ธงชัย วินิจจะกูล สำรวจ “ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย” เมื่อความมั่นคงของชาติก่อให้เกิด “สภาวะยกเว้นจนแทบจะเป็นปกติ”

ที่มาของภาพ, RACHAPHON RIANSIRI/BBC THAI
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
การแสดงปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในหัวข้อ "นิติรัฐอภิสิทธิ์และราชนิติธรรม: ประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของ Rule by Law แบบไทย" เมื่อ 9 มี.ค. ชี้ว่า วิกฤตการเมืองไทยในทศวรรษเศษที่ผ่านมา สะท้อนวิกฤตของ "Rule by Law แบบไทย" และมีการงดใช้ระบบกฎหมายปกติ สร้าง "สภาวะยกเว้น" ที่อยู่ภายใต้กฎอัยการศึก กฎหมายความมั่นคง หรือคำสั่งคณะรัฐประหาร
ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราภิชานภาควิชาประวัติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เล่าว่า เนื้อหาของปาฐกถานี้มาจากงานวิจัยว่าด้วย "ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย" ที่เขาใช้เวลานาน 2 ปี ก่อนตีพิมพ์เป็นหนังสือที่มีความหนากว่า 200 หน้า
ความสนใจประวัติศาสตร์กฎหมายของเขาเกิดขึ้น หลังพบเห็นความอยุติธรรมของกระบวนการยุติธรรมในห้วงที่ผ่านมา ก่อให้เกิดคำถามว่าอาจไม่ใช่ปัญหาที่ตัวบุคคล หรือปัญหาการเมืองชั่วคราว แต่เป็นปัญหาระบบกฎหมาย หรือปัญหาของนิติศาสตร์ไทยซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนักหน่วงยิ่งขึ้นในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา และหนักหน่วงเข้าไปใหญ่เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดครองอำนาจ
"ในการสร้างประชาธิปไตยของไทยที่ผ่านมา จะเห็นกระบวนการยุติธรรมถูกปู้ยี่ปู้ยำซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยคนมีอำนาจและปราศจากความละอาย" ศ.ดร.ธงชัยกล่าว
ในฐานะผู้วิจัย เขาไม่ยี่หระหากใครจะเรียกการศึกษาครั้งนี้เป็นการ "ชังชาติ" เพราะเห็นว่าคนไทยต้องกล้าจ้องมองความอยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา ไม่เฉพาะในสถาบันการศึกษาที่นักวิชาการมักอ้างเสรีภาพทางวิชาการ แต่ควรทำได้ในทุกตารางนิ้วของประเทศไทย รวมถึงเขตทหารด้วย เพราะความยุติธรรมเป็นสิ่งที่ทุกคนพึงได้รับ
ไม่มีเนื้อหานี้
ดูเพิ่มเติมที่ Facebookบีบีซี. บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาของเว็บไซต์ภายนอก. นโยบายของเราเรื่องการเชื่อมต่อไปยังลิงก์ภายนอก.สิ้นสุด Facebook โพสต์
"Rule of Law" VS "Rule by Law"
ศ.ดร.ธงชัยเริ่มต้นด้วยการชวนผู้ฟังพิจารณาความแตกต่างของคำว่า "Rule of Law" การปกครองของกฎหมาย ซึ่งในภาษาไทยมักใช้คำว่านิติธรรม กับ "Rule by Law" การปกครองด้วยกฎหมาย ก่อนชี้ว่าการปกครองของกฎหมายเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของการสร้างประชาธิปไตย แต่นับจากวิกฤตการเมืองปี 2549 บทบาทของสถาบันตุลาการและองค์กรอิสระด้านความยุติธรรมที่ควรทำหน้าที่เป็น "กรรมการ" กลับกลายเป็น "ผู้เล่นการเมืองคนสำคัญจนน่าเกลียด"

