พลังประชารัฐ ร้าว แต่ยังไม่แตก ทางแยกของ ประยุทธ์-ประวิตร ในภาวะ “มังกรสองหัว”

พล.อ. ประวิตร บอกสื่อมวลชนเมื่อ 22 ก.ย. ว่า "จำเอาไว้นะ ให้ตายจากกัน เรา 3 ป. ถึงจะเลิกรักกัน"

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ รัฐสภา

คำบรรยายภาพ, พล.อ. ประวิตร บอกสื่อมวลชนเมื่อ 22 ก.ย. ว่า "จำเอาไว้นะ ให้ตายจากกัน เรา 3 ป. ถึงจะเลิกรักกัน"
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และนักการเมืองอาชีพต่างจับตาดูความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคพลังประชารัฐว่าจะนำไปสู่การตั้งพรรคการเมืองใหม่ของพี่น้องกลุ่ม "3 ป." หรือไม่

"วันนี้ทุกคนมาในนามรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือดูแลทุกคน ใครจะรักหรือไม่รัก นายกฯไม่สนใจ เพียงขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด" พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวกับชาวสุโขทัยเมื่อ 26 ก.ย. ในระหว่างลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัย

ส่วนสิ่งที่ผู้นำรัฐบาลบอกกล่าวกับ ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ไปรอต้อนรับเขาคือ "ไม่อยากให้มีข่าวความขัดแย้ง" และ "ขอให้ทุกคนมุ่งมั่นทำงานแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน"

ก่อนการเลือกตั้งปี 2562 ผู้นำคณะรัฐประหารเลือกสืบทอดอำนาจผ่านรูปแบบ "ผู้นำนอกพรรค" แม้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของ พปชร. แต่ก็ไม่มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รายใดเปิดหน้า-เปิดตัวสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเกิดใหม่

หนึ่งปีผ่านไป.. เกิดปฏิบัติการ "ยึดพรรค ก่อนยึดเก้าอี้ ครม." ผลคือนักการเมืองที่ถูกขนานนามว่ากลุ่ม "สี่กุมาร" ต้องเก็บข้าวของออกจากพรรค-รัฐบาลที่ตัวเองมีส่วนร่วมก่อตั้ง ก่อนปรากฏฉากจบในยกนี้เป็นภาพ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เข้ารั้งเก้าอี้หัวหน้า พปชร. คนใหม่

สองปีผ่านไป.. เกิดขบวนการ "โหวตล้มนายกฯ กลางสภา" ในระหว่าง พล.อ. ประยุทธ์ต้องเผชิญกับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจหนที่ 3 ของชีวิต ผลคือ 2 รัฐมนตรีที่ถูกวิจารณ์ว่าอยู่เบื้องหลังความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกสั่งปลดพ้นเก้าอี้ ทว่าจุดจบในยกนี้ ได้กลายจุดเริ่มต้นของภาพความขัดแย้งครั้งใหญ่ในรัฐบาล

รศ.ดร. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ภาพที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นภาวะ "มังกรสองหัว" ในขั้วรัฐบาล หาก 2 นายพลทำงานร่วมกัน จะดูน่าเกรงขามมาก แต่ถ้าไม่ลงตัว ก็จะเกิดการปะทะกันอย่างที่สังคมเห็น

"ที่พรรคคุมไม่ได้ เพราะ พปชร. มี 'มังกรสองหัว' พล.อ. ประยุทธ์ไม่ได้คุมอะไรในพรรคเลย สวนกล้วยก็ไม่ได้ปลูก และยังมีทีท่าจะรังเกียจนักการเมืองหรือนักเลือกตั้งด้วย คุมแต่ ครม. ส่วน พล.อ. ประวิตรในฐานะที่คุมพรรค ก็จะถูก ส.ส. กดดันตลอด" ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเลือกตั้งและพรรคการเมืองไทยกล่าว

ธรรมนัส

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา

คำบรรยายภาพ, ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า พูดคุยกับหัวหน้า "พรรคจิ๋ว" ระหว่างอภิปรายไม่ไว้วางใจปี 2564 โดยสองปีก่อนหน้านี้ เขาเคยเปรียบเปรยตัวเองว่า "คนเลี้ยงลิง เลยต้องเอากล้วยให้ลิงกินตลอดเวลา" หลังได้รับมอบหมายให้ไปเคลียร์ใจกับพรรคเล็กที่ขู่ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล เพราะไม่พอใจการจัดสรรโควตาประธาน กมธ.

สัดส่วน ครม. กับคลื่นใต้น้ำใน พปชร.

