คณะราษฎร : เยือนลพบุรี ดูมรดกที่เหลืออยู่ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม และการอภิวัฒน์ 2475

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
- Author, เรื่องโดย ธันยพร บัวทอง ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Role, วิดีโอโดย วสวัตติ์ ลุขะรัง ผู้สื่อข่าววิดีโอบีบีซีไทย
การรื้อย้ายอนุสาวรีย์พระยาพหลพลพยุหเสนา จอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ จ.ลพบุรี กรุงเทพฯ และการถอดชื่อ "พหลโยธิน" ออกจากค่ายทหาร ในห้วงต้นปี 2563 ถูกวิจารณ์ว่าเป็นความต่อเนื่องของความพยายามลบความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรที่โค่นล้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ขณะเดียวกันในทัศนะของนักวิชาการสถาปัตยกรรม-ประวัติศาสตร์ คนหนึ่ง เขามองว่า กองทัพไทยได้ย้ายเอา "ต้นแบบทางการทหาร" ที่พวกเขายกย่องมาหลายสิบปี ออกไปจากความทรงจำ
"(ทหารมอง) จอมพล ป.ในฐานะฮีโร่ทางวัฒนธรรมทหาร เป็นโรลโมเดลของทหารที่สำคัญคนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรื้อถอนออกไปด้วย ในจิตใจของทหารเป็นจำนวนมากก็น่าจะรู้สึกว่ามีลักษณะต่อสู้กันทางความคิดอยู่" รศ.ดร. ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวกับบีบีซีไทย
นอกจากความเปลี่ยนแปลงภายในค่ายศูนย์การทหารปืนใหญ่ที่มีถนนพหลโยธิน จากกรุงเทพฯ ตัดผ่านมายังหน้าค่าย จ.ลพบุรี ยังคงมีมรดกที่เป็น "วัตถุทางวัฒนธรรม" อะไรปรากฏอยู่บ้าง บีบีซีไทย และ รศ.ดร. ชาตรี สถาปนิกและนักประวัติศาสตร์ เดินทางไปสำรวจและตามรอยประวัติศาสตร์ที่นั่น
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์
ลพบุรี เมืองลิง และเมืองการทหาร
"อนุสาวรีย์สิ่งปลูกสร้างในลักษณะแบบนี้ มันไม่ได้เป็นเพียงแค่อิฐ หิน ปูน ทราย ที่สร้างขึ้นมาแล้วก็อยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้มีความหมาย" รศ.ดร.ชาตรี อธิบายถึงเหตุผลที่ทำไมเวลาผู้คนเห็นตึกรามบ้านช่อง หรืออนุสาวรีย์ ย่อมจะมีผลต่อการรับรู้ของคนที่มีต่อสถานที่หรือบุคคลในประวัติศาสตร์

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่ผู้คนจดจำได้เกี่ยวกับ จอมพล ป. พิบูลสงคราม คือ การย้ายเมืองหลวงไปที่ จ.เพชรบูรณ์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่อันที่จริงแล้วเพชรบูรณ์ไม่ใช่จังหวัดเดียวที่อยู่ในแผนของจอมพล ป. ในการสร้างเมืองหลวงใหม่
ต้นทศวรรษ 2480 เป็นช่วงที่จอมพล แปลก พิบูลสงคราม มีนโยบายวางผังเมืองใหม่ทั่วราชอาณาจักร หนึ่งในแผนสำคัญคือ โครงการนครหลวงใหม่ที่ต่อมาได้เลือก จ.เพชรบูรณ์ ในช่วงเวลาเดียวกันมีพัฒนากลุ่มเมืองใกล้เคียง นั่นก็คือ ลพบุรี ที่ถูกวางไว้เป็นเมืองทางทหาร และสระบุรี เป็นเมืองทางพุทธศาสนา ให้ชื่อว่า "พุทธมณฑลบุรี" ในบริเวณ อ.พระพุทธบาท ของ จ.สระบุรี ปัจจุบัน และสระบุรีก็เคยถูกวางไว้ว่าจะเป็นเมืองหลวงแห่งที่สองด้วย
รศ.ดร. ชาตรี อธิบายว่า ที่เป็นจังหวัดลพบุรี เพราะ 2 เหตุผล คือ 1. ความผูกพันส่วนตัวของจอมพล ป. ผู้เคยรับราชการทหารอยู่ที่นี่ และ 2. เหตุผลทางกายภาพของจังหวัด ที่น่าจะเป็นฐานที่มั่นในการรับมือกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ดีกว่า
"ด้วยชัยภูมิที่ไม่ได้ใกล้ทะเลเกินไป แต่ก็ไม่ได้ไกลจนเกินไป และมีภูเขาโอบล้อม ทำให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางทหารที่ดี อีกประการหนึ่งก็คือ บริเวณ ลพบุรี มีศูนย์การทหารปืนใหญ่อยู่แล้วตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทำให้จอมพล ป. เลือกที่จะพัฒนาลพบุรี ให้เป็นเมืองขนาดใหญ่และทันสมัยในยุคคณะราษฎร"
ผังเมืองใหม่ลพบุรี มีในสมัยจอมพล ป.
24 มิ.ย. 2483 ภายหลังที่ พลตรี หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ทำพิธีเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่ถนนราชดำเนิน เขาได้นั่งรถยนต์จากกรุงเทพฯ มาตามเส้นทางถนนพหลโยธินเพื่อมาเปิดเมืองใหม่ลพบุรีอย่างเป็นทางการ
รศ.ดร. ชาตรี กล่าวว่า มีหลักฐานค่อนข้างชัดว่านโยบายการพัฒนาเมืองใหม่ลพบุรี เริ่มดำเนินการมาอย่างน้อยในปี 2479 (ขณะนั้นจอมพล ป. มียศเป็นพันตรี และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม) มีการเวนคืนที่ดินในพื้นที่ฝั่งตะวันออกขนาดใหญ่มากจากตัวเมืองเก่าให้อยู่ในความดูแลของกระทรวงกลาโหม