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
คำถามหลักของงานวิจัยชิ้นนี้คือ ในเมื่อนิติศาสตร์และการปกครองของกฎหมายแบบบรรทัดฐานก่อตัวขึ้นในบริบทของประวัติศาสตร์ยุโรปตะวันตก ขณะที่นิติศาสตร์และระบบกฎหมายสมัยใหม่ของไทยอยู่ในอีกบริบทหนึ่ง อะไรคือลักษณะเฉพาะของนิติศาสตร์แบบไทย และคุณสมบัติที่ผิดแผกไปเป็นผลผลิตทางประวัติศาสตร์อย่างไร
ข้อค้นพบของเขาคือ นิติศาสตร์สมัยใหม่ของไทยเกิดขึ้นในบริบทสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และภาวะกึ่งอาณานิคม ทำให้มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว
ที่มา : บีบีซีไทยสรุปความจากคำกล่าวปาฐกถาของ ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2663 ทั้งนี้ "นิติศาสตร์แบบบรรทัดฐาน" หมายถึงสิ่งที่สากลยอมรับและโลกถือเป็นมาตรฐาน
ในทัศนะของ ศ.ดร.ธงชัย การปฏิรูปกฎหมายสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในรัชกาลที่ 5 แท้จริงแล้วคือ "เครื่องมือปรับปรุงรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้เป็นรัฐที่ปกครองด้วยกฎหมาย" โดยรัฐบาลสยามได้ว่าจ้างชาวต่างประเทศมาปรับปรุงกฎหมายให้ได้มาตรฐาน ใช้เวลายกร่างนานกว่า 10 ปีก่อนได้กฎหมายฉบับแรกคือกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 (พ.ศ. 2451) และยังจัดทำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่าง ๆ จนเสร็จ ทำให้สยามสามารถยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตได้เอกราชทางศาลคืนในปี พ.ศ. 2481
กองทัพคือ "ชนชั้นศักดินาแบบใหม่ในเครื่องแบบ"
หากพิจารณาประวัติศาสตร์ตามแบบฉบับจะถือว่าการยกเลิกไพร่ทาส การจัดตั้งกองทัพซึ่งราษฎรชายล้วนเป็นทหารเหมือนกัน และกฎหมายสมัยใหม่เป็นการยืนยันว่าราษฎรทุกคนเสมอภาคกันเบื้องหน้าของกฎหมาย มีสิทธิเท่าเทียมกันในสายตาของกฎหมาย ทว่าในสายตาของนักวิจัยอย่าง ศ.ดร.ธงชัย หาได้เป็นเช่นนั้นไม่
เขาชี้ว่า กองทัพเป็นสถาบันที่สะท้อนระเบียบความสัมพันธ์ของคนในวัฒนธรรมศักดินาแบบใหม่ กล่าวคือ ราษฎรเสมอภาคกันภายใต้อำนาจและบารมีของนายพล อาจกล่าวได้ว่าไม่ใช่แค่ผู้บังคับบัญชา แต่เป็น "ชนชั้นศักดินาใหม่ในเครื่องแบบ" ส่วนผู้ใต้บังคับบัญชาก็เป็น "ไพร่แบบใหม่" และเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมการยกเลิกการเกณฑ์ทหารถึงไม่เกิดขึ้น เพราะการมีคนรับใช้เป็นรูปธรรมที่ยืนยันถึงความเป็นมูลนายของนายพล และเป็นเหตุผลด้วยว่าทำไมนายพลถึงมีจำนวนมาก นี่เป็นเรื่องอภิสิทธิ์ล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับกิจการทหารแต่อย่างใด
