ธงชัย วินิจจะกูล สำรวจ “ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย” เมื่อความมั่นคงของชาติก่อให้เกิด “สภาวะยกเว้นจนแทบจะเป็นปกติ”

ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล

ที่มาของภาพ, RACHAPHON RIANSIRI/BBC THAI

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การแสดงปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในหัวข้อ "นิติรัฐอภิสิทธิ์และราชนิติธรรม: ประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของ Rule by Law แบบไทย" เมื่อ 9 มี.ค. ชี้ว่า วิกฤตการเมืองไทยในทศวรรษเศษที่ผ่านมา สะท้อนวิกฤตของ "Rule by Law แบบไทย" และมีการงดใช้ระบบกฎหมายปกติ สร้าง "สภาวะยกเว้น" ที่อยู่ภายใต้กฎอัยการศึก กฎหมายความมั่นคง หรือคำสั่งคณะรัฐประหาร

ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราภิชานภาควิชาประวัติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เล่าว่า เนื้อหาของปาฐกถานี้มาจากงานวิจัยว่าด้วย "ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย" ที่เขาใช้เวลานาน 2 ปี ก่อนตีพิมพ์เป็นหนังสือที่มีความหนากว่า 200 หน้า

ความสนใจประวัติศาสตร์กฎหมายของเขาเกิดขึ้น หลังพบเห็นความอยุติธรรมของกระบวนการยุติธรรมในห้วงที่ผ่านมา ก่อให้เกิดคำถามว่าอาจไม่ใช่ปัญหาที่ตัวบุคคล หรือปัญหาการเมืองชั่วคราว แต่เป็นปัญหาระบบกฎหมาย หรือปัญหาของนิติศาสตร์ไทยซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนักหน่วงยิ่งขึ้นในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา และหนักหน่วงเข้าไปใหญ่เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดครองอำนาจ

"ในการสร้างประชาธิปไตยของไทยที่ผ่านมา จะเห็นกระบวนการยุติธรรมถูกปู้ยี่ปู้ยำซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยคนมีอำนาจและปราศจากความละอาย" ศ.ดร.ธงชัยกล่าว

ในฐานะผู้วิจัย เขาไม่ยี่หระหากใครจะเรียกการศึกษาครั้งนี้เป็นการ "ชังชาติ" เพราะเห็นว่าคนไทยต้องกล้าจ้องมองความอยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา ไม่เฉพาะในสถาบันการศึกษาที่นักวิชาการมักอ้างเสรีภาพทางวิชาการ แต่ควรทำได้ในทุกตารางนิ้วของประเทศไทย รวมถึงเขตทหารด้วย เพราะความยุติธรรมเป็นสิ่งที่ทุกคนพึงได้รับ

ข้าม Facebook โพสต์

ไม่มีเนื้อหานี้

ดูเพิ่มเติมที่ Facebookบีบีซี. บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาของเว็บไซต์ภายนอก. นโยบายของเราเรื่องการเชื่อมต่อไปยังลิงก์ภายนอก.

สิ้นสุด Facebook โพสต์

"Rule of Law" VS "Rule by Law"

ศ.ดร.ธงชัยเริ่มต้นด้วยการชวนผู้ฟังพิจารณาความแตกต่างของคำว่า "Rule of Law" การปกครองของกฎหมาย ซึ่งในภาษาไทยมักใช้คำว่านิติธรรม กับ "Rule by Law" การปกครองด้วยกฎหมาย ก่อนชี้ว่าการปกครองของกฎหมายเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของการสร้างประชาธิปไตย แต่นับจากวิกฤตการเมืองปี 2549 บทบาทของสถาบันตุลาการและองค์กรอิสระด้านความยุติธรรมที่ควรทำหน้าที่เป็น "กรรมการ" กลับกลายเป็น "ผู้เล่นการเมืองคนสำคัญจนน่าเกลียด"

ประธาน 3 ศาล

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา (ตรงกลาง) นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด (ด้านขวา) และนายผัน จันทรปาน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปฏิบัติหน้าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (ด้านซ้าย) ร่วมประชุม 28 เม.ย. 2549 เพื่อหาทางแก้ไขวิกฤตการเมืองตามกระแสพระราชดำรัส

