“ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” : นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิเคราะห์ปรากฏการณ์ "ขยับเพดาน"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เชื่อว่าแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชนและผู้เรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์จะรักษา "พื้นที่สันติวิธี" ไว้ให้มากที่สุดเพื่อผลักดันข้อเรียกร้องให้เป็น "ญัตติสาธารณะ"
ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ และนักวิจารณ์การเมืองไทยมองว่าการเคลื่อนไหวของนายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และการชุมนุมที่ใช้ชื่อว่า "ธรรมศาสตร์จะไม่ทน" เมื่อ 10 ส.ค. เป็นการ "ขยับเพดาน" การเคลื่อนไหวต่อสาธารณะ และอาจนำมาสู่ความรุนแรง "หากฝ่ายอนุรักษนิยมไม่ยอมให้ขยับเพดาน"
ศ.ดร. นิธิเห็นว่า รัฐไทย "ไม่เหลือความชอบธรรม" ในการนำกฎหมายมาจัดการกับผู้ชุมนุมอีกต่อไป หลังออกหมายจับนายอานนท์ เพราะเขาเห็นว่าเนื้อหาคำปราศรัยของทนายความหนุ่มไม่ผิดกฎหมายฉบับใด แต่สิ่งที่อาจตามมาหลังจากนี้ คือหากผู้กุมอำนาจรัฐจัดตั้งอีกฝ่ายให้ออกมาตอบโต้ ก็อาจเกิดความรุนแรง
"ไม่ใช่ความรุนแรงทุกครั้งที่ไม่ชอบธรรมเสมอไป ไม่จริงหรอก คนอย่าง เชอร์ชิล (วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษ) พร้อมใช้ความรุนแรงทันทีถ้าอินเดียหือขึ้นมา คนอังกฤษบอกถูกต้องแล้ว กระทืบเลย ก็กลายเป็นความชอบธรรม" อดีตอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้ความเห็นบีบีซีไทย
"แต่ปัญหาของไทยคือถ้าจะใช้ความรุนแรงกับนักศึกษาตอนนี้ยังเป็นความชอบธรรมหรือไม่ อย่างเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่เกิดความรุนแรง แต่คนไทยจำนวนมากในเวลานั้นก็รู้สึกว่าดีแล้ว มันเป็นลูกญวน ลูกเจ๊ก เห็นเป็นความชอบธรรมในการทำลายทำร้าย แต่ถ้าเกิดขึ้นครั้งนี้จะรุนแรงกว่า และไม่สามารถโทษได้ว่าเป็นลูกจีน" ศ.ดร. นิธิ ที่ถูกกล่าวหาจากกลุ่มนักกิจกรรมฝั่งนิยมเจ้าว่าเป็น "นักวิชาการเสื้อแดง" คาดการณ์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ช่วงเย็นของวันที่ 10 ส.ค. ผู้ชุมนุมหลายพันคนรวมตัวกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต ร่วมกิจกรรม "ธรรมศาสตร์จะไม่ทน" โดยกลุ่มผู้จัดงานได้ประกาศข้อเรียกร้อง 10 ข้อว่าด้วยการแก้ปัญหาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์
คาดอาชีวะที่ออกมาเคลื่อนไหวยัง "ไม่ใช่ตัวจริง"
ก่อนหน้านั้น ประชาชนอีกกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า "ศูนย์กลางประสานนักศึกษาอาชีวะ ประชาชนปกป้องสถาบัน" หรือ ศอปส. ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมเปิดเผยว่ามีการจัดตั้งเครือข่ายขึ้นมาในทุกจังหวัด เพื่อจับตาดูความเคลื่อนไหวของขบวนการนักเรียน นิสิต นักศึกษา กรณีมีเนื้อหาหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์
"เราอยู่เฉย ๆ ไม่ได้แล้ว และเชื่อว่าพี่น้องคนไทยทั้งประเทศที่รักสถาบันฯ ก็คงรับไม่ได้" นายสุเมธ ตระกูลวุ่นหนู ผู้ประสานงาน ศอปส. ประกาศต่อสื่อมวลชน และยอมรับว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการปราศรัยก่อนหน้านี้ของนายอานนท์

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
