี้ทางกองบก. เพิ่งประชาสัมพันธ์เปิดรับบทความเท่านั้น และวารสารฉบับนี้ก็วางไว้ว่าจะออกในครึ่งปีหลังของปี 2563 ซึ่งเป็นเวลาอีกนาน
บีบีซีไทยติดต่อไปยังฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัทซีพี ได้รับแจ้งว่าทนายความและผู้บริหารของบริษัทฯ ไม่ประสงค์จะชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม เพราะเหตุผลที่เตรียมฟ้องร้องดำเนินคดีนั้นระบุอยู่ในจดหมายที่ส่งถึงนายธนาพลทั้งหมดแล้ว
ยอมเปลี่ยนภาพ
วันนี้ (27 ก.ย.) สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันเผยแพร่แถลงการณ์บนเฟซบุ๊กของสำนักพิมพ์ระบุว่า ไม่มีเจตนานำเครื่องหมายการค้าและตราสัญลักษณ์ของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ มาใช้เพื่อหาประโยชน์ในทางธุรกิจ หรือตั้งใจทำให้บริษัทฯ เสียหายโดยอคติหรือผลประโยชน์อื่นใด
"ถึงแม้ว่าการกระทำของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จะไม่ได้ทำให้เราสั่นคลอนกับสิ่งที่คิด สิ่งที่เชื่อ แต่ผลกระทบจากการใช้กระบวนการทางกฎหมายของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ นั้นเป็นที่ประจักษ์ว่าคู่กรณีต้องเสียเวลา ไปจนเสียทุนทรัพย์และที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันในกรณีนี้คือ ผู้ที่จะเขียนบทความส่งมานั้นอาจจะเปลี่ยนใจ เพราะการกระทำดังกล่าวของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่าจะติดตามดูอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อไม่ให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ เลย ทางสำนักพิมพ์จึงยอมลบภาพโฆษณาเดิมและใช้ภาพโฆษณาอันใหม่ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย. 2562 เป็นต้นไป"

ที่มาของภาพ, เฟซบุ๊ก ฟ้าเดียวกัน
นักกฎหมายบอก "น่าจะผิด"
นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ นักกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาและที่ปรึกษากฎหมายของสมาคมผู้สื่อข่าวออนไลน์ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า เมื่อพิจารณาจากภาพที่สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันใช้ น่าจะเป็นการละเมิด พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า และกฎหมายอาญา มาตรา 272
-พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า
มาตรา 109 บุคคลใดเลียนเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมาย รับรอง หรือเครื่องหมายร่วมของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง หรือเครื่องหมายร่วมของบุคคลอื่นนั้น ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
-กฎหมายอาญา มาตรา 272
(1) เอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ หรือทำให้ปรากฏที่สินค้า หีบ ห่อ วัตถุที่ใช้หุ้มห่อ แจ้งความ รายการแสดงราคา จดหมายเกี่ยวกับการค้าหรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่นนั้น
(2) เลียนป้าย หรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกันจนประชาชนน่าจะหลงเชื่อว่าสถานที่การค้าของตนเป็นสถานที่การค้าของผู้อื่นที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง
(3) ไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความเท็จเพื่อให้เสียความเชื่อถือในสถานที่การค้า สินค้า อุตสาหกรรมหรือพาณิชย์การของผู้หนึ่งผู้ใด โดยมุ่งประโยชน์แก่การค้าของตน
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ









