พรรคสร้างอนาคตไทย: อุตตม-สนธิรัตน์ลั่น “ไม่ซ้ายสุดขั้ว ไม่ขวาสุดโต่ง ไม่เสนอชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ในบัญชี”

นายอุตตม สาวนายน และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตผู้ก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ กลายเป็นผู้ก่อตั้งพรรคสร้างอนาคตไทย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายอุตตม สาวนายน และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตผู้ก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ กลายเป็นผู้ก่อตั้งพรรคสร้างอนาคตไทย
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

สองนักการเมืองเจ้าของสมญากลุ่ม "สี่กุมาร" ร่วมเปิดตัวพรรคสร้างอนาคตไทย ในฐานะ "พรรคฝ่ายประชาธิปไตย" ประกาศแนวทางทำงานการเมืองแบบ "ไม่ซ้ายสุดขั้ว ไม่ขวาสุดโต่ง" และไม่เป็นพรรคอะไหล่ให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นี่เป็นครั้งแรกในรอบปีครึ่งที่สมาชิกกลุ่มสี่กุมารประกาศหวนคืนสู่วงการการเมืองอย่างเป็นทางการ หลังจำใจเก็บข้าวของออกจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่พวกเขามีส่วนร่วมก่อตั้ง อีกทั้งยังต้องสูญเสียสถานะรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เนื่องจากพ่ายแพ้เกมช่วงชิงอำนาจภายในพรรคแกนนำรัฐบาลในการเปิดปฏิบัติการ "ยึดพรรคก่อนยึดเก้าอี้ ครม." เมื่อเดือน มิ.ย.-ก.ค. 2563

แม้สมาชิกของกลุ่มสี่กุมารมีอยู่ 4 คน แต่มีเพียง 2 คนที่ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่คือ นายอุตตม สาวนายน อดีต รมว.คลัง และอดีตหัวหน้า พปชร. และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีต รมว.พลังงาน และอดีตเลขาธิการ พปชร.

ขณะที่นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีต รมว.การอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไม่ประสงค์กลับมาทำงานการเมืองในขณะนี้

4 กุมาร

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายกอบศักดิ์, นายอุตตม, นายสนธิรัตน์ และนายสุวิทย์ (จากซ้ายไปขวา) โบกมือลาสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล หลังยื่นใบลาออกจากตำแหน่งในรัฐบาลเมื่อ 16 ก.ค. 2563

"ไม่ซ้ายสุดขั้ว ไม่ขวาสุดโต่ง"

ในระหว่างการแถลงเปิดตัวพรรคภายใต้คำขวัญ "ฟื้นเศรษฐกิจ สร้างอนาคตประเทศ" นายอุตตมกล่าวตอนหนึ่งว่า พรรคสร้างอนาคตไทยจะไม่ได้เป็นแค่พรรคการเมือง แต่จะเป็น "พื้นที่เปิด" ให้คนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย มาร่วมฟื้นเศรษฐกิจ ฟื้นประเทศ และขับเคลื่อนอนาคตเพื่อคนรุ่นต่อไป

เขาอ้างถึงเสียงสะท้อนจากผู้คนในหลายแวดวงที่ "อยากเห็นสมการการเมืองเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่นอีกครั้งหนึ่ง" กลายเป็นที่มาของการทำพรรคการเมืองใหม่

"การทำงานของเรา เราจะไม่ซ้ายสุดขั้ว ไม่ขวาสุดโต่ง เราจะไม่โกง ไม่ปล้นชาติ เราอาสาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้คนไทย" นายอุตตมกล่าว

สำหรับคำว่า "ไม่ซ้ายสุดขั้ว ไม่ขวาสุดโต่ง" ตามคำอธิบายของนายอุตตมคือ ไม่เอนไปข้างใดข้างหนึ่งเพื่อให้พรรคสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ และไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งใด ๆ ที่จะทำให้ไม่สามารถทำงานได้