ศ.ดร. นิธิเห็นว่า กลุ่มที่ใช้ชื่ออาชีวะที่ออกมาเคลื่อนไหวอาจยังไม่ใช่ "ตัวจริง" เพราะอาชีวะตัวจริงก็มีอนาคตของตัวเองที่ต้องปกป้องดูแล ก็คงไม่อยากมายุ่งเรื่องแบบนี้
"อาชีวะเคยมีบทบาทสูงมากในเหตุการณ์ 6 ตุลา ซึ่งมาจากการสร้างขึ้นของ กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) ต้องใช้เงินมหาศาลและใช้เวลาพอสมควรในการควานหาตัวคนทั้งเด็กจบแล้วและเด็กที่ยังเรียนอยู่ โดยเด็กเหล่านั้นต้องสามารถแจกจ่ายผลประโยชน์ให้คนที่จะเข้าร่วมได้ และทำให้เจ้าหน้าที่รัฐหันหน้าไปทางอื่นเวลาที่อาชีวะปาระเบิด" ศ.ดร. นิธิวิเคราะห์
"ดังนั้นถ้านักศึกษาปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปสัก 6 เดือน กอ.รมน. ก็น่าจะจัดตั้งฝ่ายต่อต้านทัน ถ้าจัดตั้งได้เมื่อไรนะคุณเอ้ย..." นักวิชาการวัย 80 ปีผู้นี้อุทานเสียงสูง
"พระราชากับชุดล่องหน"
ศ.ดร. นิธิ เปรียบการเคลื่อนไหวของนายอานนท์ และข้อเรียกร้อง 10 ข้อที่ถูกประกาศเมื่อ 10 ส.ค. ว่าคล้ายกับวีรกรรมของเด็กชายในนิทานอีสปเรื่อง "พระราชากับชุดล่องหน"
"สิ่งที่คุณอานนท์ทำ มันคล้าย ๆ กับเด็กที่ไปตะโกน 'The king is naked.' (พระราชาไม่ใส่เสื้อผ้า) ในนิทาน เราทุกคนถูกทำให้รู้สึกว่าไม่ใช่ ไม่จริง ไม่มี ไม่มอง จนกระทั่งมีเด็กคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา คนก็เริ่มพูดต่อ ๆ กัน บทบาทของคุณอานนท์ก็เหมือนเด็กชายคนนั้น" ศ.ดร. นิธิกล่าว
นายอานนท์เป็นหนึ่งในผู้ปราศรัยในการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "เยาวชนปลดแอก" เมื่อ 18 ก.ค. และอีกหลายเวที รวมถึงเวทีที่ ถ.ราชดำเนิน เมื่อ 3 ส.ค. ซึ่งเขาได้อภิปรายปัญหาทางกฎหมายที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อนถูกออกหมายจับลงวันที่ 6 ส.ค. ในความผิดหลายข้อหา ทว่าไม่ปรากฏข้อหาละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ตามที่กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีเข้าแจ้งความดำเนินคดีแต่อย่างใด
นายอานนท์เปิดปราศรัยซ้ำในหัวข้อเดียวกันนี้ที่ จ.เชียงใหม่ และ มธ. ซึ่งในเวทีล่าสุดไม่ใช่แค่ทนายความวัย 35 ปี แต่มีนักศึกษาอีกอย่างน้อย 2 คนที่เปิดปราศรัยประเด็นที่เกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันฯ

ที่มาของภาพ, Reuters
ทางเลือก-ทางรอดสถาบันฯ ในโลกสมัยใหม่
หนึ่งในข้อเรียกร้องของนักศึกษาที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม "แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" ที่ ศ.ดร.นิธิให้ความสนใจเป็นพิเศษ ปรากฏอยู่ในข้อ 7 ของแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ซึ่งระบุว่า "ยกเลิกพระราชอำนาจการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ" เพราะที่ผ่านมา สังคมอาจมองไม่เห็น หรือไม่ได้คิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอันตรายต่อการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมในระบอบประชาธิปไตย หรือทำให้โอกาสการเลือกนโยบายแคบลงในหมู่ประชาชน
"แต่ทันทีที่มีคนหนึ่งคนตะโกนออกมา แม้คุณจะไม่สามารถพูดได้ แต่มันก็เข้าไปอยู่ในใจคุณแล้ว" นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์กล่าว
ในโลกสมัยใหม่ ศ.ดร. นิธิมองเห็นทางเลือก-ทางรอดสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ 2 แนวทาง
