ประชาชนปลดแอก: กระแสความนิยมหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เกี่ยวพันอย่างไรกับการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย

students are reading books

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, วัชชิรานนท์ ทองเทพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ผลพวงแห่งรัฐประหารเมื่อปี 2557 ได้ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับ "ประชาธิปไตย" ในหมู่คนรุ่นใหม่ ความพยายามที่จะเข้าใจและหาคำตอบของพวกเขา ทำให้ในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา หนังสือแนวประวัติศาสตร์การเมือง วิพากษ์สังคม และสถาบันกษัตริย์ กลับมาได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เจ้าของสำนักพิมพ์หลายรายเปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าในช่วงที่ผ่านมาคนรุ่นใหม่ตื่นตัวในการอ่านหนังสือประเภทนี้เพิ่มขึ้นเท่าตัว น่าจะเป็นเพราะคนรุ่นนี้ต้องการหาคำตอบและทำความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม นอกจากนี้ยังนำความรู้มาปรับใช้ในการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยอีกด้วย

ด้านนักวิชาการผู้ศึกษานักเรียนนักศึกษาที่ร่วมชุมนุมทางการเมืองในแฟลชม็อบให้ข้อมูลว่านักเรียนมัธยมสนใจอ่านหนังสือเกี่ยวกับกษัตริย์ศึกษา ประวัติศาสตร์การเมืองเปรียบเทียบระหว่างประเทศ และกลุ่มที่วิพากษ์ กลไกรัฐมากกว่านักศึกษามหาวิทยาลัย ซึ่ง "เป็นเรื่องน่าประหลาดใจ" และหนังสือเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาเข้าร่วมการชุมนุม

พล.อ.ประยุทธ์ คือ แรงบันดาลใจ

"จูดี้" นักศึกษาผู้ริเริ่มกิจกรรม "วิ่งแฮมทาโร" หนึ่งในกิจกรรมแฟลชม็อบที่จัดขึ้นช่วงเดือน ก.ค.- ส.ค. เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่าเธอเริ่มสนใจการเมืองและเริ่มอ่านหนังสือแนวการเมืองมาตั้งแต่ช่วงเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หรือประมาณปี 2558 โดยเริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า ทำไมจึงมีคนวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังจากขึ้นสู่อำนาจด้วยการรัฐประหาร

ภาพคนชูตุ๊กตาการ์ตูน แฮมทาโร่

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, "จูดี้" คือ นักศึกษาผู้ริเริ่มกิจกรรม "วิ่งแฮมทาโร" หนึ่งในกิจกรรมแฟลชม็อบที่จัดขึ้นช่วงเดือน ก.ค.- ส.ค.

นักศึกษาปีที่ 2 จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาธรรมศาสตร์ ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อจริงเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้เธอและครอบครัวเคยเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองกับคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ก่อนการรัฐประหารในปี 2557

ช่วงนั้นเองที่ทำให้เธอเริ่มศึกษาค้นคว้าเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองไทยมากขึ้น เพราะสิ่งที่อยู่ในหนังสือเรียนมีเพียงประวัติศาสตร์ที่ไกลตัว แต่เมื่อได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก็พบว่า ในการเมืองไทยก็มีเหตุรุนแรงโหดร้ายไม่ต่างจากเรื่องราวในหนังสือเล่มโปรดของเธออย่าง บันทึกลับของ แอนน์ แฟรงค์ ที่เล่าถึงการเอาตัวรอดในยุคที่นาซีจัดการฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและกวาดล้างชาวยิวในเยอรมนี

หนังสือเล่มโปรดของเธอยังมีอีกหลายเรื่อง เช่น นิยายภาพเรื่อง ตาสว่าง ซึ่งเป็นการดัดแปลงจากเหตุการณ์จริง โดยใช้ฉากหลักเป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่ทศวรรษ 2520 - 2550 เล่าเรื่อง และหนังสือเรื่อง ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย เขียนโดยนักประวัติศาสตร์คริส เบเคอร์ และนักเศรษฐศาสตร์การเมือง ผาสุก พงษ์ไพจิตร