คำถามหลักของงานวิจัยชิ้นนี้คือ ในเมื่อนิติศาสตร์และการปกครองของกฎหมายแบบบรรทัดฐานก่อตัวขึ้นในบริบทของประวัติศาสตร์ยุโรปตะวันตก ขณะที่นิติศาสตร์และระบบกฎหมายสมัยใหม่ของไทยอยู่ในอีกบริบทหนึ่ง อะไรคือลักษณะเฉพาะของนิติศาสตร์แบบไทย และคุณสมบัติที่ผิดแผกไปเป็นผลผลิตทางประวัติศาสตร์อย่างไร

ข้อค้นพบของเขาคือ นิติศาสตร์สมัยใหม่ของไทยเกิดขึ้นในบริบทสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และภาวะกึ่งอาณานิคม ทำให้มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปความจากคำกล่าวปาฐกถาของ ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2663 ทั้งนี้ "นิติศาสตร์แบบบรรทัดฐาน" หมายถึงสิ่งที่สากลยอมรับและโลกถือเป็นมาตรฐาน

ในทัศนะของ ศ.ดร.ธงชัย การปฏิรูปกฎหมายสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในรัชกาลที่ 5 แท้จริงแล้วคือ "เครื่องมือปรับปรุงรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้เป็นรัฐที่ปกครองด้วยกฎหมาย" โดยรัฐบาลสยามได้ว่าจ้างชาวต่างประเทศมาปรับปรุงกฎหมายให้ได้มาตรฐาน ใช้เวลายกร่างนานกว่า 10 ปีก่อนได้กฎหมายฉบับแรกคือกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 (พ.ศ. 2451) และยังจัดทำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่าง ๆ จนเสร็จ ทำให้สยามสามารถยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตได้เอกราชทางศาลคืนในปี พ.ศ. 2481

กองทัพคือ "ชนชั้นศักดินาแบบใหม่ในเครื่องแบบ"

หากพิจารณาประวัติศาสตร์ตามแบบฉบับจะถือว่าการยกเลิกไพร่ทาส การจัดตั้งกองทัพซึ่งราษฎรชายล้วนเป็นทหารเหมือนกัน และกฎหมายสมัยใหม่เป็นการยืนยันว่าราษฎรทุกคนเสมอภาคกันเบื้องหน้าของกฎหมาย มีสิทธิเท่าเทียมกันในสายตาของกฎหมาย ทว่าในสายตาของนักวิจัยอย่าง ศ.ดร.ธงชัย หาได้เป็นเช่นนั้นไม่

เขาชี้ว่า กองทัพเป็นสถาบันที่สะท้อนระเบียบความสัมพันธ์ของคนในวัฒนธรรมศักดินาแบบใหม่ กล่าวคือ ราษฎรเสมอภาคกันภายใต้อำนาจและบารมีของนายพล อาจกล่าวได้ว่าไม่ใช่แค่ผู้บังคับบัญชา แต่เป็น "ชนชั้นศักดินาใหม่ในเครื่องแบบ" ส่วนผู้ใต้บังคับบัญชาก็เป็น "ไพร่แบบใหม่" และเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมการยกเลิกการเกณฑ์ทหารถึงไม่เกิดขึ้น เพราะการมีคนรับใช้เป็นรูปธรรมที่ยืนยันถึงความเป็นมูลนายของนายพล และเป็นเหตุผลด้วยว่าทำไมนายพลถึงมีจำนวนมาก นี่เป็นเรื่องอภิสิทธิ์ล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับกิจการทหารแต่อย่างใด

ขณะเดียวกันนักนิติศาสตร์บางส่วนยังเชื่อว่าผลของการปฏิรูปกฎหมายได้ก่อให้เกิด "นิติศาสตร์ที่สนับสนุนระบอบเผด็จการ" และทำให้แนวคิดสำนักกฎหมายบ้านเมืองได้รับการสืบต่อมายาวนาน และฝ่ายตุลาการก็ใช้เหตุผลนี้เพื่อรับรองการปฏิวัติรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่า โดยอธิบายว่าเมื่อก่อรัฐประหารสำเร็จแล้วย่อมเป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจออกกฎหมายได้ ซึ่งไม่ใช่หลักกฎหมายสากล แต่เป็นแบบไทย ๆ ศ.ดร.ธงชัยจึงเสนอว่าสำนักกฎหมายบ้านเมืองเป็นเสื้อคลุมฝรั่งที่สามารถสวมทับนิติศาสตร์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสยามได้พอดิบพอดี