ขณะเดียวกันนักนิติศาสตร์บางส่วนยังเชื่อว่าผลของการปฏิรูปกฎหมายได้ก่อให้เกิด "นิติศาสตร์ที่สนับสนุนระบอบเผด็จการ" และทำให้แนวคิดสำนักกฎหมายบ้านเมืองได้รับการสืบต่อมายาวนาน และฝ่ายตุลาการก็ใช้เหตุผลนี้เพื่อรับรองการปฏิวัติรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่า โดยอธิบายว่าเมื่อก่อรัฐประหารสำเร็จแล้วย่อมเป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจออกกฎหมายได้ ซึ่งไม่ใช่หลักกฎหมายสากล แต่เป็นแบบไทย ๆ ศ.ดร.ธงชัยจึงเสนอว่าสำนักกฎหมายบ้านเมืองเป็นเสื้อคลุมฝรั่งที่สามารถสวมทับนิติศาสตร์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสยามได้พอดิบพอดี
ความมั่นคงของชาติก่อให้เกิด "สภาวะยกเว้น"
แล้วอะไรคือมรดกกฎหมายของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คำตอบของ ศ.ดร.ธงชัยคือ นิติรัฐแบบรัฐมีอภิสิทธิ์ และนิติธรรมที่อิงกับพุทธและธรรมราชา
เริ่มต้นที่ "นิติรัฐแบบรัฐมีอภิสิทธิ์" คือระบบกฎหมายที่ให้อภิสิทธิ์แก่รัฐใช้อำนาจละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและทรัพย์สินเอกชนได้ด้วยข้ออ้างเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ที่มาของภาพ, Str/BBC Thai
เขาอธิบายว่า "อภิสิทธิ์ของรัฐ" ไม่ใช่แค่เรื่อง "คนมีเส้น" แต่เป็นการใช้ข้ออ้างว่า "เพื่อประโยชน์ของสาธารณะ และความมั่นคงของชาติ" ก่อให้เกิดอภิสิทธิ์กับกองทัพ ถึงขนาดที่รัฐบาลพลเรือนไม่กล้ายุ่งกับงบทหาร การแต่งตั้งโยกย้ายของบิ๊กนั่นบิ๊กนี่
นอกจากนี้ความมั่นคงของชาติยังก่อให้เกิด "สภาวะยกเว้น" โดยสามารถใช้กฎหมายพิเศษได้ในภาวะไม่ปกติ เช่น ภาวะฉุกเฉิน รัฐธรรมนูญชั่วคราว กฎอัยการศึก คำสั่งคณะรัฐประหาร เป็นผลให้คณะรัฐประหารและกองทัพอยู่เหนือกฎหมายปกติ เหนือรัฐธรรมนูญ และเหนือตุลาการ แถมไม่ต้องรับผิดชอบในการกระทำของตน ถ้าคณะรัฐประหารฉลาดพอก็จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตัวเองทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตแบบที่ คสช. ทำ
"อาจสรุปได้ว่าประเทศไทยอยู่ภายใต้สภาวะยกเว้นจนแทบจะเป็นปกติ และการอยู่ภายใต้กฎหมายปกติแทบจะเป็นข้อยกเว้น" ศ.ดร.ธงชัยระบุ
ย้อนคดีหมิ่นธงชาติ ตั้งคำถาม "ใครเพี้ยน"
อย่างไรก็ตามความมั่นคงของชาติมีนิยามที่ลื่นไหลตามทัศนะของ ศ.ดร.ธงชัย เพราะเป็นไปตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจ และกินความครอบคลุมชีวิตประจำวันของผู้คน