ที่มาของภาพ, หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
จนกระทั่งปี 2480-2481 ก็เห็นโครงการพัฒนาเป็นรูปเป็นร่างด้วยการวางแนวถนน ซึ่งปัจจุบัน คือ ถนนพระนารายณ์ตัดไปทางทิศตะวันออกจากประตูด้านเมืองเก่าไปเชื่อมกับถนนประชาธิปัตย์หรือถนนพหลโยธิน
"ตัวแนวแกนหลักก็จะเชื่อมกับถนนตัดตรงพุ่งขึ้นไปสู่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ซึ่งถูกยกระดับให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางทหารสำคัญ ในนั้นก็มีตึกอาคารอยู่มากมาย เช่น ตึกอาคารชาโต้"
ข้อมูลจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ระบุว่า ตึกชาโต้หรือตึกบัญชาการเขาน้ำโจน สร้างขึ้นในปี 2487 โดยดำริของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อให้เป็นจุดสังเกตการณ์ข้าศึก และสังเกตอาณัติสัญญาณจากตึกพิบูลสงคราม
นอกจากนี้มีการสร้างวงเวียนแบบ "ทันสมัย" สำหรับยุคนั้น 3 วงเวียน แต่ละแห่งได้วางฟังก์ชั่นการใช้งานพื้นที่รอบวงเวียนต่างกัน เช่น วงเวียนของศูนย์ราชการ สถานที่พักผ่อน ย่านชุมชนที่มีโรงเรียน ขณะเดียวกันตลอดแนวถนนเส้นนี้ ก็มีกลุ่มอาคารใหญ่ ๆ อาคารพาณิชย์ หน้าตาแบบสถาปัตยกรรมยุคคณะราษฎรกระจายตัวอยู่
"ภาพทั้งหมดในเมืองลพบุรี ช่วงต้นทศวรรษที่ 2480 หรือช่วงต้นยุคคณะราษฎร เมืองลพบุรีได้เปลี่ยนโฉมหน้าจากหน้ามือเป็นหลังมือ"

ที่มาของภาพ, BBC THAI
อาคารสถาปัตยกรรมยุคคณะราษฎรในลพบุรี
กลุ่มอาคารที่ก่อสร้างในยุคจอมพล ป.ที่ยังหลงเหลือในตัวเมืองปรากฏอยู่ในหลายสถานที่ เช่น
อาคารที่ทำการสถานีตำรวจภูธรเมืองลพบุรีหลังเก่า โรงแรมทหานบก (ตัวสะกดภาษาไทยสมัย จอมพล ป.) ตรงวงเวียนศาลพระกาฬ อาคารหลายแห่งในโรงเรียนพิบูลวิทยาลัย โรงภาพยนตร์ทหานบก ซึ่งปัจจุบันกรมธนารักษ์ดูแลและให้ เอกชนบริษัทรักษาความปลอดภัยเช่าอยู่ อาคารหลายแห่งในโรงพยาบาลอานันทมหิดล และ สถานีตำรวจของนิคมกสิกร นอกเมืองลพบุรี ร่องรอยของนโยบายที่มุ่งกระจายที่ดินให้แก่เกษตรกรของคณะราษฎรในยุคนั้น