ความมั่นคงของชาติก่อให้เกิด "สภาวะยกเว้น"

แล้วอะไรคือมรดกกฎหมายของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คำตอบของ ศ.ดร.ธงชัยคือ นิติรัฐแบบรัฐมีอภิสิทธิ์ และนิติธรรมที่อิงกับพุทธและธรรมราชา

เริ่มต้นที่ "นิติรัฐแบบรัฐมีอภิสิทธิ์" คือระบบกฎหมายที่ให้อภิสิทธิ์แก่รัฐใช้อำนาจละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและทรัพย์สินเอกชนได้ด้วยข้ออ้างเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ผบ.เหล่าทัพ

ที่มาของภาพ, Str/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ผบ.เหล่าทัพ เข้าชี้แจงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ของหน่วยงานต่อ กมธ. งบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 28 พ.ย. 2562

เขาอธิบายว่า "อภิสิทธิ์ของรัฐ" ไม่ใช่แค่เรื่อง "คนมีเส้น" แต่เป็นการใช้ข้ออ้างว่า "เพื่อประโยชน์ของสาธารณะ และความมั่นคงของชาติ" ก่อให้เกิดอภิสิทธิ์กับกองทัพ ถึงขนาดที่รัฐบาลพลเรือนไม่กล้ายุ่งกับงบทหาร การแต่งตั้งโยกย้ายของบิ๊กนั่นบิ๊กนี่

นอกจากนี้ความมั่นคงของชาติยังก่อให้เกิด "สภาวะยกเว้น" โดยสามารถใช้กฎหมายพิเศษได้ในภาวะไม่ปกติ เช่น ภาวะฉุกเฉิน รัฐธรรมนูญชั่วคราว กฎอัยการศึก คำสั่งคณะรัฐประหาร เป็นผลให้คณะรัฐประหารและกองทัพอยู่เหนือกฎหมายปกติ เหนือรัฐธรรมนูญ และเหนือตุลาการ แถมไม่ต้องรับผิดชอบในการกระทำของตน ถ้าคณะรัฐประหารฉลาดพอก็จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตัวเองทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตแบบที่ คสช. ทำ

"อาจสรุปได้ว่าประเทศไทยอยู่ภายใต้สภาวะยกเว้นจนแทบจะเป็นปกติ และการอยู่ภายใต้กฎหมายปกติแทบจะเป็นข้อยกเว้น" ศ.ดร.ธงชัยระบุ

ย้อนคดีหมิ่นธงชาติ ตั้งคำถาม "ใครเพี้ยน"

อย่างไรก็ตามความมั่นคงของชาติมีนิยามที่ลื่นไหลตามทัศนะของ ศ.ดร.ธงชัย เพราะเป็นไปตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจ และกินความครอบคลุมชีวิตประจำวันของผู้คน

หนึ่งในคดีความที่พิสูจน์ความลื่นไหล-ไร้สาระที่เกิดขึ้นในนามความมั่นคงของชาติ ที่เขาหยิบยกมาเล่าคือ คดีที่นายแผน เรืองคำ ซื้อถุงเท้าที่ปักรูปธงชาติเล็ก ๆ มาสวมใส่แล้วเดินออกไปในพื้นที่สาธารณะ ก่อนถูกจับกุมและส่งฟ้องในคดีดูหมิ่นธงชาติ ตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 118 เหตุเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2496 โดยเจ้าตัวรับสารภาพว่าใส่จริง แต่ไม่รู้ว่ามีธงชาติปักอยู่ และไม่มีเจตนาดูหมิ่นธงชาติ

  • อัยการ สั่งฟ้องโดยขอให้ศาลให้ลงโทษสูงสุดด้วยการสั่งจำคุก 3 เดือน ปรับ 200 บาท และยึดถุงเท้า
  • ศาลชั้นต้น ตีความว่าความผิดน่าเป็นความผิดผู้ผลิตถุงเท้า ผู้สวมใส่ไม่มีเจตนา ตัดสินให้ปล่อยตัวและคืนถุงเท้า
  • ศาลอุทธรณ์ ตัดสินว่ามีความผิดและสั่งให้ยึดถุงเท้า
  • ศาลฎีกา ตัดสินว่าผู้ผลิตถุงเท้ามีความผิด ผู้สวมใส่ไม่มีเจตนา ให้ปล่อยตัวและคืนถุงเท้า
ธงชาติบนเสาธงหน้าศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukhrang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ธงชาติบนเสาธงหน้าศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย

หลังเล่าจบ ศ.ดร.ธงชัยตั้งคำถามว่ารู้สึกไหมว่าคดีนี้เพี้ยน และใครกันที่เพี้ยน หรือทุกอย่างเพี้ยน แล้วนายแผนจะเก็บถุงเท้าไว้ได้หรือไม่ มีความผิดหรือไม่ หรือถ้านำไปเผาจะมีความผิดหรือไม่

"ถ้าเขา (นายแผน) ชักธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาพร้อมกันทั้ง 2 ข้างจะถือเป็นความผิดหรือไม่ ตอนผมอ่านข่าวเรื่องธงดำ ผมอยากจะบอกนิสิตจุฬาฯ ให้ไปหาถุงเท้าของนายแผนให้เจอและชักขึ้นสู่ยอดเสา" และเสริมว่า การตีความผิดเพี้ยนไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เพราะมโนทัศน์เรื่องความมั่นคงในสภาวะยกเว้นทำให้ต้องงดใช้สามัญสำนึกด้วย สามัญสำนึกหายไปหมด

เขาสรุปว่า คดีถุงเท้าของนายแผนเตือนสังคมไทยว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายมั่นคงที่เป็น "สภาวะยกเว้นอย่างถาวร"

เช่นเดียวกับคดีซ้อมทรมานที่เป็นเหตุให้ผู้พิพากษาฆ่าตัวตายเมื่อ 2 วันก่อน ซึ่ง ศ.ดร.ธงชัยระบุว่านี่คือ "พิษของกฎหมายมั่นคง" และ "พิษของการปล่อยให้กฎหมายมั่นคงอยู่ในปริมณฑลปกติ เพราะเชื่อว่าประเทศชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ตกอยู่ภายใต้การคุกคามได้ตลอด"

นิรโทษกรรมคณะรัฐประหารคือ "อภิสิทธิ์ที่อัปลักษณ์ที่สุด"

หนึ่งในเอกลักษณ์ของระบบกฎหมายไทยคือ "อภิสิทธิ์ปลอดพ้นความผิด" ซึ่ง ศ.ดร.ธงชัยชี้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของการสร้างรัฐไทย อย่างน้อยนับแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา มีทั้งแบบแอบแฝง เช่น การใช้เส้นสาย, การมีนโยบายหรือใบสั่งผู้มีอำนาจแบบเงียบ ๆ เพื่อบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม และแบบโจ๋งครึ่ม ทำให้คดีหายไปเฉย ๆ เช่น คดีฆาตกรรมสองนักกิจกรรมการเมืองก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519, การนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ทั้งหมด ทำให้ความผิดเจ้าหน้าที่รัฐหายไปเฉย ๆ, การปกปิดรายงานในเหตุการณ์พฤษภา 2535, การไม่ต้องสอบสวนหาผู้กระทำผิดในเหตุการณ์พฤษภา 2553 ที่มีผู้เสียชีวิต 92 ราย

ประชาชนจำนวนหนึ่งออกไปให้กำลังใจทหาร

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Image

คำบรรยายภาพ, ประชาชนจำนวนหนึ่งออกไปให้กำลังใจทหารที่เคลื่อนรถถังออกมาก่อรัฐประหารรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร เมื่อ 19 ก.ย. 2549

"อภิสิทธิ์ที่อัปลักษณ์ที่สุดคือกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเองหลังรัฐประหาร เพราะเป็นอภิสิทธิ์ของกบฏที่รับรองโดยตุลาการ ถือเป็นการสมรู้ร่วมทำความผิดระดับสูงที่พึงเกิดขึ้นได้ในรัฐ ๆ หนึ่ง" ศ.ดร.ธงชัยกล่าว