รัฐธรรมนูญ 2560 ที่จัดทำขึ้นในบรรยากาศหลังรัฐประหาร 2557 ก่อให้เกิดสิ่งที่ รศ.ดร. สิริพรรณ เรียกว่า "ระบอบทหารที่อำพรางด้วยการเลือกตั้ง" ผ่านมากว่าครึ่งเทอมของรัฐบาล "ประยุทธ์ 2" เธอเห็นทั้งปัจจัยที่ทหารคุมได้และคุมไม่ได้

ปัจจัยที่ควบคุมได้

  • สร้างพรรคโดยใช้วิธีดึงให้มาเป็นพวก มีทั้งการให้รางวัล หรือข่มขู่ คุกคาม สร้างโอกาสของบทลงโทษหากไม่เข้าร่วม
  • มีนโยบาย โดยแปรผลงานของ คสช. ที่ติดหูติดตาคนแล้วให้เป็นแต้มต่อทางการเมือง จากกองทุนประชารัฐ และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงกลายเป็นชื่อ พรรคพลังประชารัฐ
  • ได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มทุน ช่วยเสริมเสถียรภาพของรัฐบาล
  • ใช้สายสัมพันธ์ของทหารบริหารจัดการการเมือง
  • ใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญที่ "ออกแบบมาเพื่อพวกเรา" ทำให้พรรคอันดับ 2 ในสภากลายเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล
  • ทำให้องคาพยพของรัฐอยู่ภายใต้พรรคทหาร เช่น การเตรียมความพร้อมเลือกตั้งท้องถิ่นระดับต่าง ๆ และขยายวาระดำรงตำแหน่งของกำนันผู้ใหญ่บ้านให้อยู่ได้จนเกษียณ

ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้

  • สัดส่วน ครม. หลัง พปชร. จัดตั้งรัฐบาลผสม 19 พรรค รวม 254 เสียง โควต้ารัฐมนตรีควรอยู่ที่ 7 ส.ส./รมต. ตามสูตรคณิตศาสตร์การเมือง ทว่าในส่วนของ พปชร. ที่หิ้ว ส.ส. เข้าสภาได้ 116 คน (ณ วันจัดโผ ครม. "ประยุทธ์ 2/1") ได้โควต้ารัฐมนตรีไป 18 ตำแหน่ง (รวมนายกฯ) กลับต้องกันเก้าอี้ส่วนหนึ่งไว้ให้คนนอกพรรคที่มาในโควต้ากลางของนายกฯ ทำให้สัดส่วน ครม. ของพรรคเพี้ยนไป
กราฟฟิค

"การคุมสัดส่วน ครม. ไม่ได้ ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่จริง ๆ เป็นเรื่องใหญ่มาก และสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล" รศ.ดร. สิริพรรณกล่าว

เมื่อเก้าอี้รัฐมนตรีเป็นปัจจัยที่ ผู้นำรัฐบาล-ผู้นำพรรค ควบคุมไม่ได้แบบเบ็ดเสร็จ บรรดาหางมังกรจึงก่อคลื่นใต้น้ำอยู่เนือง ๆ และแอบฝังระเบิดเวลาเอาไว้ ทำให้หัวมังกรต้องหันมาแยกเขี้ยว-พ่นไฟใส่กันเอง

นักรัฐศาสตร์หญิงจากรั้วจามจุรี ชี้ให้เห็นว่า การปรับโฉม พปชร. อย่างน้อย 3 ครั้ง ได้นำไปสู่การปรับ ครม. และกระจายที่นั่งในรัฐบาล ไล่ตั้งแต่ การยึดอำนาจจากกลุ่ม "สี่กุมาร" ได้เก้าอี้รัฐมนตรีคืนมา 3 ตำแหน่ง, การอาศัยสถานการณ์จากคำพิพากษาศาลคดีชุมนุมการเมืองปี 2556-2557 บีบให้ขั้ว กปปส. ออกจากพรรค ทั้งที่เป็นสายหลักที่ทำให้เกิด คสช. ได้เก้าอี้รัฐมนตรีคืนมา 3 ตำแหน่ง (พปชร. 2 ตำแหน่ง และ ปชป. 1 ตำแหน่ง) และล่าสุด การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งแสดงให้เห็นแรงกดดันจาก ส.ส. ที่ต้องการตำแหน่งและที่ทางในพรรคมากขึ้น

"ครั้งหลังนี้เป็นแรงกระเพื่อมใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่ามังกรสองหัวที่เคยเดินไปด้วยกัน หันมาปะทะกันบ้าง แต่ถึงขั้นแตกแยกไหม คงไม่ แต่ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นสิ่งที่ พปชร. ไม่สามารถควบคุมได้ และ พล.อ. ประยุทธ์กำลังจะเข้ามาควบคุม จากที่ไม่เคยคิดจะควบคุมเลย กลายเป็นเงื่อนปมในอนาคตต่อไปว่า พปชร. จะอยู่ภายใต้การควบคุมของนายพลคนไหน มังกรหัวไหน" รศ.ดร. สิริพรรณกล่าว

กำเนิด "มังกรสองหัว"