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

ตัวสถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นในยุคช่วงต้นของคณะราษฎรเป็น "สถาปัตยกรรมสมัยใหม่" หากจะพูดถึงสไตล์ที่เฉพาะเจาะจงก็เรียกว่าเป็น "อาร์ตเดโค" มีลักษณะเรียบ เกลี้ยง องค์ประกอบตกแต่งใช้รูปทรงทางเรขาคณิต ใช้เส้นตั้ง เส้นนอน จัดองค์ประกอบให้ดูทันสมัย ไม่มีลวดลายไทย ส่วนประกอบตรงหลังคาตัดแบนเรียบ

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
กลุ่มอาคาร ผังเมือง อนุสาวรีย์ ใน จ.ลพบุรี แม้สร้างมาแต่ยุคของนายทหารนายกฯ ยุคมาลานำไทย แต่ทว่าข้อเสนอของ รศ.ดร.ชาตรี มองว่า "ควรมองหน้าตาตึกและงานสถาปัตยกรรมพวกนี้ เป็นการพูดถึงอุดมการณ์โดยรวมของกลุ่มคณะราษฎรที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475"
"ทั้งหมดนี้เป็นภาษาทางสถาปัตยกรรมที่กำลังพูดถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตย ความเสมอภาคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่สะท้อนผ่านรูปแบบสถาปัตยกรรม"

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
ส่วนงานศิลปกรรมมีลักษณะเป็นศิลปะแบบ "เรียลลิสติกอาร์ต" หากเป็นรูปบุคคลจะมีโชว์ anatomy (กายวิภาค) หรือกล้ามเนื้อชัดเจน อันเป็นร่างกายในอุดมคติของไทยในสมัยประชาธิปไตยและในยุคสร้างชาติของจอมพล ป. พิบูลสงคราม
อนุสาวรีย์สมาชิกคณะราษฎร
ตามประวัติศาสตร์แล้ว พระยาพหลพลพยุหเสนา ผู้อ่านคำประกาศคณะราษฎร และอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 หลัง "ปฏิวัติสยาม 2475" เติบโตมาจากการเป็นนายทหารปืนใหญ่ เคยเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาทหาร กรมยุทธศึกษาทหารบก และผู้อำนวยการโรงเรียนแผนกปืนใหญ่ที่ลพบุรี ก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
"พระยาพหลฯ ก็เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ด้วยคุณูปการทางการเมืองการปกครอง ขณะนั้นและก็เป็นทหาร จึงไม่แปลกอีกเช่นกันที่คนที่มีอาชีพทหารทั้งหลายก็จะคิดว่าพระยาพหลฯ ก็น่าจะเป็นเหมือนฮีโร่ หรือเป็นบุคคลที่น่ายกย่องในทางประวัติศาสตร์ทหารเช่นเดียวกับจอมพล ป."

เมื่อรัฐบาลทหารเริ่มชู "ทหารล้มเจ้า"
รศ.ดร. ชาตรี ชี้ว่า อนุสาวรีย์ของสองสมาชิกคณะราษฎร โดยเฉพาะจอมพล ป.พิบูลสงครามที่มีกระจายทั่วประเทศ เป็นการเกิดขึ้นยุคหลังคณะราษฎรเป็นเวลานาน น่าจะช่วงหลังปี 2520 เป็นต้นมา
การเชิดชูตอนนั้น เป็นภาพลักษณ์ของ จอมพล ป. ที่ไม่ได้เชื่อมสัมพันธ์กับคณะราษฎรมากนัก แต่เป็นภาพของผู้นำทหารชาตินิยม นำความเจริญมาสู่ประเทศ
"เป็นการสร้างขึ้นในฐานะที่จอมพล ป. (พิบูลสงคราม) เป็นทหารที่เป็นนายกรัฐมนตรียาวนานที่สุด หลายสมัยมากที่สุด เป็นผู้นำที่มีความรักชาติ ใช้นโยบายชาตินิยม ในการบริหารประเทศช่วงสงครามโลก ทำให้ประเทศไทยสามารถรอดพ้นหรือไม่ตกเป็นเมืองขึ้น รวมถึงการที่มาเป็นผู้นำที่มาพัฒนาลพบุรีในด้านต่าง ๆ ภาพลักษณ์เหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้จอมพล ป. ถูกยกขึ้นเป็นฮีโร่ แล้วก็สร้างอนุสาวรีย์"