จูดี้สรุปเหตุผลที่เธอเลือกอ่านหนังสือเหล่านี้ว่า เพื่อตอบคำถามที่เกิดขึ้นในสังคมและให้เข้าใจสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

"ไม่อยากให้รู้ ยิ่งอยากรู้"

วชิรวิทย์ เทศศรีเมือง หนึ่งในนักศึกษาผู้จัดกิจกรรม "ขอนแก่นพอกันที" เป็นอีกคนหนึ่งที่สนใจการเมืองตั้งแต่เด็ก เขาเคยตามญาติมาร่วมกิจกรรมทางการเมืองและอ่านหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองตั้งแต่ช่วงเรียนชั้นมัธยมปลาย

วชิรวิทย์ เทศศรีเมือง
คำบรรยายภาพ, วชิรวิทย์ยอมรับว่า การอยู่ต่างจังหวัดทำให้การเข้าถึงแหล่งข้อมูลอย่างหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย ใน จ.ขอนแก่นมีร้านหนังสือที่จำหน่ายหนังสือประเภทนี้เพียง 2 แห่งเท่านั้น

สิ่งที่เขาพบคือประวัติศาสตร์ที่สอนในโรงเรียนไม่ได้กล่าวถึงช่วงเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎรมากนัก แต่กลับเน้นหนักเรื่องประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัยและอยุธยา จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่าแล้วเกิดอะไรขึ้นใน "ช่วงเวลาที่หายไป" จากตำราเรียน

"หรือว่าเขาไม่อยากให้รู้ ผมก็เลยยิ่งอยากจะรู้" นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นกล่าว

วชิรวิทย์ยอมรับว่า การอยู่ต่างจังหวัดทำให้การเข้าถึงแหล่งข้อมูลอย่างหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย ใน จ.ขอนแก่นมีร้านหนังสือที่จำหน่ายหนังสือประเภทนี้เพียง 2 แห่งเท่านั้น และมีหนังสือให้เลือกไม่มากนัก เขาจึงมักเดินทางเข้ามาหาซื้อหนังสือในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะช่วงที่มีงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ

เขาเล่าถึงวิธีการเลือกซื้อหนังสือว่าจะเลือกจากประเด็นที่สนใจมากกว่าดูที่ผู้เขียน หนังสือที่เขาซื้อล่าสุดมีเช่น เรื่อง รัฐธรรมนูญ โดย ปิยบุตร แสงกนกกุล และออกนอกขนบประวัติศาสตร์ไทย โดย ธงชัย วินิจจะกูล และ ลงเรือแป๊ะ ที่เขียนโดยวิษณุ เครืองาม

จากโลกทวิตเตอร์สู่โลกหนังสือ

การลงพื้นที่เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์นักเรียนนักศึกษาที่ร่วมการชุมนุมทั่วประเทศราว 70-80 คน ทำให้ ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พบข้อมูลที่ทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจถึงความเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนรุ่นใหม่จากอิทธิพลของการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างทวิตเตอร์

ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล

ที่มาของภาพ, Watchiranont Thongtep/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, นักวิชาการรายนี้ระบุว่าโลกทวิตเตอร์ได้ชักชวนให้เด็กมัธยมอ่านหนังสือทั้งหนังสือนอกตำราเรียน ทั้งหนังสือเล่มและอีบุ๊กที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา "ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่เซอร์ไพรส์ (ประหลาดใจ) มาก"