ภาวะ "สองหัวในขั้วเดียว" ที่เกิดขึ้นกับ พปชร. เป็นผลจากการแบ่งบทกำหนดให้ พล.อ. ประยุทธ์ กำกับดูแลงานราชการ-เป็นผู้คุมฝ่ายบริหาร ขณะที่ พล.อ. ประวิตร คอยบงการ-สั่งการงานการเมือง ดูแลฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งสภาล่างและสภาสูง

พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้า พปชร. ตั้งแต่ 27 มิ.ย. 2563

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้า พปชร. ตั้งแต่ 27 มิ.ย. 2563

คนการเมืองหลายคนระบุตรงกันว่าพวกเขามีโอกาสพบชายที่ถูกเรียกว่า "นายป้อม" หรือ "หัวหน้า" ก่อนเข้าสังกัด พปชร.

"หัวหน้านี่ล่ะครับ ท่านส่งซิก (ส่งสัญญาณ) ว่าเชิญเอกราชมาพบหน่อยที่บ้าน... ท่านว่ามาช่วยกันผลักดันให้นายกฯ ประยุทธ์เป็นนายกฯ ต่อ ช่วยขับเคลื่อนสร้างความสงบในบ้านเมือง ภาพตอนนั้นเราก็มองไม่เห็นใครเหมาะสมจะเป็นนายกฯ ได้ ก็ยินดีมาร่วมงาน มาช่วยหัวหน้า เป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ในการขับเคลื่อน" นายเอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร. กลุ่ม "เพื่อนธรรมนัส" กล่าวกับบีบีซีไทย ย้อนนาทีมุดรังมังกรเมื่อปี 2561

เช่นเดียวกับ พล.อ. วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรคคนล่าสุด ผู้ออกตัวว่าไม่สันทัดการเมือง แต่มาด้วยใจที่อยากช่วยงาน "พี่รัก" อย่าง พล.อ. ประวิตร และช่วยให้ พปชร. เกิดความรักใคร่กลมเกลียว เป็นหนึ่งเดียว มุ่งสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้าและได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง

"วันนี้ท่าน (พล.อ. ประวิตร) ขาดคนทำงานที่แบบมองตารู้ใจ จึงขอให้มาช่วย" พล.อ. วิชญ์กล่าวกับสื่อมวลชนที่รัฐสภา หลังเข้าร่วมประชุมกับ ส.ส. พปชร. นัดแรกเมื่อ 23 ก.ย.

ไม่ว่าบังเอิญหรือจงใจ พล.อ. วิชญ์ นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 11 (ตท. 11) เคยเป็นคู่ชิงเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) คนที่ 37 กับ พล.อ. ประยุทธ์ ตท. 12 มาก่อนเมื่อปี 2553 อีกทั้งยังเป็นเพื่อนของ พล.อ. ไตรรงค์ อินทรทัต หรือ "เสธ. ไอซ์" ตท. 10 ผู้เป็น "นายเก่า" ของ ร.อ. ธรรมนัส ทำให้ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองจับตาดูว่าเป็นกลเกมของผู้นำพรรค เพื่อตีกันนายกฯ นอกพรรค ไม่ให้เข้ามาแทรกซึมกิจการการเมืองของ พปชร. หรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.อ. วิชญ์ขอปฏิเสธบทบาท "กันชน" พร้อมการันตีว่าพี่น้อง 2 ป. ยังรักใคร่กันดี ไม่มีความขัดแย้งใด ๆ

พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานประชุมพรรค 15 ก.ย. โดยมี พล.อ. วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา นั่งประกบอยู่ด้วย

ที่มาของภาพ, STR/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานประชุมพรรค 15 ก.ย. โดยมี พล.อ. วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา นั่งประกบอยู่ด้วย

ขณะที่ รศ.ดร. สิริพรรณเห็นว่าการแบ่งบทการเมืองของ พล.อ. ประยุทธ์-พล.อ. ประวิตร เป็นยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาด และเป็นเหมือน "ระเบิดเวลา" ถ้ามองว่าพรรคเป็นกลไกหลักในการจัดตั้งรัฐบาล วัตถุประสงค์หลักในการจัดตั้ง พปชร. ก็เพื่อให้ได้เป็นรัฐบาล แต่เมื่อจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว ตัวพรรคกลับไม่สามารถคุมภารกิจสำคัญอย่างการเลือก ครม. ของพรรคได้ แล้วไปให้อำนาจคนหนึ่งคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค และไม่มีความผูกพันอะไรกับพรรค ทำให้เกิดแรงเสียดทาน จนต้องปรับโครงสร้างพรรคถึง 3 ครั้ง

ระเบิดเวลาเดินทางมาถึงจุดระเบิดในช่วงต้นเดือน ก.ย. โดยมีผลการลงมติในศึกซักฟอก 6 รัฐมนตรีเป็นชนวน เมื่อผู้นำสูงสุดของฝ่ายบริหารได้รับคะแนนไว้วางใจต่ำสุดในหมู่ผู้ถูกอภิปราย เป็นผลให้ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า กับนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่ถูกเชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการเขย่าเก้าอี้นายกฯ ต้องสังเวยเก้าอี้รัฐมนตรี

"อาจเพราะมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงทางอำนาจ และเป็นการรักษาหน้าด้วย พล.อ. ประยุทธ์ต้องบริหารอำนาจ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่ได้รับความเคารพเชื่อถือจาก ครม. และสภา" อาจารย์สิริพรรณให้ความเห็น

พลันที่ พล.อ. ประยุทธ์สั่งปลด 2 รัฐมนตรีพ้นจากรัฐบาล พล.อ. ประวิตรกลับอุ้มคนทั้งคู่ให้ร่วมวงฝ่ายบริหารพรรคต่อไป ทำให้อาจารย์สิริพรรณเห็นว่าอนาคตของนายพลผู้น้องเริ่มไม่ชัดเจนว่าจะสามารถเป็นแคนดิเดตนายกฯ ในนาม พปชร. ได้อีกหรือไม่ หรือ พปชร. ต้องเตรียมแคนดิเดตสำรองเอาไว้

นางนฤมล และ ร.อ. ธรรมนัส เข้าร่วมประชุม ครม. นัดสุดท้ายเมื่อ 7 ก.ย. ก่อนที่ทั้งคู่จะถูกนายกฯ สั่งปลดในวันรุ่งขึ้น

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, นางนฤมล และ ร.อ. ธรรมนัส เข้าร่วมประชุม ครม. นัดสุดท้ายเมื่อ 7 ก.ย. ก่อนที่ทั้งคู่จะถูกนายกฯ สั่งปลดในวันรุ่งขึ้น

"ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้ พล.อ. ประยุทธ์กลายเป็นสินค้าเสื่อมคุณค่าทั้งในสายตาประชาชนทั่วไป กลุ่มทุน และชนชั้นนำทางการเมือง เพียงแต่ยังหาคนที่จะขึ้นมาเป็นตัวตายตัวแทนไม่ได้ ณ จุดนี้จึงยังต้องให้โอกาสต่อ แต่ในอนาคต หากมีแคนดิเดตนายกฯ คนใหม่ผ่านคอนเนคชัน (สายสัมพันธ์) ของ ร.อ. ธรรมนัส สามารถหาคนที่ได้รับการยอมรับของชนชั้นนำทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ พล.อ. ประยุทธ์ก็อาจถูกบีบให้หมดบทบาทลง" เธอวิเคราะห์

เอกภาพที่ต้องประคอง vs พรรคใหม่

แม้อนาคตทางการเมืองเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา แต่ภาวะ "ขาลอย" ที่ผู้นำรัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ ณ ปัจจุบัน ทำให้เขาต้องลดระยะห่างทางสังคมกับบรรดาผู้แทนราษฎร

หลังเสร็จศึกซักฟอก พล.อ. ประยุทธ์เดินสายลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ จ.สมุทรปราการ ชัยนาท ชลบุรี เพชรบุรี และสุโขทัย นอกจากนี้ยังเตรียมยกคณะไปเยือนชัยภูมิ และนครศรีธรรมราช ในสัปดาห์นี้

อย่างไรก็ตามต้องรับว่าการเข้าหามวลชน เพื่อสร้างและหยั่งกระแสนิยมทางการเมือง จำเป็นต้องใช้บริการของนักเลือกตั้งอาชีพในการช่วยจัดฉาก และเชื่อมต่อระหว่างนายพล-คนการเมือง-มวลชน จึงไม่แปลกหากฉากเหยียบเพชรบุรีของนายกฯ จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับการย่ำพระนครศรีอยุธยาของรองนายกฯ ในวันเดียวกัน (22 ก.ย.) พร้อมนับหัว ส.ส. ที่รุดไปร่วมคณะของ 2 ป. ได้ที่ 9 ต่อ 55

ส.ส. พปชร. รวม 55 คนไปรอรับการเดินทางไปตรวจราชการของ "หัวหน้าป้อม" ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อ 22 ก.ย.

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พปชร.

คำบรรยายภาพ, ส.ส. พปชร. รวม 55 คนไปรอรับการเดินทางไปตรวจราชการของ "หัวหน้าป้อม" ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อ 22 ก.ย.

สื่อมวลชนหลายสำนักไม่เพียงพาดหัวข่าวว่าเป็นศึกวัดกำลังของ 2 พี่น้อง แต่ยังชี้ให้เห็นศักยภาพทางการเมืองของเลขาธิการ พปชร. ผู้ไร้สถานะในฝ่ายบริหาร

ทว่าอีก 4 วันต่อมา (26 ก.ย.) พล.อ. ประยุทธ์สามารถกู้หน้าคืนได้ในระดับหนึ่ง ระหว่างลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยที่สุโขทัย เมื่อรัฐมนตรี และ ส.ส. ราว 30 ชีวิตร่วมลงพื้นที่ด้วย นอกจากนี้รองนายกฯ ยังสับหลีกคิวตรวจราชการไม่ให้ชนวันกับนายกฯ เพื่อลดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเปิด "ศึกสายเลือด" ของพี่น้อง 3 ป.