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

ที่มาของภาพ, หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
บริบทการเมืองระหว่างปี 2520-2524 คือ ประเทศไทยเผชิญกับการคุกคามของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)ซึ่งเปิดรับสมาชิกที่เป็นนักศึกษา-ปัญญาชนผู้หลบหนีการปราบปรามของฝ่ายขวาหลังเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519
กองทัพไทยสูญเสียทหารไปจำนวนมากจากการสู้รบกับ พคท. จนในที่สุด รัฐบาลออกนโยบาย 66/2523 เพื่อชักนำ "ผู้หลงผิด" ออกจากป่ามาเป็น "ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย"
ความผูกพันถูกลดทอนของ ทหารปืนใหญ่ กับ นายเก่า
ภายในศูนย์การทหารปืนใหญ่ ปรากฏตึกกลุ่มอาคารในประวัติศาสตร์มากมาย เช่น บ้านพักสมัยเป็น ผอ.แผนกโรงเรียนทหารปืนใหญ่ และตึกพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์ 111 ปี ของ พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา อนุสรณ์สถาน จอมพล ป.พิบูลสงคราม ตึกพิบูลสงคราม พิพิธภัณฑ์อาวุธทหารปืนใหญ่ อาคารชาโต้ ซึ่งเป็นกองบัญชาการรบ สถานที่เหล่านี้ถูกโปรโมทให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางการทหาร ดังจะเห็นได้จากป้ายบอกทางบนถนนพหลโยธิน ก่อนถึงค่ายทหาร

ที่มาของภาพ, facebook/พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา
อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ทางศูนย์การทหารฯ ได้เปิดให้เข้าชมเพียงตึกเดียวคือ ตึกชาโต้ โดยประชาชนทั่วไปจะต้องโทรศัพท์เข้าไปแจ้งความประสงค์ก่อน ส่วนตึก อาคาร อื่น ๆ อยู่ระหว่างการปรับปรุง
คณะราษฎร ถูกรื้อฟื้นโดยฝ่ายประชาธิปไตย และถูกทำลายเป็นครั้งที่สอง
รศ.ดร.ชาตรี กล่าวว่าความทรงจำทางประวัติศาสตร์กระแสหลักมองประวัติศาสตร์ยุคคณะราษฎรในเชิงลบ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานในสังคมไทย ย้อนกลับไปได้ถึงปี 2490 คือ หมดยุคคณะราษฎร
หากจัดวางการหายไปของหมุดคณะราษฎรและอนุสาวรีย์ปราบกบฏ เมื่อปี 2560-2561 เป็นระลอกคลื่นแรกของการลบความทรงจำของผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ในช่วงหลังรัฐประหาร 2557 การรื้อย้ายอนุสาวรีย์ของสองสมาชิกคนสำคัญของคณะราษฎร ก็อาจถือว่าเป็นระลอกคลื่นที่กำลังเกิดขึ้น ทว่าในครั้งนี้เกิดขึ้นในเขตของกองทัพ