เธออธิบายว่า ความตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ที่ผู้ใหญ่คิดว่าเกิดจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์โดยเฉพาะทวิตเตอร์นั้นเป็นจริงเพียงส่วนหนึ่ง แต่ความสนใจเรื่องสังคมการเมืองของเด็กส่วนใหญ่มีจุดเริ่มต้นมาจากปัญหาที่พวกเขาเผชิญกันเอง เช่น เด็กมัธยมปลายก็จะไม่พอใจกับระบบการเรียนการสอนที่ไม่ตอบสนองต่อความคาดหวังของพวกเขา ส่วนกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยก็จะพูดถึงเรื่องโครงสร้างทางการเมืองที่ไม่เปิดโอกาสให้เขามีส่วนในการตัดสินใจในนโยบายต่าง ๆ พวกเขาจึงเข้าสู่โลกทวิตเตอร์เพื่อแสดงความเห็นและแสวงหาคำตอบ

นักวิชาการรายนี้ระบุว่าโลกทวิตเตอร์ได้ชักชวนให้เด็กมัธยมอ่านหนังสือทั้งหนังสือนอกตำราเรียน ทั้งหนังสือเล่มและอีบุ๊กที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา "ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่เซอร์ไพรส์ (ประหลาดใจ) มาก"

ในการลงพื้นที่สัมภาษณ์นักเรียนนักศึกษาในที่ชุมนุม ผศ.ดร.กนกรัตน์ถามพวกเขาด้วยว่าสื่อประเภทไหนที่มีผลต่อความคิดของเขา ทุกคนตอบตรงกันว่า "สื่อออนไลน์" เมื่อถามต่อว่า "แล้วหนังสือมีผลหรือไม่" เด็กเกิน 50% ตอบว่า "มีผล"

4 ชุดหนังสือที่วัยรุ่นไทยกำลังสนใจมีอะไรบ้าง

หนังสือ 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่ (1984) ของจอร์จ ออร์เวลล์ ยังเป็นที่พูดถึงในปัจจุบัน ของผู้ที่สนใจการเมือง จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สมมติ

จากการศึกษาความสนใจทางการเมืองของคนรุ่นใหม่เพิ่มเติม ผศ.ดร. กนกรัตน์พบว่าหนังสือที่พวกเขาสนใจอ่านนั้นมีเนื้อหาหลัก ๆ 4 กลุ่ม ได้แก่

1.ชุดหนังสือที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของไทย โดยเฉพาะเหตุการณ์สำคัญ ๆ ช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 เหตุการณ์ 14 ตุลาและ 6 ตุลา

2.ชุดหนังสือที่เกี่ยวกับรัฐวิพากษ์ ที่วิพากษ์วิจารณ์กลไกรัฐไทย ไม่ว่าจะเป็นตุลาการ ทหาร หรือระบบราชการ

3.ชุดหนังสือเกี่ยวกับกษัตริย์ศึกษา หนังสือที่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ทั้งในและต่างประเทศ

4.ชุดหนังสือประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ เป็นการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองและสังคมในประเทศอื่น ๆ

การนำเสนอประเด็นเหล่านี้โดยสำนักข่าวออนไลน์ต่าง ๆ ของไทยไม่ว่าจะเป็น The Standard, The Matter, Echo, 101 และบีบีซีไทย หรือเพจเฟซบุ๊กด้านการศึกษา ซึ่งมีรูปแบบการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย ยิ่งช่วยกระพือความสนใจในเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์การเมืองในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชักชวนกันไปหาหนังสืออ่านเพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ชั้นหนังสือ

ที่มาของภาพ, Watchiranont Thongtep/BBC Thai

นอกจากนี้ นักวิชาการรายนี้ยังพบว่าในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา "สื่อกระดาษ" ก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะสำนักพิมพ์ทางเลือกที่พยายามนำเสนอเนื้อหาวิชาการกับคนรุ่นใหม่ อย่างเช่น สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน สำนักพิมพ์บุ๊คสเคป และสำนักพิมพ์ อิลูมิเนชั่น อีดิชั่นส์