แล้วการแยกกันลงพื้นที่ จะนำไปสู่การแยกกันทำพรรคหรือไม่ รศ.ดร. สิริพรรณกล่าวว่า หาก พล.อ. ประยุทธ์ต้องสู้ทางการเมือง ก็จำเป็นต้องแยกทำพรรค คุมพรรคเอง เป็นหัวหน้าพรรคเอง แต่ภาพทั้งหมดจะปรากฏชัดก็ต่อเมื่อมีนักการเมืองย้ายเข้า-ย้ายออก เมื่อมีสัญญาณว่ามีการทำพรรคใหม่จริงจัง

ปลัดกระทรวงมหาดไทย, รมว.มหาดไทย และนายกฯ ระหว่างตรวจน้ำท่วมเมื่อ 26 ก.ย.

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, รมว.มหาดไทย และนายกฯ ระหว่างตรวจน้ำท่วมเมื่อ 26 ก.ย.

ทั้งนักรัฐศาสตร์ และนักเลือกตั้ง วิเคราะห์ตรงกันว่า ภาพ พล.อ. ประยุทธ์เดินทางไปตรวจราชการในพื้นที่ต่าง ๆ โดยมี พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พี่คนรองของกลุ่ม "สาม ป." และนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้มีชื่อเล่นว่า "ฉิ่ง" คอยขนาบซ้าย-ขวา สื่อนัยสำคัญทางการเมืองท่ามกลางเสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่อง "ปลัดคนดัง" ซุ่มตระเตรียมการตั้งพรรคการเมืองน้องใหม่

ส.ส. กลุ่ม "เพื่อนธรรมนัส" อย่างนายเอกราช ช่างเหลา ยอมรับว่าได้ยินข่าวนี้ แต่ไม่ขอก้าวล่วง และไม่คิดว่าจะทำให้คนใน พปชร. สับสนหรือหวั่นไหว

"คนข้างนอกคิดว่าสร้างพรรคมันง่าย ส่วนใหญ่โดนหลอกกันหมด พวกข้าราชการมาตั้งพรรค เจ๊งหมด เจอนักเลือกตั้งเขี้ยวลากดิน ก็ต้องบอกว่าอย่าเคลิ้ม แต่ผมสนับสนุนให้ตั้งพรรคนะ จะได้รู้ว่าของจริงเป็นอย่างไร" นายเอกราชกล่าว

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตั้งโต๊ะแถลงวิจารณ์ข้ามพรรค ให้จับตาการเกิดขึ้นของพรรค พล.อ. ประยุทธ์ สถานการณ์ปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า พปชร. เป็นของ พล.อ. ประวิตร และกลุ่มกบฏของ ร.อ. ธรรมนัส ซึ่งยังไม่สลายไปและไม่มีท่าทีสมานฉันท์กับนายกฯ หาก พล.อ. ประยุทธ์จะเล่นการเมืองต่อ จึงต้องมี "พรรคของลุงฉิ่ง" เกิดขึ้นหลังเกษียณอายุราชการ 30 ก.ย. ให้จับตาดู 2 ป. พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ. อนุพงษ์ ใช้ "พรรคลุงฉิ่ง" สู้ศึกเลือกตั้งสมัยหน้า ที่บอกว่า 3 ป. รักกันมาก จึงไม่น่าเชื่อ

พล.อ. ประยุทธ์ ทักทายนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ผู้มีชื่อเล่นว่า "ฉิ่ง" ระหว่างเดินทางไปตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ประสบอุทกภัยที่ จ.สุโขทัย เมื่อ 26 ก.ย.

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, พล.อ. ประยุทธ์ ทักทายนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ผู้มีชื่อเล่นว่า "ฉิ่ง" ระหว่างเดินทางไปตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ประสบอุทกภัยที่ จ.สุโขทัย เมื่อ 26 ก.ย.