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
เดือน ม.ค. 2563 อนุสาวรีย์พระยาพหลฯ อนุสาวรีย์จอมพล ป.พิบูลสงคราม ในศูนย์การทหารปืนใหญ่ ลพบุรี ถูกรื้อย้ายออกไปจากที่เดิม และป้ายชื่อค่ายพหลโยธินถูกลบหายถอดออก
บีบีซีไทยสอบถามไปที่ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ซึ่งได้ชี้แจงว่า "ไม่ทราบรายละเอียดเรื่องนี้ และเป็นเรื่องของหน่วยงาน" แต่เมื่อติดต่อไปที่เจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายกิจการพลเรือนศูนย์การทหารปืนใหญ่ ก็ไม่ได้รับการตอบรับ
ส่วนด้านหน้าอาคารของสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ อนุสาวรีย์ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็หายไปเช่นกัน
แม้ผู้เกี่ยวข้องไม่สามารถให้เหตุผลของการรื้อถอนได้อย่างชัดเจน แต่ รศ.ดร.ชาตรี ให้คำอธิบายว่า เพราะคณะราษฎรถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่เป็นครั้งที่สอง หลังการรัฐประหาร 2549 โดยกลุ่มปัญญาชน นักศึกษา นักประวัติศาสตร์ และนักกิจกรรมทางการเมือง ที่ใช้อนุสาวรีย์สิ่งปลูกสร้าง วัตถุสัญลักษณ์ต่าง ๆ เป็นสถานที่รวมตัวทางการเมือง
ทัศนะของ รศ.ดร.ชาตรี มองว่า เมื่ออดีตคนเดือนตุลาจำนวนหนึ่ง ต่างเห็นชอบกับการรัฐประหาร 2549 กลุ่มที่ต่อต้านการยึดอำนาจของทหารรู้สึกว่าไม่สามารถที่จะพูดถึงคนเดือนตุลา หรือเหตุการณ์เดือนตุลา ในฐานะที่เป็นเหตุการณ์ที่เป็นตัวแทนการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยได้อีกต่อไป เมื่อนั้น กระแสเหล่านี้ได้พุ่งตรงไปที่คณะราษฎรโดยมิได้นัดหมาย
ปรากฏการณ์เหล่านี้เองที่เป็นสิ่งที่ฝ่ายอนุรักษนิยมและฝ่ายที่ไม่พอใจประวัติศาสตร์ยุคคณะราษฎร ไม่ต้องการเห็น
นอกจากนี้ในส่วนของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งก่อนหน้านี้มีภาพลักษณ์ในฐานะสมาชิกคณะราษฎรที่ต่างจากปรีดี พนมยงค์ ก็ถูกย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ใหม่แล้วก็เริ่มเชื่อมโยงจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในฐานะที่เป็นคณะราษฎรมากขึ้น
"ผมขอเรียกว่าเป็นการทำลายคณะราษฎรครั้งที่สองเช่นกัน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงหลังการรัฐประหาร 2557 นำมาซึ่งการสูญหายของวัตถุสัญลักษณ์ อนุสาวรีย์ ตึกต่าง ๆ ของยุคคณะราษฎร และล่าสุดก็คืออนุสาวรีย์ของพระยาพหลฯ และจอมพล ป."
นัยยะของการรื้อถอนมรดกคณะราษฎรในเขตทหาร
หมุดคณะราษฎร อนุสาวรีย์ปราบกบฏ ล้วนแล้วแต่อยู่ในพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนมองเห็นได้ และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็ยึดโยงเอาอุดมการณ์การเคลื่อนไหวเข้ากับสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย ทว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในศูนย์การทหารปืนใหญ่ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อันเป็นเขตของทหารนั้น มีนัยแตกต่างกันหรือไม่

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
รศ.ดร.ชาตรี ชี้ว่า มีความแตกต่างอยู่ในระดับหนึ่ง การรื้ออนุสาวรีย์ภายในเขตพื้นที่ทหาร คนส่วนใหญ่ที่ใช้สอยหรือมีปฏิสัมพันธ์กับอนุสาวรีย์นี้ ส่วนใหญ่จะเป็นทหารเท่านั้น หากการรื้อถอนกระจายไปสู่วัตถุที่ตั้งในที่สาธารณะ เช่น ริมถนน ในทัศนะของเขามองว่าจะสร้างผลกระทบที่รุนแรงกว่า เพราะส่งผลต่อความทรงจำร่วมของผู้คนและสังคม
"จอมพล ป. (พิบูลสงคราม) นอกเขตทหารในลพบุรี ก็จะมีอีกภาพลักษณ์หนึ่งคือเป็นผู้สร้างความเจริญให้กับจังหวัด เป็นนักพัฒนาความเจริญ สร้างเมืองใหม่ ซึ่งตรงนี้เป็นการรับรู้ที่กว้างลงไปสู่ผู้คนทั่วไป" นักวิชาการสถาปัตย์-ประวัติศาสตร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่กำลังทำลายสัญลักษณ์อันหนึ่งของคณะราษฎร นั่นหมายความว่าทหารก็กำลังทำลายหรือย้ายต้นแบบทางการทหารของตัวเองออกไปด้วยเช่นกัน
"จอมพล ป....เป็นโรลโมเดล (ต้นแบบ) ของทหารที่สำคัญคนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรื้อถอนออกไปด้วย ในจิตใจของทหารเป็นจำนวนมากก็น่าจะรู้สึกว่ามีลักษณะต่อสู้กันทางความคิดอยู่" อ.ชาตรี ตั้งข้อสังเกต

นักวิชาการผู้นี้เชื่อว่าการรื้อถอนสัญลักษณ์ของคณะราษฎรจะดำเนินต่อไป
"ตราบใดที่ตัวคณะราษฎรยังเป็นประวัติศาสตร์ที่ยังมีผู้คนโหยหา เรียกร้อง และรื้อฟื้น ในขณะเดียวกันประวัติศาสตร์คณะราษฎรก็ยังมีคนเกลียดชังไม่ชอบ และรู้สึกว่าเป็นรอยด่างของประวัติศาสตร์ไทย ตราบนั้นความขัดแย้งที่มันมีศูนย์กลางอยู่ที่วัตถุสัญลักษณ์และตึกสถาปัตยกรรมของคณะราษฎรก็ยังไม่มีวันจบ"
ภาพทุกภาพมีลิขสิทธิ์