สำรวจฐานรากของ "ราชนิติธรรม" ในครึ่งทศวรรษ

ส่วนนิยาม "ราชนิติธรรม" ของเขาหมายถึงหลักกฎหมายของไทยที่ถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นหลักสูงสุดของกฎหมายและความยุติธรรม มิใช่รัฐธรรมนูญหรือรัฐสภาดังที่ถือกันเป็นบรรทัดฐานทางสากล ราชนิติธรรมได้รับการส่งเสริมขนานใหญ่ในครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ท่ามกลางการเมืองแบบกษัตริย์นิยม และวัฒนธรรมหลงใหลคลั่งไคล้เจ้า ค้ำจุนด้วยประวัติศาสตร์แบบราชานิตินิยม และความคิดว่าด้วยธรรมราชา

ประวัติศาสตร์ที่เป็นฐานของราชนิติธรรมในทัศนะของ ศ.ดร.ธงชัย มี 4 ประการ ดังนี้

  • ในจารีตกฎหมายเดิม พระมหากษัตริย์คือผู้ทรงความยุติธรรมสูงสุด แต่ไม่ใช้อำนาจบัญญัติกฎหมาย
  • หลัง 2475 อำนาจอธิปไตยยังเป็นของพระมหากษัตริย์ ตามคำอธิบายของนักกษัตริย์นิยม แต่ได้พระราชทานให้คณะราษฎรเพื่อเริ่มระบอบใหม่
  • บทบาทผู้ของพระมหากษัตริย์ในการเมืองยุคใกล้ ในฐานะ "ผู้พิทักษ์ประชาธิปไตย" ทั้งในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และพฤษภา 2535 กรณีนี้ทำให้เกิดความหมายใหม่ของคำว่า "อยู่เหนือการเมือง" โดยมีพระราชอำนาจในการแทรกแซงการเมืองได้ในเวลาอันเหมาะสม ซึ่ง ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เรียกว่า "เป็นองค์กรรมการผู้ประสานงานรอยร้าวสูงสุดแห่งชาติ" คำถามคือใครคือผู้ตัดสินว่าเมื่อไรจะทรงแสดงบทบาทนั้น หรือให้เป็นไปตามพระบรมราชวินิจฉัย
  • ประวัติศาสตร์ของธรรมราชายุคสมัยใหม่ที่สะท้อนผ่านพระราชกรณียกิจ และตอกย้ำหลักทศพิธราชธรรมเพื่อเป็นเหตุผลสนับสนุนว่ากษัตริย์ไทยเป็น "ธรรมราชา" ทศพิธราชธรรมได้เขยิบจากหลักธรรมของพุทธราชา กลายเป็นหลักและธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญ

จอร์จ ออร์เวล เคยกล่าวไว้ "ถ้าควบคุมอดีตได้ ก็จะควบคุมอนาคตได้ ถ้าควบคุมปัจจุบันได้ ก็จะควบคุมอดีตได้" แต่ในทัศนะของนักประวัติศาสตร์ชาวไทยเห็นว่าการควบคุมอดีตยากขึ้นในภาวะที่ความทรงจำไม่ได้เป็นเพียงวัตถุหรือสิ่งก่อสร้างที่รื้อทำลายให้หายวับไปได้ แต่กลับโลดแล่นในปริมณฑลสาธารณะที่รัฐคุมไม่ได้ แถมมีผู้เข้าร่วมผลิตความทรงจำนับไม่ถ้วน

แฟลชม็อบ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนร่วมชุมนุม "แฟลชม็อบ" เพื่อต่อต้านรัฐบาล และเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง

"อนาคตจึงอยู่นอกเหนือจากการควบคุมโดยสมบูรณ์ การเชิดชูเฉลิมฉลองแบบประจบสอพลอฟุ้งเฟ้อเกินสมเหตุสมผล แล้วอาศัยความกลัวและกฎหมายอยุติธรรมบังคับความคิดกัน ไม่มีทางสร้างศรัทธาอย่างหนักแน่นและยืนยาวได้ เพราะคนรุ่นหลัง ๆ ไม่มีประสบการณ์หรือความทรงจำร่วม วัฒนธรรมประจบสอพลออย่างน่าสะอิดสะเอียน ลงท้ายแล้วจะก่อให้เกิดยุคเสื่อมสามานย์ของอารยธรรมไทย"

ทางเลือกสำหรับสังคมไทยที่เขาเสนอแม้ยากกว่า แต่เชื่อว่ามีอนาคตและยั่งยืนกว่า นั่นคือ เลิกเสพติดกับความคลั่งไคล้จนถลำลึกไปกว่านี้ เลิกอภิสิทธิ์สารพัดในนามของความมั่นคง สร้างการปกครองของกฎหมาย ทางเลือกนี้ยากกว่า แต่มีอนาคตและยั่งยืนกว่า

หวังให้คดีคณากร เป็นการสังเวยชีวิตครั้งสุดท้าย

ก่อนขึ้นเป็นองค์ปาฐกในวันนี้ ศ.ดร.ธงชัยยอมรับว่า เขาแทบหมดแรงเมื่อ 2 วันก่อนหลังทราบข่าวการปลิดชีพของนายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษา การนำเสนอวันนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความเศร้า สิ้นหวัง และโกรธทั่วแผ่นดินว่าความอยุติธรรมเกาะกินทุกวงการ กระทั่งสถาบันตุลาการอย่างรุนแรง สาระที่นำเสนอคงไม่สามารถบรรเทาความเศร้าและโกรธได้ แต่หวังว่านักวิชาการคนหนึ่ง งานวิชาการชิ้นหนึ่ง คงจะช่วยให้สังคมพอเข้าใจรากเหง้าของปัญหาบ้าง

เขาคาดหวังว่า การเสียชีวิตของผู้พิพากษารายนี้จะเป็น "คนสุดท้าย"

"ขอให้ผู้พิพากษาที่ดับชีวิตของตนสังเวยความอยุติธรรมของระบบกฎหมายและตุลาการจงเป็นคนสุดท้ายเถิด ประชาชนเหลืออดแล้วกับการแทรกแซงกระบวนการตุลาการเพื่อเป็นเครื่องมือของความมั่นคง และกับการที่สถาบันตุลาการ 'อยู่เป็น' ถวายตัวรับใช้รัฐอภิสิทธิ์ ถวายใจรับใช้ผู้ยิ่งใหญ่ แทนที่จะรับใช้ความยุติธรรม นิติรัฐแบบนี้ผิดและผิด และจะต้องยุติ พอกันที ประเทศไทยสังคมไทยต้องการการปกครองของกฎหมาย ไม่ใช่การปกครองของผู้ยิ่งใหญ่ด้วยกฎหมาย ไม่ใช่นิติอธรรมอย่างเด็ดขาด" ศ.ดร.ธงชัยกล่าวทิ้งท้ายคำปาฐกถาที่จบลงในเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง

กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยจัดกิจกรรมไว้อาลัยแด่ผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ ซึ่งยิงตัวเสียชีวิตที่บ้านพักใน จ.เชียงใหม่ เมื่อ 7 มี.ค. ณ ลานประติมากรรม มธ.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยจัดกิจกรรมไว้อาลัยแด่ผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ ซึ่งยิงตัวเสียชีวิตที่บ้านพักใน จ.เชียงใหม่ เมื่อ 7 มี.ค. ณ ลานประติมากรรม มธ.

การแสดงปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 17 จัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ที่อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี มธ. ศูนย์รังสิต ท่ามกลางมาตรการคัดกรองผู้ร่วมงานอย่างเข้มข้นเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19

เส้น

ธงชัยเล่า "ความปรารถนาที่ไม่เป็นจริง" ของ ศ.ดร.ป๋วย

ความสัมพันธ์ระหว่าง ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กับ ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล นอกเหนือจากความเป็น ครู-ศิษย์ ทั้งคู่ยังปรารถนาจะเห็นการสถาปนาประชาธิปไตยในสังคมไทย

โศกนาฏกรรม 6 ตุลา 2519 ทำให้ ธงชัย ในฐานะผู้นำนักศึกษาต้องตกเป็นจำเลย-ติดคุกร่วมกับเพื่อนนักศึกษาอีก 18 คน ส่วน ศ.ดร.ป๋วย ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี มธ. ทันทีในสายวันนั้นเพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สภามหาวิทยาลัยขอให้เขาเดินทางออกนอกประเทศทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทำร้ายจากฝ่ายขวา

จม.อ.ป๋วย

ที่มาของภาพ, Thongchai Winichakul

คำบรรยายภาพ, จดหมายฉบับนี้เขียนด้วยมือข้างซ้ายของ ศ.ดร.ป๋วย ตามคำเปิดเผยของบุตรชายเขา หลังฟื้นตัวจากภาวะเส้นเลือดในสมองแตก

ไม่กี่สัปดาห์หลังจากออกจากคุกเมื่อ 16 ก.ย. 2521 ธงชัยเขียนจดหมายถึง ศ.ดร.ป๋วย ก่อนได้รับจดหมายที่เขียนด้วยลายมือตอบกลับมา ลงวันที่ 21 ต.ค. 2521

เนื้อหาในจดหมายระบุว่า "ประชาธิปไตย เสรีภาพของประชาชน ความสันติสุขและผาสุกของประชาชน เป็นสิ่งที่ผมปรารถนา"

"ถึงแม้ผมจะหัวแข็งโต้แย้งกับอาจารย์ป๋วยซึ่ง ๆ หน้ามากกว่าหนึ่งครั้ง ต่อหน้าสาธารณชนก็มี แต่ ณ เวลาที่ได้รับจดหมายจากอาจารย์นั้นจนถึงวันนี้ ผมตระหนักดีว่า ผมได้กลับมาเรียนหนังสือและมีชีวิตปกติต่อมา ในขณะที่อาจารย์ป๋วยต้องประสบปัญหาสุขภาพเนื่องจากการทำงานหนักหลัง 6 ตุลา ผมเขียนจดหมายด้วยความสำนึกที่คงติดตัวผมจนวันตายเช่นนี้" ศ.ดร.ธงชัยเผยความในใจ

นอกจากจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของ ศ.ดร.ป๋วย ในวันนั้นอดีตผู้นำนักศึกษา 6 ตุลา ได้จดหมายของ จอน อึ๊งภากรณ์ บุตรชาย พร้อมกันเพื่อบอกเล่าเหตุผลที่อดีตอธิการบดี มธ. ปฏิเสธดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากธรรมศาสตร์ เนื่องจาก "ประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย และยังไม่มีความเป็นธรรมในสังคม"

อ. ป๋วย

ที่มาของภาพ, puey-ungpakorn.org

คำบรรยายภาพ, อ. ป๋วย อึ้งภากรณ์ ลงมาห้ามนักศึกษาให้เลิกชุมนุมประท้วงบริเวณลานโพธิ์ คณะศิลปศาสตร์ มธ. ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

กว่า 40 ปีผ่านไป ศ.ดร.ธงชัยบอกว่า น่าเสียใจที่เหตุผลของ ศ.ดร.ป่วยยังเป็นความจริงทุกข้อ แถมยังมีฆาตกรรมทางการเมืองกลางกรุงอีกหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีคนต้องรับผิดชอบสักครั้งเดียว ตอกย้ำว่าในสังคมไทย รัฐฆ่าคนได้ ไม่มีความผิด เพราะรัฐและกองทัพนิรโทษกรรมตัวเองได้ คนไทยจำใจต้อง "อยู่ให้เป็น" ต้องคิดแบบเดียวกับรัฐเท่านั้นจึงจะไม่เดือดร้อน อีกทางเลือกหนึ่งคืออยู่อย่างเงียบสนิท ส่วนคนที่ "อยู่ไม่เป็น" ก็มีชีวิตเสี่ยงคุก หรือจำต้องอยู่นอกประเทศ อย่างอาจารย์ป๋วย เป็นต้น

นิยาม ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ของศาตราภิชานแห่ง ม.วิสคอนซิน-แมดิสัน คือ ความซื่อสัตย์ ซึ่งไม่ใช่แค่ "ไม่โกงกิน" แต่ยังหมายถึง "ไม่ทรยศหลักการที่ยึดถือ"

"ท่านยอมงอไม่ได้ ขอ 'อยู่ไม่เป็น' ดีกว่า ถึงแม้ว่าจะทำให้ท่านอยู่ไม่ได้ก็ตาม ความสัตย์ประเภทนี้ต้องมีศรัทธาและมีความกล้าหาญที่จะรับผลของการไม่ยอมงอ ท่านคงปฏิเสธคำวิจารณ์ในหลายเรื่องไม่ได้เพราะท่านเป็นมนุษย์ปกติที่มีข้อดีข้ออ่อน แต่คงไม่มีใครสงสัยในความกล้าหาญของท่านที่จะไม่ยอมงอในยามวิกฤติ คุณสมบัติข้อนี้หาได้ยากเหลือเกินในประเทศไทยที่มีคน 'อยู่เป็น' เต็มแผ่นดิน" ศ.ดร.ธงชัยระบุ