หนึ่งในคดีความที่พิสูจน์ความลื่นไหล-ไร้สาระที่เกิดขึ้นในนามความมั่นคงของชาติ ที่เขาหยิบยกมาเล่าคือ คดีที่นายแผน เรืองคำ ซื้อถุงเท้าที่ปักรูปธงชาติเล็ก ๆ มาสวมใส่แล้วเดินออกไปในพื้นที่สาธารณะ ก่อนถูกจับกุมและส่งฟ้องในคดีดูหมิ่นธงชาติ ตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 118 เหตุเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2496 โดยเจ้าตัวรับสารภาพว่าใส่จริง แต่ไม่รู้ว่ามีธงชาติปักอยู่ และไม่มีเจตนาดูหมิ่นธงชาติ
- อัยการ สั่งฟ้องโดยขอให้ศาลให้ลงโทษสูงสุดด้วยการสั่งจำคุก 3 เดือน ปรับ 200 บาท และยึดถุงเท้า
- ศาลชั้นต้น ตีความว่าความผิดน่าเป็นความผิดผู้ผลิตถุงเท้า ผู้สวมใส่ไม่มีเจตนา ตัดสินให้ปล่อยตัวและคืนถุงเท้า
- ศาลอุทธรณ์ ตัดสินว่ามีความผิดและสั่งให้ยึดถุงเท้า
- ศาลฎีกา ตัดสินว่าผู้ผลิตถุงเท้ามีความผิด ผู้สวมใส่ไม่มีเจตนา ให้ปล่อยตัวและคืนถุงเท้า

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukhrang/BBC Thai
หลังเล่าจบ ศ.ดร.ธงชัยตั้งคำถามว่ารู้สึกไหมว่าคดีนี้เพี้ยน และใครกันที่เพี้ยน หรือทุกอย่างเพี้ยน แล้วนายแผนจะเก็บถุงเท้าไว้ได้หรือไม่ มีความผิดหรือไม่ หรือถ้านำไปเผาจะมีความผิดหรือไม่
"ถ้าเขา (นายแผน) ชักธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาพร้อมกันทั้ง 2 ข้างจะถือเป็นความผิดหรือไม่ ตอนผมอ่านข่าวเรื่องธงดำ ผมอยากจะบอกนิสิตจุฬาฯ ให้ไปหาถุงเท้าของนายแผนให้เจอและชักขึ้นสู่ยอดเสา" และเสริมว่า การตีความผิดเพี้ยนไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เพราะมโนทัศน์เรื่องความมั่นคงในสภาวะยกเว้นทำให้ต้องงดใช้สามัญสำนึกด้วย สามัญสำนึกหายไปหมด
เขาสรุปว่า คดีถุงเท้าของนายแผนเตือนสังคมไทยว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายมั่นคงที่เป็น "สภาวะยกเว้นอย่างถาวร"
เช่นเดียวกับคดีซ้อมทรมานที่เป็นเหตุให้ผู้พิพากษาฆ่าตัวตายเมื่อ 2 วันก่อน ซึ่ง ศ.ดร.ธงชัยระบุว่านี่คือ "พิษของกฎหมายมั่นคง" และ "พิษของการปล่อยให้กฎหมายมั่นคงอยู่ในปริมณฑลปกติ เพราะเชื่อว่าประเทศชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ตกอยู่ภายใต้การคุกคามได้ตลอด"
นิรโทษกรรมคณะรัฐประหารคือ "อภิสิทธิ์ที่อัปลักษณ์ที่สุด"
หนึ่งในเอกลักษณ์ของระบบกฎหมายไทยคือ "อภิสิทธิ์ปลอดพ้นความผิด" ซึ่ง ศ.ดร.ธงชัยชี้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของการสร้างรัฐไทย อย่างน้อยนับแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา มีทั้งแบบแอบแฝง เช่น การใช้เส้นสาย, การมีนโยบายหรือใบสั่งผู้มีอำนาจแบบเงียบ ๆ เพื่อบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม และแบบโจ๋งครึ่ม ทำให้คดีหายไปเฉย ๆ เช่น คดีฆาตกรรมสองนักกิจกรรมการเมืองก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519, การนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ทั้งหมด ทำให้ความผิดเจ้าหน้าที่รัฐหายไปเฉย ๆ, การปกปิดรายงานในเหตุการณ์พฤษภา 2535, การไม่ต้องสอบสวนหาผู้กระทำผิดในเหตุการณ์พฤษภา 2553 ที่มีผู้เสียชีวิต 92 ราย