แล้วอะไรคือความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างพรรคสร้างอนาคตไทย กับพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ถูกมองว่าอุดมการณ์เป็นเฉด "ขวากลาง" ไม่ว่าจะเป็น พปชร., พรรคประชาธิปัตย์, พรรคกล้า หรือพรรคกลุ่ม "3 ทหารเสือ กปปส." ที่มีกระแสข่าวว่าเตรียมก่อตั้งขึ้นใหม่

นายอุตตมและนายสนธิรัตน์ช่วยกันตอบคำถามนี้โดยมีใจความสำคัญตรงกันว่า "จุดแตกต่างคือพรรคนี้จะมุ่งหน้าสร้างและฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ" ทว่าทั้ง 2 คนไม่ได้เอ่ยถึงอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคแต่อย่างใด

ยืนยันเป็น "พรรคประชาธิปไตย" ตั้งแต่ พปชร. ถึงสร้างอนาคตไทย

หากย้อนดูบทบาทของกลุ่มสี่กุมารในอดีตจะพบว่า พวกเขาเคยร่วมรัฐบาลภายหลังรัฐประหาร 2557, ร่วมก่อตั้ง พปชร. ซึ่งถูกวิจารณ์ว่า "สืบทอดอำนาจ" ให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และยังเป็นผู้ "แห่ขบวนขันหมาก" ไปส่งเทียบเชิญหัวหน้า คสช. ให้มาเป็นนายกฯ ในบัญชีของ พปชร. ก่อนการเลือกตั้ง 2562 นั่นทำให้ประชาชนบางส่วนมองเห็นมุม "ไม่เป็นประชาธิปไตย" ต่อแนวการทำงานการเมืองของกลุ่มสี่กุมารในช่วงที่ผ่านมา

ประยุทธ์

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai.

คำบรรยายภาพ, พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของ พปชร. ปรากฏตัวครั้งแรกและครั้งเดียวที่เวทีปราศรัยปิดของพรรค เมื่อ 22 มี.ค. 2562 หรือก่อนเลือกตั้งเพียง 2 วัน ประกาศ "ผมจะยอมตายเพื่อแผ่นดินผืนนี้"

เมื่อถูกย้อนวีรกรรมในอดีตและทวงถามจุดยืนในปัจจุบัน นายสนธิรัตน์แจกแจงความเป็นประชาธิปไตยจากมุมมองของเขา โดยยึดเอารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งในวันที่ทำ พปชร. ก็ทำบนพื้นฐานการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย ไม่ต้องการให้นำไปสู่ความขัดแย้ง จึงอาสาทำพรรคเพื่อให้สอดคล้องกัน

"ปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือการเดินทางเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยเพราะมีกฎกติกา ส่วนการที่เราทำงานกับใคร ต้องย้อนไปว่าเราทำงานในฐานะเทคโนแครต การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เราลงสนาม ทำหน้าที่สร้างพรรคการเมือง และอาสาประชาชนลงเลือกตั้ง เรายืนหยัดอุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่เช่นนั้นเราก็คงไม่ทำพรรควันนี้" นายสนธิรัตน์กล่าว

"พรรคนี้จะเป็นพรรคประชาธิปไตย และเคารพการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน" นายสนธิรัตน์กล่าว เรียกเสียงปรบมือจากผู้สนับสนุนพรรคภายในห้องแถลงข่าว

เขาย้ำในอุดมการณ์ของพรรค เรื่องการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ไม่ใช่พรรคอะไหล่ พล.อ. ประยุทธ์

ท่ามกลางความขัดแย้งภายใน พปชร. อดีตผู้บริหารชุดแรกของ พปชร. ที่กลายเป็นผู้ก่อตั้งพรรคการเมืองน้องใหม่ ยืนยันว่า พล.อ. ประยุทธ์ในฐานะอดีตผู้บังคับบัญชา ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับพรรคสร้างอนาคตไทย และพรรคการเมืองนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อเป็น "อะไหล่" หรือ "สืบทอดอำนาจ" ให้ พล.อ. ประยุทธ์