ผศ.ดร.กนกรัตน์เล่าให้ฟังอีกว่าหนังสือที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เธอสำรวจความคิดเห็นมีหลายเล่ม เช่น สามัญสำนึก ของโธมัส เพน ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การปฏิวัติอเมริกา การเมืองแบบเปรียบเทียบ กษัตริย์ศึกษา และรัฐวิพากษ์ โดยนักอ่านรุ่นใหม่เห็นตรงกันว่าสอดคล้องกับสถานการณ์ในเมืองไทยมาก

Thai News Pix
4 ชุดหนังสือที่วัยรุ่นไทยกำลังสนใจมีอะไรบ้าง

  • 1.ชุดประวัติศาสตร์ไทย

  • 2.ชุดวิพากษ์กลไกรัฐ

  • 3.ชุดกษัตริย์ศึกษา

  • 4.ชุดประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ

ที่มา: บทสัมภาษณ์กับ ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

"อีกเล่มหนึ่งที่นักเรียนนักศึกษาพูดถึงมากที่สุดก็คือ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วิวัฒนาการรัฐไทย (The Rise and Decline of Thai Absolutism) ของ รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด นักวิชาการอาวุโส ที่ทำให้พวกเขาได้เห็นประวัติศาสตร์อีกแบบหนึ่งในการสร้างระบบราชการ บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ และผลกระทบจากการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่

ยอดขาย-ยอดพิมพ์ เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ว่ายอดขายหรือยอดพิมพ์ของชุดหนังสือเหล่านี้จะยังน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับหนังสือในกระแสหลักอย่าง นิยายวาย (ชายรักชาย) หนังสือแนวธุรกิจ พัฒนาตนเอง หรือหนังสือแปล แต่จากการพูดคุยกับสำนักพิมพ์อิสระหลายรายของไทยพบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีนี้ ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมือง สังคม วัฒธรรมและสถาบันกษัตริย์ รวมทั้งแนวปรัชญา ที่น่าสนใจคือกลุ่มคนอ่านคือกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น

ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

ที่มาของภาพ, Watchiranont Thongtep/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, "อย่างเช่นปีนี้ สำนักพิมพ์มีหนังสือที่จะต้องพิมพ์ใหม่เพิ่ม 10 ปก ทั้งหนังสือที่ตีพิมพ์ไปแล้วและหนังสือที่กำลังจะเปิดตัวในปีนี้ และเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น.." ธนาพล อิ๋วสกุล กล่าว

ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน บอกกับบีบีซีไทยว่า หากเทียบกับสำนักพิมพ์อื่น ๆ ในแนวเดียวกันยอดพิมพ์และยอดจำหน่ายหนังสือของฟ้าเดียวกัน "ถือว่าไม่ขี้เหร่" สำหรับหนังสือที่มีเนื้อหาหนักและฐานผู้อ่านค่อนข้างแคบ

"อย่างเช่นปีนี้ สำนักพิมพ์มีหนังสือที่จะต้องพิมพ์ใหม่เพิ่ม 10 ปก ทั้งหนังสือที่ตีพิมพ์ไปแล้วและหนังสือที่กำลังจะเปิดตัวในปีนี้ และเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการสั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์ที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น หากจะเปรียบเทียบว่าจะเติบโตเท่าไหร่ ก็ราว ๆ 4-5 เท่า ภายใน 5 ปี"

เขายกตัวอย่างหนังสือที่ตีพิมพ์ไปแล้วก่อนช่วงรัฐประหาร 2557 อย่างหนังสือ ขอฝันใฝ่ ในฝัน อันเหลือเชื่อ: ความเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม (พ.ศ. 2475-2500) เขียนโดย ณัฐพล ใจจริง ยังคงมีคนตามมาซื้อมาอ่านอย่างต่อเนื่อง

