รัสเซีย ยูเครน : คาดการณ์ 5 ฉากทัศน์ว่าสงครามจะจบอย่างไร

Ukrainian servicemen get ready to repel an attack in Ukraine's Luhansk region. Photo: 24 February 2022

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, เจมส์ แลนเดล
    • Role, ผู้สื่อข่าวสายการทูต บีบีซี

ท่ามกลางฝุ่นตลบของสงครามตอนนี้คงบอกได้ยากว่าสถานการณ์ต่อไปจะเป็นเช่นไร ข่าวสารจากแนวรบ ความพยายามทางการทูต และเรื่องราวอันสะเทือนใจของผู้สูญเสียและประชาชนที่กลายเป็นคนพลัดถิ่น ทั้งหมดทั้งมวลนี้ระดมกันเข้ามาในคราวเดียวจนยากที่จะมองสถานการณ์ให้ชัดเจน ดังนั้นเราจะถอยหลังไปก้าวหนึ่งเพื่อคิดดูว่าความขัดแย้งระหว่างยูเครนกับรัสเซียครั้งนี้จะเดินไปทางใด มีฉากทัศน์อันใดบ้างที่นักการเมืองและนักการทหารกำลังพิจารณาความเป็นไปได้กันอยู่ แม้ว่าไม่มีใครแน่ใจเลยว่าสถานการณ์จะพลิกผันไปอย่างไร แต่แทบทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่าจุดจบของแต่ละฉากทัศน์นั้นไม่สวยงามเอาเสียเลย

สงครามระยะสั้น

ภายใต้ฉากทัศน์นี้ รัสเซียจะโหมปฏิบัติการทางทหารหนักหน่วงขึ้น กองทัพอากาศรัสเซียซึ่งยังคงไม่มีบทบาทมากนักในตอนนี้จะเริ่มโจมตีทางอากาศ พร้อม ๆ กับแนวรบไซเบอร์ที่มุ่งเป้าไปที่สาธารณูปโภคระดับประเทศ อย่างเช่น ระบบผลิตและจ่ายกระแสไฟฟ้า โครงข่ายการสื่อสารทั้งประเทศ ประชาชนยูเครนหลายพันหรืออาจจะถึงหลายหมื่นเสียชีวิต แม้ว่าจะยังมีการต่อสู้จากชาวยูเครนแต่กรุงเคียฟก็จะแตกภายในเวลาไม่กี่วัน

มีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ที่เป็นหุ่นเชิดของทางการมอสโก ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน อาจถูกลอบสังหารหรือไม่ก็ต้องหนี ซึ่งถ้าไม่ไปทางตะวันตกของยูเครนก็ออกนอกประเทศไปเลยเพื่อตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย จะประกาศชัยชนะและถอนกำลังบางส่วนออก แต่ยังคงกำลังเอาไว้จำนวนเพียงพอที่จะควบคุมทั้งยูเครนเอาไว้ได้ ประชาชนจำนวนมากจะอพยพหนีไปยังประเทศตะวันตก ยูเครนจะมีสถานะเป็นรัฐบริวารของรัสเซียเช่นเดียวกับเบลารุส

ผลของสงครามระยะสั้นนี้มิใช่ว่าจะเป็นไปมิได้ องค์ประกอบที่จะดำเนินไปสู่ผลลัพธ์ข้างบน ได้แก่ กองทัพรัสเซียมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น มีการส่งกองกำลังไปเพิ่ม และจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของชาวยูเครนมลายไป ประธานาธิบดีปูตินจะเปลี่ยนผู้ปกครองที่เคียฟได้สำเร็จ และยับยั้งการแทรกแซงของตะวันตกยูเครนได้ดังที่หวังไว้ แต่อาจไม่ราบรื่นไปทั้งหมด เพราะนานาชาติอาจไม่ยอมรับรัฐบาลที่มีรัสเซียหนุนหลัง และภายในประเทศเองก็มีเชื้อไฟแห่งการต่อสู้จากพวกชาตินิยมยูเครนอยู่ และมีโอกาสสูงที่จะกลายมาเป็นความรุนแรงได้ในไม่เวลาไม่นาน

กองกำลังเชเชนในช่วงที่รัสเซียเข้ายึดครองกรุงกรอซนี

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กองกำลังเชเชนในช่วงที่รัสเซียเข้ายึดครองกรุงกรอซนี

สงครามระยะยาว

เป็นไปได้ด้วยว่าการรบจะพัฒนาไปเป็นสงครามอันยืดเยื้อ กองทัพรัสเซียอาจจะถูกสกัดกั้นจนทำให้ควบคุมเมืองหลวงและเมืองสำคัญอื่น ๆ ไม่ได้ดังที่หวัง ขวัญกำลังใจของทหารถดถอย การส่งกำลังบำรุงทหารในแนวรบมีประสิทธิภาพต่ำ รวมทั้งท่าทีอันไม่แน่นอนของผู้นำ การสู้ยิบตาของชาวยูเครนบนถนนทุกแห่งในทุกเมืองสำคัญทำให้รัสเซียยากที่จะได้ชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จ

สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นภายใต้ฉากทัศน์นี้ อาจเทียบเคียงได้กับสงครามที่กรอซนี เมืองหลวงของเชชเนียในช่วงทศวรรษ 1990 กองทัพรัสเซียเผชิญกับการต่อต้านหนักหน่วงและจำเป็นต้องต่อรบอย่างยืดเยื้อยากลำบาก ผลของสงครามนี้ทำให้กรอซนีก็เสียหายยับเยิน

แม้ว่าตอนนี้รัสเซียจะสามารถยึดหลายเมืองของยูเครนได้ แต่ก็อาจจะมีปัญหาว่าจะควบคุมเมืองนั้นให้ไร้การต่อต้านได้อย่างไร รัสเซียเองก็อาจจะไม่สามารถจะส่งกำลังพลมาเพื่อดูแลพื้นที่ทั้งหมดของยูเครนได้ เป็นได้ว่ากองทหารองยูเครนเองจะผันตัวเองไปเป็นกลุ่มต่อต้านที่ได้รับความสนับสนุนจากชาวบ้าน ประเทศตะวันตกยังคงส่งอาวุธและยุทธภัณฑ์อื่น ๆ ให้ เมื่อผ่านไปนานวัน อาจมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำในมอสโก และในที่สุดทหารรัสเซียอาจจะต้องถอนจากยูเครนแบบสุดสะบักสะบอมเหมือนที่เกิดขึ้นในปี 1989 ซึ่งรัสเซียต้องถอนตัวจากสงครามในอัฟกานิสถานหลังไม่อาจเอาชัยกองกำลังอิสลามแม้ว่าจะรบกันหนักหน่วงมานับสิบปี

สงครามในยุโรป

มีความเป็นไปได้ไหมที่สงครามอาจขยายตัวออกไปนอกเขตของยูเครน ซึ่งอาจมาจากการที่ประธานาธิบดีปูตินต้องการได้ดินแดนที่เคยอยู่ใต้สหภาพโซเวียตเดิมกลับคืนมา เขาอาจส่งกองทัพไปยังประเทศที่เคยอยู่ใต้อาณัติเดิมอย่าง มอลโดวา และจอร์เจีย ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมกับนาโต หรืออาจจะมาจากการที่สื่อสารคาดคำนวณสถานการณ์กันผิดพลาดและความตึงเครียดยกระดับกลายเป็นการสู้รบ ปูตินอาจจะประกาศว่าการที่ประเทศตะวันตกส่งยุทโธปกรณ์ไปช่วยยูเครนเป็นการรุกรานรัสเซีย จำเป็นต้องตอบโต้ หรือไม่เขาก็อาจจะขู่ว่าจะส่งกำลังทหารเข้าไปในรัฐแถบบอลติกที่เป็นสมาชิกนาโต อย่างเช่นลิทัวเนียที่คั่นระหว่างดินแดนส่วนใหญ่ของรัสเซียกับแคว้นคาลินินกราด แคว้นนี้เป็นเขตการปกครองของสหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลบอลติกแต่ไม่ได้มีส่วนไหนติดกับพรมแดนรัสเซียเลย แต่เป็นเมืองท่าสำคัญและจุดยุทธศาสตร์ในทะเลบอลติกที่รัสเซียหวงแหนมาก

จัตุรัสใกล้กับศาลากลางเมืองคาร์คิฟเสียหายหนักจากการยิงถล่มของทหารรัสเซีย

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, จัตุรัสใกล้กับศาลากลางเมืองคาร์คิฟเสียหายหนักจากการยิงถล่มของทหารรัสเซีย

หากเป็นเช่นนั้น ความเสี่ยงที่เกิดสงครามกับนาโตก็มีสูงขึ้น เพราะตามกฎบัตรของนาโตบอกว่าการโจมตีต่อประเทศสมาชิกใด ๆ ก็เหมือนกับการโจมตีต่อประเทศนาโตทั้งหมด ประธานาธิบดีปูตินอาจจะยอมรับความเสี่ยงเช่นนี้ได้ หากเขารู้สึกว่าเป็นหนทางเดียวที่จะรักษาสถานะผู้นำของเขาต่อไป เราได้เรียนรู้ว่าแล้วว่าปูตินไม่รีรอที่จะแหกธรรมเนียมปฏิบัติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีมาเนิ่นนานหากว่าเขาจะได้ประโยชน์ ซึ่งก็รวมถึงการใช้อาวุธนิวเคลียร์ด้วย การที่ปูตินประกาศยกระดับการเตรียมพร้อมของหน่วยรบนิวเคลียร์เมื่อต้นสัปดาห์แสดงให้เห็นแนวคิดของรัสเซียที่ว่าการโจมตีด้วยนิวเคลียร์เป็นไปได้ แม้ว่าคนไม่น้อยยังคงคิดว่าเขาคงไม่กล้าพอที่จะกดปุ่มปล่อยขีปนาวุธมหาประลัยนี้ออกมาก็ตาม

การเปิดเจรจาการทางทูต

คำถามในใจใคร ๆ หลายคนก็คือ เป็นไปได้ไหมที่จะมีการเจรจาระหว่างกันขึ้น

"แม้ว่าในตอนนี้จะพูดกันด้วยปืนอยู่ แต่ว่าเรายังคงเปิดทางให้มีการเจรจาหารือเพื่อแก้ไขปัญหา" อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าว และก็ใช่ว่าไม่มีความพยายามทางการทูตเกิดขึ้น ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศสได้หารือกับประธานาธิบดีปูตินทางโทรศัพท์ นักการทูตไม่น้อยก็บอกว่าข้อเสนอได้ยื่นไปทางมอสโกแล้ว คนของรัสเซียและยูเครนได้พบกันที่ชายแดนใกล้กับเบลารุส แม้ว่าจะไม่มีความก้าวหน้ามากนัก แต่การที่ปูตินยินยอมให้มีการพบกันเช่นนี้ก็เป็นสัญญาณว่าการเจรจาเพื่อหยุดยิงก็เป็นไปได้

คำถามสำคัญก็คือประเทศตะวันตกจะสามารถนำเสนอทางออกได้เพียงไร เพราะสิ่งที่ปูตินต้องการคือ ประเทศตะวันตกต้องยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่าง ๆ ที่ออกมา เพื่อให้ปูตินไม่รู้สึกเสียศักดิ์ศรีมากเกินไป ก่อนจะนำไปสู่การตัดสินใจเจรจา

ฉากทัศน์นี้อาจจะเกิดขึ้นได้หากว่ารัสเซียย่ำแย่ในการรบ และมาตรการคว่ำบาตรทำให้เศรษฐกิจรัสเซียง่อนแง่น และอำนาจนำของมอสโกถูกท้าทาย ประชาชนรัสเซียเริ่มลุกขึ้นมาต่อต้าน เมื่อจำนวนศพของทหารที่ถูกส่งกลับบ้านมีมากขึ้น ปูตินอาจจะเริ่มรู้สึกว่าเจอของแข็งที่เคี้ยวไม่ไหวเข้าเสียแล้ว และหากสงครามยืดเยื้อไปน่าจะเป็นภัยต่อเขา เขาก็อาจจะยอมเสียหน้ามาเจรจาหยุดยิงดีกว่าจะเสียอำนาจ อีกตัวแปรหนึ่งก็คือ การแทรกแซงของจีนที่จะกดดันให้มอสโกประนีประนอม อย่างเช่น ขู่ว่าจะไม่ซื้อน้ำมันและก๊าซจากรัสเซียหากว่าไม่ยอมลดระดับความขัดแย้งลง ทำให้ปูตินจำต้องอ่อนข้อลง

หรืออาจมีตัวแปรจากทางด้านยูเครน เมื่อผู้คนล้มตาย บ้านเมืองพังพินาศ รัฐบาลยูเครนก็อาจจะต้องยอมเจรจาวางอาวุธเพื่อรักษาชีวิตประชาชน นักการทูตเริ่มเจรจาและหาข้อตกลงร่วมกันได้ ยูเครนอาจจะต้องยอมรับว่ารัสเซียมีอำนาจเหนือคาบสมุทรไครเมียรวมทั้งบางส่วนของดอนบัส ส่วนปูตินก็อาจจะยอมให้ยูเครนเป็นรัฐเอกราชและมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศยุโรปอื่น ๆ ต่อไป แม้ว่าสถานการณ์นี้อาจจะฟังดูไม่น่าจะเป็นไปได้อย่างที่สุด แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะเมื่อเราเห็นซากปรักหักพังของสงครามอันนองเลือด ความคิดของคนก็อาจจะเปลี่ยนไปได้

ปูตินสิ้นอำนาจ

หากว่าเกิดแรงสะท้อนตีกลับมายังประธานาธิบดีปูตินเล่า? เมื่อเขาอนุมัติการโจมตี เขาประกาศว่า "เราพร้อมจะรับกับผลลัพธ์ในทุกรูปแบบ"

ถ้าผลลัพธ์คือ เขาต้องออกจากตำแหน่ง จะมีความเป็นไปได้ไหม? คำตอบตอนนี้ คือ สุดที่จะวาดภาพเช่นนี้ได้ แต่อย่าลืมว่าโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และความคิดเรื่องการเปลี่ยนผู้นำของรัสเซียก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีกระแสเอาเสียเลย เซอร์ ลอว์เรนซ์ ฟรีดแมน ศาสตราจารย์เกียรติคุณเอเมอริทัสแห่งศูนย์ศึกษาการสงคราม คิงส์ คอลเลจ ลอนดอนชี้ว่า "มีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำทั้งในมอสโก และเคียฟ"

ชายชาวรัสเซียถูกจับที่กรุงมอสโคในระหว่างประท้วงการรุกรานยูเครนของกองกำลังรัสเซีย

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ชายชาวรัสเซียถูกจับที่กรุงมอสโคในระหว่างประท้วงการรุกรานยูเครนของกองกำลังรัสเซีย

ทำไมเขาถึงกล่าวเช่นนี้ อาจเป็นเพราะการที่ปูตินแสวงหาสงคราม และทหารรัสเซียหลายพันหลายหมื่นต้องตาย เศรษฐกิจทรุดจากมาตรการคว่ำบาตรทำให้แรงสนับสนุนในตัวเขาลดน้อยลง แม้ว่าปูตินจะใช้หน่วยงานความมั่นคงปราบปรามกดดันฝ่ายที่ต่อต้านเขาอย่างหนัก แต่ว่ายังมีกลุ่มบุคคลทั้งในกองทัพ, นักการเมือง และผู้นำทางเศรษฐกิจที่ไม่ยอมก้มหัวให้อยู่ ประเทศตะวันตกก็แสดงชัดเจนว่าหากปูตินหลุดจากอำนาจไป รัสเซียได้ผู้นำคนใหม่ที่ประนีประนอมมากขึ้น ก็จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และปรับความสัมพันธ์ทางการทูตให้กลับมาดังเดิม การรัฐประหารอาจจะเกิดขึ้นในมอสโกเพื่อเอาปูตินออกไป แม้ตอนนี้ยังไม่มีวี่แววของการต่อต้านนี้ แต่หากว่าคนที่ใกล้ชิดกับปูตินไม่เชื่อว่าเขาจะอำนวยประโยชน์โภชน์ผลให้ได้เหมือนก่อน อาจก่อเป็นคลื่นใต้น้ำและระเบิดออกมาในที่สุดได้

line

สรุป

สถานการณ์คงไม่ได้เกิดตรงตามฉากทัศน์ที่เรานำเสนอนี้ อาจจะมีส่วนที่เกิดขึ้นผสมผสานกันไป และทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ต่างออกไป แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือ เมื่อความขัดแย้งระเบิดเป็นสงคราม โลกก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถกลับมายืนที่จุดเดิมได้อีกแล้ว ความสัมพันธ์ของรัสเซียกับประเทศอื่น ๆ จะแปลกเปลี่ยนไป ประเทศในยุโรปจะปรับท่าทีในเรื่องความมั่นคงเสียใหม่ และประชาคมโลกกำลังหันกลับไปมองว่าระเบียบโลกว่าด้วยสันติภาพและความเป็นอิสระของสมาชิกที่ถูกตราขึ้นมาเนิ่นนานแล้วมีความหมายใดและควรทำอย่างไรบ้างเพื่อให้ความหมายนั้นดำรงอยู่ได้อย่างแท้จริง