ขณะที่ รศ.ดร. สิริพรรณมองเห็น "รอยร้าว" และ "ความบาดหมางใจ" ในรัฐบาล พปชร. แต่ยังไม่เชื่อว่าพี่น้อง "สาม ป." จะแตกหักกันจริง หรือต่อให้มีการตั้งพรรคใหม่ ก็เป็นพรรคอะไหล่ พรรคสำรอง ที่อาจมารวมกันตอนจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้าก็ได้

"อำนาจของเครือข่ายทหารชุดนี้ น่าจะเกาะกุมกันได้อยู่ เพราะถ้าเขาแตกเมื่อไร มันจะพังทั้งระบบ ซึ่งถือเป็นต้นทุนสูงเกินกว่าที่เขาจะรับได้ มันเหมือนกับความอยู่รอดของพวกเขาเอง ก็แขวนอยู่บนเอกภาพที่ต้องประคับประคองให้มากที่สุดด้วย"

"แม้ พปชร. จะแตก และกลุ่มสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ และ พล.อ. ประวิตร จะแยกทางกันเดิน แต่หลังเลือกตั้ง พรรคฝ่ายนิยมทหารเหล่านี้ก็ยังคงจับมือกัน เพราะยังมี ส.ว. 250 เสียงหนุนอยู่ แต่อาจไม่มีชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ อยู่ในสมการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้าอีกต่อไป" รศ.ดร. สิริพรรณกล่าว

รื้อระบบเลือกตั้ง เพื่อคลาย "เชือกผูกคอตัวเอง"

หนึ่งในบทสรุปที่เกิดขึ้นจากสายตาของนักวิชาการผู้ศึกษาพรรคการเมืองและระบบการเลือกตั้งคือ "รัฐสภาจะมีเสถียรภาพได้ หัวหน้าฝ่ายบริหารต้องคุมเสียงข้างมากของ ส.ส. ได้ ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ย่อมหมายถึงเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง" นั่นหมายความว่าภาวะไร้เสถียรภาพที่เกิดขึ้น เป็นผลจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เปิดช่องให้เสนอชื่อคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เสมือนเป็นการ "กึ่งเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง"

"ถึงตอนนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นการออกแบบที่ล้มเหลว และรังเกียจนักการเมือง ถือเป็นบทเรียนของผู้ออกแบบระบบเลือกตั้งว่าหากออกแบบแล้วไม่สามารถสร้างดุลยภาพทางการเมืองได้ ที่สุดสถาบันการเมืองที่คุณออกแบบ ก็จะเป็นเหมือนเชือกผูกคอคุณเอง จะบีบรัด และทำร้ายตัวคุณเอง แล้วที่สุดคุณก็ต้องเปลี่ยนมัน และใช้ต้นทุนสูงพอสมควร" รศ.ดร. สิริพรรณกล่าว

สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, จ.สุโขทัย เป็นพื้นที่การเมืองของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม และแกนนำกลุ่ม "สามมิตร" นอกจากนี้ พปชร. เพิ่งมอบหมายให้นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร และรองเลขาธิการพรรค กลุ่ม "เพื่อนธรรมนัส" เป็นผู้ประสานงานกิจกรรมลงพื้นที่ของนายกฯ ด้วย

พปชร. เข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2562 ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่ม "สามมิตร" พปชร. บอกว่า "ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา"

อย่างไรก็ตามระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่เพิ่งใช้ครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทย กำลังจะถูกยกเลิกไป หลังรัฐสภามีมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (มาตรา 83 และมาตรา 91) โดยให้กลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพื่อเลือก ส.ส. 2 ระบบ และเปลี่ยนสัดส่วนใหม่โดยกำหนดให้มี ส.ส.แบบแบ่งเขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ทั้งนี้ภายใต้ข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญ 2560 นายกฯ ต้องนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ ในวันที่ 25 ก.ย. หลังพักร่างครบ 15 วัน

ในการรื้อกติกาเลือกตั้ง มี ส.ส. พปชร. ยกพรรค และ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. 149 คน จากทั้งหมด 250 คน ร่วมลงมติสนับสนุนด้วย

รศ.ดร. สิริพรรณเชื่อว่า ผู้มีอำนาจคิดลึก-คิดมาก-ชั่งน้ำหนักอยู่นาน ก่อนยอมให้ล้มกติกาที่ผู้นำทหารมีส่วนร่วมกำหนด เนื่องจากโจทย์ทางการเมืองเปลี่ยนไป และระบบที่มีอยู่ไม่เป็นคุณอีกต่อไป

"ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป พปชร. ไม่ใช่พรรคใหม่ และมีสถานะเป็นแกนนำรัฐบาล ซึ่งพรรคต้องใหญ่ขึ้น ทำให้บัตรเลือกตั้งใบเดียวไม่ตอบโจทย์ในการทำให้พรรคเติบโตขึ้น เปรียบเหมือนซื้อกางเกงไซส์เอ็มมา แต่ตัวโตขึ้น ต้องเปลี่ยนเป็นไซส์แอล ไม่อย่างนั้นจะจัดรัฐบาลได้อย่างไม่มีศักดิ์ศรี ดังนั้นเมื่อตัวขยายไปแล้ว ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนกางเกง"

ลต.