  • นายอุตตม: "พูดชัดเลยว่าไม่ใช่ ไม่เกี่ยวข้องกัน" และ "ชัดเจนว่าพวกผมเดินออกมาแล้ว ไม่หันหลังกลับ"
  • นายสนธิรัตน์: "เราจะไม่เสนอชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ในบัญชีรายชื่อของพรรค"

อย่างไรก็ตาม 2 ผู้ก่อตั้งพรรคสร้างอนาคตไทยยังไม่เปิดเผยชื่อแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของพรรค หลังผู้สื่อข่าวถามถึงชื่อนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี โดยขอให้เป็นกระบวนการพิจารณาของพรรคต่อไป

นายสมคิด และ พล.อ.ประวิตร

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ (ซ้าย) เข้าร่วมรัฐบาล "ประยุทธ์ 2" ในโควต้ากลางของนายกฯ ก่อนลาออกจากตำแหน่งพร้อมสมาชิกกลุ่มสี่กุมารเมื่อ ก.ค. 2563

เช่นเดียวกับคำถามเรื่องเป้าหมายที่นั่งในสภาของพรรคที่แม้สื่อมวลชนถามอย่างน้อย 4 ครั้ง แต่ทั้งนายอุตตมและนายสนธิรัตน์เลือกที่จะไม่ตอบคำถาม

พรรคสร้างอนาคตไทยอยู่ระหว่างการยื่นขอจดจัดตั้งกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเลือกใช้พรรคการเมืองที่มีอยู่ในสารบบเดิม แต่นำมาเปลี่ยนชื่อใหม่ ซึ่งทางผู้ก่อตั้งพรรคคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาดำเนินการทางธุรการราว 2 เดือน

เปิด "ขุนพลชุดที่ 1"

นอกจากแกนนำกลุ่มสี่กุมาร ยังมีนักการเมืองอีกหลายคนสละพรรคเก่าแล้วย้ายมาเข้าร่วมอุดมการณ์กับพรรคสร้างอนาคตไทย

  • นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลาออกจากต้นสังกัดเก่าที่เป็นสมาชิกพรรคมานาน 29 ปี ร่วมเปิดตัวในฐานะขุนพลภาคใต้ของพรรค
  • นายสุพล ฟองงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร. เพิ่งลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ส่งผลให้สิ้นสภาพความเป็น ส.ส. ทันที ร่วมเปิดตัวในฐานะขุนพลภาคอีสานของพรรค
  • นายสันติ กีระนันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร. เพิ่งลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ส่งผลให้สิ้นสภาพความเป็น ส.ส. ทันที ร่วมเปิดตัวในฐานะขุนพลเศรษฐกิจของพรรค
  • นายวัชระ กรรณิการ์ อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตโฆษกหลายกระทรวง
  • นายมนต์ชีพ ศิวะสินางกูร หรือ "ครูเป็ด" อดีตกรรมการบริหารพรรคกล้า
เปิดพรรคสร้างอนาคตไทย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ขณะเดียวกันยังมีนักธุรกิจ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม ร่วมเปิดตัวในฐานะผู้ร่วมเจตนารมณ์ ซึ่งนายสนธิรัตน์เปรียบเปรยว่าเป็น "ขุนพลชุดที่ 1" รวมทุกสาขาอาชีพแล้วมี 22 คน อาทิ นายนริศ เชยกลิ่น อดีตผู้บริหารระดับสูงด้านอสังหาริมทรัพย์และการเงิน, นายณพพงศ์ ธีระวร อดีตประธานกรรมการบริหารสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย, นายพงศ์พรหม ยามะรัต อดีตซีอีโอบริษัทเทคโนโลยี, นายโอฬาร วีระนนท์ ประธานสมาคมฟินเทคประเทศไทย, นายวิรัช วิฑูรย์เธียร อดีตหัวหน้าผู้เชี่ยวชาญสิ่งแวดล้อมจากธนาคารโลก, นายอิธวัฒน์ พิทักษ์คุมพล รองเลขาธิการจุฬาราชมนตรี, นายกำพล ปัญญาโกเมศ อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, นางละเอียด ปู่หลุ่น ปราชญ์ชาวบ้าน จ.หนองบัวลำภู ฯลฯ