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Image
"อภิสิทธิ์ที่อัปลักษณ์ที่สุดคือกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเองหลังรัฐประหาร เพราะเป็นอภิสิทธิ์ของกบฏที่รับรองโดยตุลาการ ถือเป็นการสมรู้ร่วมทำความผิดระดับสูงที่พึงเกิดขึ้นได้ในรัฐ ๆ หนึ่ง" ศ.ดร.ธงชัยกล่าว
สำรวจฐานรากของ "ราชนิติธรรม" ในครึ่งทศวรรษ
ส่วนนิยาม "ราชนิติธรรม" ของเขาหมายถึงหลักกฎหมายของไทยที่ถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นหลักสูงสุดของกฎหมายและความยุติธรรม มิใช่รัฐธรรมนูญหรือรัฐสภาดังที่ถือกันเป็นบรรทัดฐานทางสากล ราชนิติธรรมได้รับการส่งเสริมขนานใหญ่ในครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ท่ามกลางการเมืองแบบกษัตริย์นิยม และวัฒนธรรมหลงใหลคลั่งไคล้เจ้า ค้ำจุนด้วยประวัติศาสตร์แบบราชานิตินิยม และความคิดว่าด้วยธรรมราชา
ประวัติศาสตร์ที่เป็นฐานของราชนิติธรรมในทัศนะของ ศ.ดร.ธงชัย มี 4 ประการ ดังนี้
- ในจารีตกฎหมายเดิม พระมหากษัตริย์คือผู้ทรงความยุติธรรมสูงสุด แต่ไม่ใช้อำนาจบัญญัติกฎหมาย
- หลัง 2475 อำนาจอธิปไตยยังเป็นของพระมหากษัตริย์ ตามคำอธิบายของนักกษัตริย์นิยม แต่ได้พระราชทานให้คณะราษฎรเพื่อเริ่มระบอบใหม่
- บทบาทผู้ของพระมหากษัตริย์ในการเมืองยุคใกล้ ในฐานะ "ผู้พิทักษ์ประชาธิปไตย" ทั้งในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และพฤษภา 2535 กรณีนี้ทำให้เกิดความหมายใหม่ของคำว่า "อยู่เหนือการเมือง" โดยมีพระราชอำนาจในการแทรกแซงการเมืองได้ในเวลาอันเหมาะสม ซึ่ง ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เรียกว่า "เป็นองค์กรรมการผู้ประสานงานรอยร้าวสูงสุดแห่งชาติ" คำถามคือใครคือผู้ตัดสินว่าเมื่อไรจะทรงแสดงบทบาทนั้น หรือให้เป็นไปตามพระบรมราชวินิจฉัย
- ประวัติศาสตร์ของธรรมราชายุคสมัยใหม่ที่สะท้อนผ่านพระราชกรณียกิจ และตอกย้ำหลักทศพิธราชธรรมเพื่อเป็นเหตุผลสนับสนุนว่ากษัตริย์ไทยเป็น "ธรรมราชา" ทศพิธราชธรรมได้เขยิบจากหลักธรรมของพุทธราชา กลายเป็นหลักและธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญ
จอร์จ ออร์เวล เคยกล่าวไว้ "ถ้าควบคุมอดีตได้ ก็จะควบคุมอนาคตได้ ถ้าควบคุมปัจจุบันได้ ก็จะควบคุมอดีตได้" แต่ในทัศนะของนักประวัติศาสตร์ชาวไทยเห็นว่าการควบคุมอดีตยากขึ้นในภาวะที่ความทรงจำไม่ได้เป็นเพียงวัตถุหรือสิ่งก่อสร้างที่รื้อทำลายให้หายวับไปได้ แต่กลับโลดแล่นในปริมณฑลสาธารณะที่รัฐคุมไม่ได้ แถมมีผู้เข้าร่วมผลิตความทรงจำนับไม่ถ้วน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
"อนาคตจึงอยู่นอกเหนือจากการควบคุมโดยสมบูรณ์ การเชิดชูเฉลิมฉลองแบบประจบสอพลอฟุ้งเฟ้อเกินสมเหตุสมผล แล้วอาศัยความกลัวและกฎหมายอยุติธรรมบังคับความคิดกัน ไม่มีทางสร้างศรัทธาอย่างหนักแน่นและยืนยาวได้ เพราะคนรุ่นหลัง ๆ ไม่มีประสบการณ์หรือความทรงจำร่วม วัฒนธรรมประจบสอพลออย่างน่าสะอิดสะเอียน ลงท้ายแล้วจะก่อให้เกิดยุคเสื่อมสามานย์ของอารยธรรมไทย"
ทางเลือกสำหรับสังคมไทยที่เขาเสนอแม้ยากกว่า แต่เชื่อว่ามีอนาคตและยั่งยืนกว่า นั่นคือ เลิกเสพติดกับความคลั่งไคล้จนถลำลึกไปกว่านี้ เลิกอภิสิทธิ์สารพัดในนามของความมั่นคง สร้างการปกครองของกฎหมาย ทางเลือกนี้ยากกว่า แต่มีอนาคตและยั่งยืนกว่า
หวังให้คดีคณากร เป็นการสังเวยชีวิตครั้งสุดท้าย
ก่อนขึ้นเป็นองค์ปาฐกในวันนี้ ศ.ดร.ธงชัยยอมรับว่า เขาแทบหมดแรงเมื่อ 2 วันก่อนหลังทราบข่าวการปลิดชีพของนายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษา การนำเสนอวันนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความเศร้า สิ้นหวัง และโกรธทั่วแผ่นดินว่าความอยุติธรรมเกาะกินทุกวงการ กระทั่งสถาบันตุลาการอย่างรุนแรง สาระที่นำเสนอคงไม่สามารถบรรเทาความเศร้าและโกรธได้ แต่หวังว่านักวิชาการคนหนึ่ง งานวิชาการชิ้นหนึ่ง คงจะช่วยให้สังคมพอเข้าใจรากเหง้าของปัญหาบ้าง
เขาคาดหวังว่า การเสียชีวิตของผู้พิพากษารายนี้จะเป็น "คนสุดท้าย"
"ขอให้ผู้พิพากษาที่ดับชีวิตของตนสังเวยความอยุติธรรมของระบบกฎหมายและตุลาการจงเป็นคนสุดท้ายเถิด ประชาชนเหลืออดแล้วกับการแทรกแซงกระบวนการตุลาการเพื่อเป็นเครื่องมือของความมั่นคง และกับการที่สถาบันตุลาการ 'อยู่เป็น' ถวายตัวรับใช้รัฐอภิสิทธิ์ ถวายใจรับใช้ผู้ยิ่งใหญ่ แทนที่จะรับใช้ความยุติธรรม นิติรัฐแบบนี้ผิดและผิด และจะต้องยุติ พอกันที ประเทศไทยสังคมไทยต้องการการปกครองของกฎหมาย ไม่ใช่การปกครองของผู้ยิ่งใหญ่ด้วยกฎหมาย ไม่ใช่นิติอธรรมอย่างเด็ดขาด" ศ.ดร.ธงชัยกล่าวทิ้งท้ายคำปาฐกถาที่จบลงในเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
การแสดงปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 17 จัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ที่อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี มธ. ศูนย์รังสิต ท่ามกลางมาตรการคัดกรองผู้ร่วมงานอย่างเข้มข้นเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19

ธงชัยเล่า "ความปรารถนาที่ไม่เป็นจริง" ของ ศ.ดร.ป๋วย
ความสัมพันธ์ระหว่าง ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กับ ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล นอกเหนือจากความเป็น ครู-ศิษย์ ทั้งคู่ยังปรารถนาจะเห็นการสถาปนาประชาธิปไตยในสังคมไทย
โศกนาฏกรรม 6 ตุลา 2519 ทำให้ ธงชัย ในฐานะผู้นำนักศึกษาต้องตกเป็นจำเลย-ติดคุกร่วมกับเพื่อนนักศึกษาอีก 18 คน ส่วน ศ.ดร.ป๋วย ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี มธ. ทันทีในสายวันนั้นเพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สภามหาวิทยาลัยขอให้เขาเดินทางออกนอกประเทศทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทำร้ายจากฝ่ายขวา

ที่มาของภาพ, Thongchai Winichakul
ไม่กี่สัปดาห์หลังจากออกจากคุกเมื่อ 16 ก.ย. 2521 ธงชัยเขียนจดหมายถึง ศ.ดร.ป๋วย ก่อนได้รับจดหมายที่เขียนด้วยลายมือตอบกลับมา ลงวันที่ 21 ต.ค. 2521
เนื้อหาในจดหมายระบุว่า "ประชาธิปไตย เสรีภาพของประชาชน ความสันติสุขและผาสุกของประชาชน เป็นสิ่งที่ผมปรารถนา"
"ถึงแม้ผมจะหัวแข็งโต้แย้งกับอาจารย์ป๋วยซึ่ง ๆ หน้ามากกว่าหนึ่งครั้ง ต่อหน้าสาธารณชนก็มี แต่ ณ เวลาที่ได้รับจดหมายจากอาจารย์นั้นจนถึงวันนี้ ผมตระหนักดีว่า ผมได้กลับมาเรียนหนังสือและมีชีวิตปกติต่อมา ในขณะที่อาจารย์ป๋วยต้องประสบปัญหาสุขภาพเนื่องจากการทำงานหนักหลัง 6 ตุลา ผมเขียนจดหมายด้วยความสำนึกที่คงติดตัวผมจนวันตายเช่นนี้" ศ.ดร.ธงชัยเผยความในใจ
นอกจากจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของ ศ.ดร.ป๋วย ในวันนั้นอดีตผู้นำนักศึกษา 6 ตุลา ได้จดหมายของ จอน อึ๊งภากรณ์ บุตรชาย พร้อมกันเพื่อบอกเล่าเหตุผลที่อดีตอธิการบดี มธ. ปฏิเสธดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากธรรมศาสตร์ เนื่องจาก "ประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย และยังไม่มีความเป็นธรรมในสังคม"

ที่มาของภาพ, puey-ungpakorn.org
กว่า 40 ปีผ่านไป ศ.ดร.ธงชัยบอกว่า น่าเสียใจที่เหตุผลของ ศ.ดร.ป่วยยังเป็นความจริงทุกข้อ แถมยังมีฆาตกรรมทางการเมืองกลางกรุงอีกหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีคนต้องรับผิดชอบสักครั้งเดียว ตอกย้ำว่าในสังคมไทย รัฐฆ่าคนได้ ไม่มีความผิด เพราะรัฐและกองทัพนิรโทษกรรมตัวเองได้ คนไทยจำใจต้อง "อยู่ให้เป็น" ต้องคิดแบบเดียวกับรัฐเท่านั้นจึงจะไม่เดือดร้อน อีกทางเลือกหนึ่งคืออยู่อย่างเงียบสนิท ส่วนคนที่ "อยู่ไม่เป็น" ก็มีชีวิตเสี่ยงคุก หรือจำต้องอยู่นอกประเทศ อย่างอาจารย์ป๋วย เป็นต้น
นิยาม ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ของศาตราภิชานแห่ง ม.วิสคอนซิน-แมดิสัน คือ ความซื่อสัตย์ ซึ่งไม่ใช่แค่ "ไม่โกงกิน" แต่ยังหมายถึง "ไม่ทรยศหลักการที่ยึดถือ"
"ท่านยอมงอไม่ได้ ขอ 'อยู่ไม่เป็น' ดีกว่า ถึงแม้ว่าจะทำให้ท่านอยู่ไม่ได้ก็ตาม ความสัตย์ประเภทนี้ต้องมีศรัทธาและมีความกล้าหาญที่จะรับผลของการไม่ยอมงอ ท่านคงปฏิเสธคำวิจารณ์ในหลายเรื่องไม่ได้เพราะท่านเป็นมนุษย์ปกติที่มีข้อดีข้ออ่อน แต่คงไม่มีใครสงสัยในความกล้าหาญของท่านที่จะไม่ยอมงอในยามวิกฤติ คุณสมบัติข้อนี้หาได้ยากเหลือเกินในประเทศไทยที่มีคน 'อยู่เป็น' เต็มแผ่นดิน" ศ.ดร.ธงชัยระบุ