ที่มาของภาพ, NurPhoto via Getty Images

อีกประเด็นที่นักรัฐศาสตร์รายนี้เห็นว่าเป็นบทเรียนของขุนทหารคือ การจัดตั้งรัฐบาลด้วยการกวาดต้อนเอาพรรคเสียงเดียวมาร่วม มีต้นทุนสูง หากกลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ก็ได้กำจัด "พรรคจิ๋ว" แล้วไปดีลพรรคใหญ่ ๆ แทน อีกทั้งยังได้ลดอิทธิพลของพรรคเกิดใหม่อื่น ๆ ด้วย

แต่ประเด็นสำคัญคือภูมิทัศน์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป อาจารย์สิริพรรณระบุว่า ในสมการเดิมของบัตรเลือกตั้งเดียว มุ่งลดอิทธิพลของพรรคเพื่อไทย แต่สิ่งที่ได้คือพรรคอนาคตใหม่/พรรคก้าวไกล ซึ่งกลายเป็นภัยคุกคามชนชั้นนำมากกว่าเพื่อไทย

"ถ้าปล่อยให้ก้าวไกลโตจะเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่กว่าในสายตาอนุรักษนิยมไทย เมื่อชั่งน้ำหนักตรงนี้แล้ว บัตรสองใบ จะทำให้ก้าวไกลหายไปเกินครึ่ง สำหรับฝั่งอนุรักษนิยมก็ถือว่าคุ้มนะ ดังนั้น ส.ว. 149 คน เลยโหวตเห็นชอบ สายทหารทั้งนั้น รวมถึง พล.อ. ปรีชา จันทร์โอชา ด้วย สัญญาณนี้คิดว่าไม่ผิดนะ" ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเลือกตั้งให้ข้อสังเกต

แม้สมรภูมิเลือกตั้งคือการต่อสู้ภาคถนัดของ "พรรคทักษิณ" ทั้งที่อยู่ในรูปพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย สะท้อนผ่านการกำชัยชนะ 5 สมัยติดต่อกันไม่ว่าอยู่ภายใต้กติกาใด (2544, 2548, 2550, 2554, 2562) แต่ รศ.ดร. สิริพรรณชี้ว่า ขณะนี้ภูมิทัศน์การเมืองเปลี่ยนไปแล้ว ต่อให้กลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ก็ยากที่จะเกิดการชนะแบบถล่มทลาย อย่าลืมว่าความยิ่งใหญ่ของ "พรรคทักษิณ" มาจากความสามารถในการส่งมอบนโยบาย แต่ครั้งนี้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคฝ่ายค้าน ไม่ได้มีนโยบายอะไรที่จะดึงดูด เว้นเป็นความผูกพันและความเชื่อมั่นในแบรนด์เดิมของพรรค

Siripan Nogsuan Sawasdee

ที่มาของภาพ, Siripan Nogsuan Sawasdee

คำบรรยายภาพ, รศ.ดร. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ระบุว่า ในอดีตพรรคทหารจะใช้วิธีทุจริตการเลือกตั้งแบบทื่อ ๆ เป็นที่มาของคำว่า "ไพ่ไฟ-เวียนเทียน-พลร่ม" แต่ระยะหลัง พรรคทหารใส่เสื้อคลุมการเมือง เพื่อหาวิธีสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง

นอกจากนี้ยังมีโอกาสเกิด "ศึกสามเส้า" เพื่อไทย-ก้าวไกล-พลังประชารัฐ ต่อสู้กัน ซึ่งที่สุดแล้ว 2 พรรคแรกจะตัดคะแนนกันเอง ทำให้ พปชร. มีโอกาสชนะ

อย่างไรก็ตามการเมืองเป็นเรื่องไม่แน่นอน อาจารย์สิริพรรณจึงตั้งข้อสังเกตว่าหาก พล.อ. ประยุทธ์คิดสู้-ลุยทำพรรคการเมืองใหม่ ย่อมไม่ชอบใจบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แต่นายกฯ ก็ไม่สามารถไม่นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ เธอจึงแนะให้จับตาดูแทคติกทางกฎหมายอื่น ๆ เพื่อชะลอการบังคับใช้กติกาใหม่ ในกรณีเกิดอุบัติเหตุการเมืองและต้องเลือกตั้งเร็ว เช่น ทำให้กระบวนการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ล่าช้า เสร็จไม่ทัน

แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ พล.อ. ประยุทธ์ กำอำนาจยุบสภาไว้ในมือ

"ถ้าจะยุบ ก็ต้องยุบในจังหวะที่เหมาะสม ซึ่งยังไม่เห็นว่าจะเร็วกว่าต้นปีหน้า... ปัจจุบันดูเหมือนเป็นช่วงขาลงโควิด ซึ่งอาจผันแปรเป็นขาขึ้นรัฐบาล แม้ไม่อัตโนมัติ แต่ถ้าสถานการณ์โควิดลดลง ความคับข้องใจอึดอัดของคนก็น้อยลง แต่สถานการณ์เศรษฐกิจถ้าดิ่งเหว ก็ต้องรอให้การอัดฉีดงบกระตุ้นเศรษฐกิจทำงานก่อน ซึ่งต้องใช้เวลา 3-5 เดือน" รศ.ดร. สิริพรรณกล่าวทิ้งท้าย