- กลายเป็น "เสาหลักประชาธิปไตย" โดยกษัตริย์ไม่แทรกแซง หรือหากจะแทรกแซง ก็จะทำเป็นการส่วนตัวหรืออยู่เบื้องหลัง แต่ไม่ใช้พระราชอำนาจ รูปแบบนี้ปรากฏในประเทศอังกฤษ และ "เป็นธรรมเนียมว่าพระราชดำรัสเกี่ยวกับการเมือง รัฐบาลจะเป็นผู้ยกร่างถวายให้แก่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ดังนั้นฝ่ายค้านอาจคัดค้านหรือต่อต้านได้ เพราะรู้ว่าท่านไม่ได้พูด แต่พูดตามสิ่งที่รัฐบาลเขียน"
- กลายเป็น "invisible" (มองไม่เห็น) ถ้าเมื่อไรที่สังคมมองเห็นก็จะกลายเป็นบทบาทไป ดังนั้นหากเสด็จไปเปิดงานที่มีลำดับขั้นตอนเหมือนกันเป็นประจำ พิธีกรรมก็จะช่วยปิดบังตัวตนเอาไว้ กษัตริย์จะเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม ไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง นี่คือวิธีที่จะทำให้สถาบันดำรงอยู่อย่างมั่นคง รูปแบบนี้ปรากฏชัดเจนในประเทศญี่ปุ่น และ "จักรพรรดิจะไม่มีพระราชดำรัสที่เกี่ยวกับการเมืองเลย เมื่อใดที่มีพิธีกรรม ก็จะตรัส 2-3 ประโยค และเป็นคำพูดที่ทุกคนคาดเดาได้"

ที่มาของภาพ, ชัยพงษ์ สำเนียง
ในการพิจารณาข้อเสนอแนะต่าง ๆ ศ.ดร. นิธิแนะให้แยะตัวบุคคลออกจากสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ตามเขายอมรับว่านับจากเหตุการณ์ปฏิวัติสยาม 24 มิ.ย. 2475 ประเทศไทยไม่ได้พัฒนาตัวสถาบันฯ เหมือนที่เราไม่ได้พัฒนาสถาบันนายกรัฐมนตรี แต่หวังว่าจะได้คนดีเป็นนายกฯ ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่
"เราเลือกมาอาจผิด ๆ ถูก ๆ แต่ต้องมีกฎหมายกำกับให้นายกฯ ไม่สามารถทำชั่วได้มากนัก นี่เป็นจุดสำคัญ และเป็นจุดที่ผมคิดว่าอยู่ในความคิดของนักศึกษาทีต้องการพัฒนาสถาบันฯ ให้กลายเป็นสถาบันอย่างแท้จริง" ศ.ดร. นิธิกล่าว
นศ. "ทะลุเพดานไปแล้ว" แต่นักการเมือง-สื่อยังไม่กล้า
"จินตนาการต่อระบอบประชาธิปไตย" ที่ขบวนการนักศึกษากับฝ่ายอนุรักษนิยมมีไม่เหมือนกัน ทำให้เพดานในการพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในพื้นที่สาธารณะแตกต่างกันไปด้วย
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเยาวชน ได้ "ทะลุเพดานไปแล้ว" ตามความเห็นของนักวิชาการผู้นี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเด็กรุ่นหลังไม่มีภาพจำและประสบการณ์ในอดีตแบบรุ่นพ่อแม่ จึงไม่ตกอยู่ภายใต้การถูกครอบงำด้วยกระบวนทัศน์แบบเก่า อีกทั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักวิชาการหลายแขนงวิชาค่อย ๆ สร้างความรู้และขยายออกสู่สังคม ทำให้เกิดการสั่งสมข้อมูล เกิดวิธีการมองโลกใหม่
อย่างไรก็ตาม ศ.ดร. นิธิประเมินว่า ข้อเรียกร้อง "ข้อ 0" ที่อยู่เหนือ 3 ข้อเรียกร้องของเครือข่ายนักศึกษา ซึ่งได้แก่ หยุดคุกคามประชาชน, แก้รัฐธรรมนูญ, ยุบสภา เป็นไปได้ยากที่คนในสภาจะร่วมเคลื่อนไหวด้วย เพราะนักการเมืองยังค่อนข้างเชื่อมั่นว่าในระบบที่เป็นอยู่ ถ้ามีการเลือกตั้ง ก็ยังมีหนทางหลุดเข้าไปเป็น ส.ส. ได้ ดังนั้นนักเลือกตั้งจะไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง จนกว่าจะมั่นใจว่าข้างนั้นชนะแน่ ๆ
ส่วนความเคลื่อนไหวของคนการเมืองอดีตพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่กลายเป็นพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในปัจจุบัน ที่เปิดตัวในระนาบเดียวกับขบวนการนักศึกษา ศ.ดร. นิธิอธิบายว่า เป็นเพราะ อนค. โผล่ขึ้นมาได้จากการเปลี่ยนแปลง และเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในสุญญากาศจากการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจุดยืนและผลประโยชน์ของ อนค. จึงอยู่กับความเปลี่ยนแปลง จึงต้องมีบทบาทนำหน้าเป็นธรรมดา แต่ครั้นจะหวังให้พรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคอื่น ๆ มาร่วมด้วย คงเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่ได้มีผลประโยชน์แบบนั้น อย่าลืมว่านักการเมืองไทยเป็นตัวตามที่สุด
เช่นเดียวกับสื่อมวลชนกระแสหลักที่เขาเห็นว่า "ไม่กล้ากระจายความคิดของนักศึกษาออกไปสู่ข้างนอก ทำให้โซเชียลมีเดียต้องเป็นตัวนำ" ซึ่งส่วนตัวเขาเข้าใจทั้งสื่อและนักการเมืองที่ยังไม่แน่ใจว่าจะโดดไปฝั่งไหนดี และก็เป็นความอ่อนแอของมนุษย์ด้วย
"ฉากใหม่" กับ ฉันทมติ ใหม่
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เคยประกาศไว้เมื่อเดือน ก.ย. 2561 ว่า "รัชกาลนี้ต้องสงบที่สุด อย่าให้เกิดการประท้วง"
แต่นักวิชาการชื่อดังมองว่า "ผมคิดว่าประยุทธ์จบแล้ว แต่ปัญหาคือยังไม่รู้ว่าจะเริ่มฉากใหม่อย่างไร" หลังเครือข่ายนักศึกษาออกมาดักคอว่าห้ามรัฐประหารซ้ำ และไม่รับข้อเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ และเป็นเหตุผลที่ทำให้ พล.อ. ประยุทธ์ ยังอยู่ในอำนาจในปัจจุบัน
"ปรากฏการณ์ใหม่" ที่เกิดขึ้น ทำให้นักประวัติศาสตร์รายนี้คาดหวังจะเห็น "ฉันทมติใหม่" ในสังคมหากฝ่ายอนุรักษนิยมเลือกทางที่รักษาตัวสถาบันเอาไว้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เขาอธิบายว่า ในเมืองไทยมีจารีตนิยมอยู่ ทว่าคนที่ภักดีต่อจารีตนิยมจริง ๆ มีน้อยมาก เพราะตัวจารีตนิยมไม่สามารถพัฒนาความคิดตัวเองให้เด่นชัดในสังคมปัจจุบันได้ คนที่รู้สึกตัวว่าเป็นจารีตนิยมก็เพื่อผลประโยชน์ ทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ส่วนคนที่ภักดีด้วยความสุจริตใจอาจมีไม่มากนัก
"คนที่ไปเป็นฝ่ายเดียวกับ คสช. หรือ สนช. ผมว่าเขาไม่ใช่คนคอนเซอร์เวทิฟ (อนุรักษนิยม) จริง ๆ ถ้าลองเอาเทียบกับพวกคอมมิวนิสต์ คนละเรื่องเลยนะ เพราะคอนเซอร์เวทิฟไม่ได้มีพันธะทางใจกับสิ่งที่พูดถึงมากเพียงพอ" ศ.ดร. นิธิกล่าว
เขาชี้ว่า ในทางกลับกัน หากพิจารณาเฉพาะคำพูดของนักศึกษาที่ยื่น 10 ข้อเสนอในการปฏิรูปสถาบันฯ, อานนท์ หรือแม้แต่ ปวิน ชัชวาลย์พงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ที่ลี้ภัยในประเทศญี่ปุ่น ก็เพื่อรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดำรงอยู่ในประเทศไทย หลังถูกใช้ประโยชน์จนเสียหายและดำรงอยู่ได้ยากอยู่แล้วในโลกสมัยใหม่
"นี่คือจงรักภักดีด้วยความสุจริตใจ เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้อะไรเลยจากการออกมาพูดเรื่องนี้ มีเสี่ยงภัยด้วยซ้ำ"
หมายเหตุ : เนื่องจากพาดหัวเดิมของรายงานในชิ้นนี้มีความคลาดเคลื่อนและอาจสร้างความเข้าใจผิดต่อประเด็นที่ ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ต้องการสื่อสาร ซึ่งบีบีซีไทยได้นำเสนอโดยละเอียดในเนื้อหาแล้วบีบีซีไทยขออภัยในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และได้ดำเนินการปรับพาดหัวข่าวใหม่เมือ 13 ส.ค. 2563