แต่ที่เห็นได้ชัดเจนมากสำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มอ่านหนังสือแนวการเมืองเกิดขึ้นนับตั้งแต่การก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งสำนักพิมพ์มีงานเขียนของผู้ก่อตั้งพรรคนี้อย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล จนทำให้คนเข้าใจว่า พรรคอนาคตใหม่เป็น "ท่อน้ำเลี้ยง"ให้กับสำนักพิมพ์

ผู้ชุมนุมชูสามนิ้ว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ผู้เข้าร่วมชุมนุมใหญ่ครั้งแรกที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อ 18 ก.ค. พร้อมใจกันชู 3 นิ้ว เพื่อต่อต้านอำนาจรัฐที่คุกคามประชาชน

ธนาพลตั้งข้อสังเกตว่าความตื่นตัวของนักเรียนนักศึกษาที่ติดตามอ่านหนังสือของบุคคลเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลังเลือกตั้งเมื่อเดือน มี.ค. 2562 เขายกตัวอย่างบูธของสำนักพิมพ์มติชนในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติช่วงเดือน ต.ค. 2562 ที่เปิดตัวหนังสือ การเมืองแห่งความหวัง ของปิยบุตร มีคนจำนวนมากมาต่อแถวซื้อและพบผู้เขียน

ปรากฏการณ์ที่สัปดาห์หนังสือในครั้งนั้นเป็นเหมือนโหมโรงของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสถาบันการศึกษาในวันนี้

"หากถามผมว่า ทำไมจู่ ๆ นักเรียนลุกขึ้นมาชู 3 นิ้ว เราอยู่ในวงการ (หนังสือ) เวลาไปขายหนังสือเราก็เห็นนักอ่าน เห็นคนหน้าใหม่ อายุต่ำลงมาตลอด" เขาบอก

ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล หนึ่งในผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์สมมติบอกกับบีบีซีไทยว่า ชุดงานวิชาการซึ่งขายดีอยู่แล้ว มียอดขายที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้หนังสือหายากอย่าง หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่ (1984) ของจอร์จ ออร์เวลล์ ยังเป็นที่พูดถึง อย่างไรก็ตาม เขาตั้งข้อสังเกตว่า ร้านหนังสือหลัก ๆ ยังคงไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้กับกลุ่มหนังสือแนวประวัติศาสตร์ วิพากษ์การเมืองมากนัก เมื่อเทียบกับประเภทอื่น ๆ ซึ่งเขาคิดว่าเป็นสิ่งที่ร้านหนังสือควรปรับ อย่างน้อยก็เพื่อเพิ่มพื้นที่หรือโอกาสให้ผู้ซื้อสามารถหาหนังสือเจอ

คนรุ่นใหม่บางส่วน อ่านหนังสือแนวปรัชญามากขึ้น

พิพัฒน์ พสุธารชาติ ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ อิลูมิเนชั่น อีดิชั่นส์บอกกับบีบีซีไทยว่าเขาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของผู้ติดตามในเฟซบุ๊กแฟนเพจของสำนักพิมพ์ กล่าวคือผู้ติดตามที่อยู่ในช่วงอายุ 18-35 ปี ที่กด "ชื่นชอบ"เนื้อหาในเพจมีเพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่างานของสำนักพิมพ์จะเป็นงานเขียนที่มีเนื้อหาแนววิชาการและปรัชญาที่ค่อนข้างหนัก ซึ่งเดิมทางสำนักพิมพ์คิดว่าผู้อ่านน่าจะเป็นระดับปริญญาตรีขึ้นไปหรือไม่ก็เป็นอาจารย์ แต่ตอนนี้กลับพบว่าผู้อ่านส่วนหนึ่งเป็นนักศึกษาไปจนถึงนักเรียน

books

ที่มาของภาพ, Watchiranont Thongtep/BBC Thai

อดีตวิศวกรประจำแท่นขุดเจาะซึ่งหลงใหลในโลกของการอ่านและเขียนหนังสือรายนี้ ยกตัวอย่าง เรื่องแปล สะพรึง: จากความเกรี้ยวโกรธสู่กระบวนการยุติธรรม แปลจากต้นฉบับเป็นภาษาเยอรมัน โดย ศศิภา พฤกษฎาจันทร์ ก็ได้รับความสนใจจากผู้อ่านคนรุ่นใหม่เช่นกัน

เขาตั้งข้อสังเกตว่า คนอ่านส่วนใหญ่ที่อายุน้อย มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับ "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" จึงดูเหมือนว่าหนังสือหลายเล่มที่สำนักพิมพ์จัดทำขึ้นสามารถตอบโจทย์กลุ่มนี้ได้ เช่น ทฤษฎีกษัตริย์โพธิสัตว์ : เวสสันดรชาดกในประวัติศาสตร์ไทย งานแปลจากผลงานของ แพทริค โจรี และ Autonomia: ทุนนิยมความรับรู้ แรงงานอวัตถุ และการปฏิวัติของส่วนรวม โดย เก่งกิจ กิติเรียงลาภ เป็นต้น

มองการชุมนุมผ่านมุมมองคนทำหนังสือ

จรัญ หอมเทียนทอง เจ้าของสำนักพิมพ์แสงดาว และอดีตนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย มองว่าปรากฏการณ์การที่คนสนใจเรื่องราวประวัติศาสตร์มากขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นกระแสทั่วโลกด้วย เช่น ความนิยมของหนังสือเรื่อง เซเปียนส์: ประวัติย่อมนุษยชาติ ของยูวัล โนอาห์ แฮรารี นักเขียนชาวยิว ซึ่งมียอดขายทั่วโลกมากกว่า 5 ล้านเล่ม

เขาบอกว่า แต่สำหรับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาในไทย และที่เห็นเด่นชัดมากที่สุดคือช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาขึ้น เด็กที่เติบโตเป็นวัยรุ่นเริ่มตั้งคำถามถึงผลพวงของรัฐประหารตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน ในขณะที่โลกที่เขาเติบโตมาไร้พรมแดน พอศึกษาผ่านการอ่านหนังสือและการค้นหาข้อมูลในโลกออนไลน์ทำให้เจอความกระจ่างและรับรู้ว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอดีตนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น และทำให้เด็กมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, คณะประชาชนปลดแอกประกาศว่าการชุมนุมเมื่อ 16 ส.ค. จัดขึ้นในธีม "Arts and politics festival" หรือเทศกาลศิลปะกับการเมือง

"สิ่งที่ผมเห็นจากการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ที่ผ่านมาคือ ผู้ชุมนุมมีการขับร้องเพลงจากวรรณกรรมทางการเมือง การวางแผนจัดงานที่ดี และเนื้อหาบางตอนก็หยิบยกมาจากวรรณกรรมสะท้อนสังคม คือว่าเป็นม็อบของคนอ่านหนังสือ และเป็นการนำวรรณกรรมมารับใช้งานด้านการเมือง" เขากล่าว

ธนาพลก็เล่าประสบการณ์ตอนเข้าไปร่วมสังเกตการณ์ในการชุมนุมครั้งนี้ว่า คนที่เข้ามาชุมนุมไม่ได้มาฟังการปราศรัยเพียงอย่างเดียว แต่บางคนใช้โทรศัพท์มือถือในการค้นคว้าข้อมูลที่ผู้ปราศรัยกล่าวบนเวทีด้วย เช่น เมื่อผู้ปราศรัยพูดถึงคนที่ถูกดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือเหยื่อของการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม คนฟังก็สามารถค้นหาข้อมูล หรือหนังสือที่เกี่ยวข้องได้ผ่านมือถือได้ทันที

"ปรากฏการณ์เช่นนี้ผมมองว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในการเมืองไทยอาจจะมาจากรูปแบบในการเสพสื่อที่เปลี่ยนไป" ธนาพลกล่าว