Short presentational grey line

3 ปีพลังประชารัฐ กับฉากช่วงชิงอำนาจทางการเมือง

  • ก.ย. 2561 เปิดตัวพรรค โดยรวบรวมเอานักเลือกตั้งจากหลากหลายกลุ่มการเมืองเข้าไว้ภายใน มีรัฐมนตรีในรัฐบาล "ประยุทธ์ 1" นายอุตตม สาวนายน เป็นหัวหน้าพรรค และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งทั้งคู่ถือเป็นสมาชิกกลุ่ม "สี่กุมาร" อันหมายถึง 4 นักการเมืองคนสนิทของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์
  • ก.พ. 2562 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตอบรับเทียบเชิญเป็นนายกฯ ในบัญชีของ พปชร. ทำให้พรรคเข้าสู่สนามเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 โดยชูคำขวัญ "เลือกความสงบจบที่ลุงตู่"
ประยุทธ์

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai.

คำบรรยายภาพ, พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปรากฏตัวที่เวทีปราศรัยของพรรคพลังประชารัฐ เมื่อ 22 มี.ค. 2562 ประกาศ "ผมจะยอมตายเพื่อแผ่นดินผืนนี้"
  • มิ.ย. 2562 พปชร. ปิดดีลตั้งรัฐบาลผสม 19 พรรคได้สำเร็จ โดยอ้างความชอบธรรมจากการมีคะแนนมหาชนสูงที่สุด แม้เป็นพรรคอันดับ 2 ในสภาก็ตาม
  • ก.ค. 2562 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ถูกเพื่อนร่วมพรรคล่าชื่อถอดถอนจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค ในช่วงจัดโผ ครม. "ประยุทธ์ 2/1" ด้วยข้อหา "เป็นภัยต่อความมั่นคงของพรรคและรัฐบาลเป็นอย่างสูง" หลังหนึ่งในแกนนำกลุ่ม "สามมิตร" พลาดหวังจากเก้าอี้รัฐมนตรี เนื่องจาก พปชร. มีโควต้า 18 ตำแหน่ง (รวมนายกฯ) ไม่พอรองก้นผู้ประสงค์เป็นเสนาบดีของพรรค
  • มิ.ย. 2563 กก.บห. ชุดนายอุตตม สาวนายน ถูกยึดอำนาจ เมื่อจู่ ๆ 18 จาก 34 กก.บห. พร้อมใจลาออกจากตำแหน่ง ยัดเยียดสถานะรักษาการให้ ก่อนที่ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ และนายอนุชา นาคาศัย จากกลุ่ม "สามมิตร" เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่
  • ก.ค. 2563 กลุ่ม "สี่กุมาร" ลาออกจากรัฐบาล ส่งผลให้เก้าอี้ รมว.คลัง, รมว.พลังงาน และ รมว.การอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม ว่างลง และนำไปสู่การปรับ ครม. "ประยุทธ์ 2/2" ในอีก 1 เดือนหลังจากนั้น
แถลงข่าว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, จากซ้าย นายสุวิทย์ เมษินทรีย์, นายอุตตม สาวนายน, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล แถลงข่าวลาออกจากพรรคเมื่อ 9 ก.ค 2563 โดยให้เหตุผลว่าทำภารกิจส่ง พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ สมัย 2 สำเร็จแล้ว
  • ก.พ. 2564 ศาลพิพากษาจำคุก กปปส. ตั้งแต่ 4 เดือน ถึง 9 ปี 24 เดือน ในคดีชุมนุมการเมืองปี 2556-2557 ส่งผลให้ 3 รัฐมนตรีกลุ่ม กปปส. ประกอบด้วย นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ, นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม ต้องพ้นจากตำแหน่งทันที นำไปสู่การปรับ ครม. "ประยุทธ์ 2/4" ในอีก 1 เดือนหลังจากนั้น
  • มิ.ย. 2564 พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ส่งผลให้ กก.บห. 27 ชีวิต ต้องพ้นจากเก้าอี้โดยปริยาย ทั้งนี้เป้าหมายแอบแฝงคือการปลดนายอนุชา นาคาศัย พ้นจากการเป็นพ่อบ้านพรรค ต่อมา พล.อ. ประวิตรได้รับเลือกให้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคดังเดิม แต่ได้ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นเลขาธิการพรรคคนที่ 3
  • ก.ย. 2564 ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน ถูกปลดพ้นเก้าอี้รัฐมนตรี หลังมีเสียงวิจารณ์ว่าอยู่เบื้องหลังความเคลื่อนไหวของ "ขบวนการล้มนายกฯ" ในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทว่า พล.อ. ประวิตรไม่อนุมัติให้ทั้งคู่ทิ้ง พปชร. และขอให้ทำงานพรรคต่อไป

ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวม