รัสเซีย ยูเครน : เหตุใดวาทกรรม “ปลดปล่อยยูเครนจากนาซี” ของปูติน จึงเป็นเท็จและบิดเบือน

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, มาเรียนา ซานเชส
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศบราซิล
แม้ว่าศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ได้ประกาศจะไต่สวนเอาผิดรัสเซียในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามกับชาวยูเครน หลังการสู้รบทำให้พลเรือนต้องอพยพออกนอกประเทศไปกว่าหนึ่งล้านคนแล้ว แต่ขณะนี้กองกำลังรัสเซียก็ยังคงเดินหน้ารุกรานยูเครนอยู่ต่อไป โดยข้ออ้างหนึ่งของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินก็คือ เขาต้องการจะ "ปลดปล่อยยูเครนจากพวกนาซี"
ในแถลงการณ์ที่เปิดฉากปฏิบัติการพิเศษทางทหารเมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา ผู้นำรัสเซียกล่าวหาว่ารัฐบาลยูเครน "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ประชากรที่พูดภาษารัสเซียในภูมิภาคโดเนตสก์และลูฮานสก์ ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนที่รัสเซียหนุนหลัง
อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองและประวัติศาสตร์ในโลกตะวันตกพากันชี้ว่า ข้ออ้างเรื่องการปลดปล่อยยูเครนจากนาซี (denazifying) เป็นเพียงข้อมูลเท็จ ซึ่งใช้การบิดเบือนประวัติศาสตร์มาสร้างความชอบธรรมในการแผ่ขยายอำนาจของรัสเซียเท่านั้น
สงครามโฆษณาชวนเชื่อ
อดัม เคซีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซียศึกษาจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐฯ บอกกับบีบีซีว่า คำว่านาซีได้ปลุกความทรงจำสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งกองทัพแดงของรัสเซียต่อสู้กับกองทัพของนาซีเยอรมนีจนได้ชัยชนะ สร้างความรู้สึกรักชาติและภาคภูมิใจในความเป็นรัสเซียแก่ประชาชนทั่วไป โดยเหตุการณ์ดังกล่าวยังคงมีอิทธิพลอย่างสูงต่อวัฒนธรรมและการเมืองรัสเซียมาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อปี 2020 รัสเซียถึงกับแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อห้ามไม่ให้มีผู้ตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์การมีส่วนร่วมของรัสเซียในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยบังคับให้ต้องยึดถือเรื่องราวฉบับทางการที่เชิดชูวีรกรรมของรัสเซียในการเอาชนะนาซีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เรื่องราวส่วนที่เกี่ยวกับยูเครนในประวัติศาสตร์ตอนนี้กลับแตกต่างออกไปอย่างมาก

กองทัพนาซีเข้ายึดครองยูเครนเมื่อปี 1941 และได้ตั้งรัฐบาลของจักรวรรดิเยอรมันแห่งยูเครน (RKU) ขึ้นมา โดยมีอำนาจปกครองเบลารุสและโปแลนด์บางส่วนด้วย พลเรือนยูเครนจำนวนหนึ่งได้เข้าร่วมกับนาซีและได้รับมอบหมายให้เป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รักษาการในค่ายแรงงาน ซึ่งก็ไม่ต่างจากสถานการณ์ในประเทศอื่น ๆ ที่ถูกนาซียึดครองในขณะนั้น
เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง มีประชากรยูเครนต้องเสียชีวิตไปถึง 5 ล้านคน ในจำนวนนั้นเป็นชาวยิวที่ถูกนาซีสังหารถึง 1.5 ล้านคน ทำให้ยากที่จะสรุปลงไปได้ว่าชาวยูเครนส่วนใหญ่ชื่นชมและสนับสนุนนาซีจากใจจริง
"ข้ออ้างเท็จที่ว่า รัฐบาลยูเครนในปัจจุบันไม่ต่างจากรัฐบาลยูเครนที่ร่วมมือกับนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จึงเป็นความพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์ เพื่อให้ชาวรัสเซียเห็นดีเห็นงามกับการรุกรานยูเครนของปูติน" เคซีย์กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้แต่เรื่องราวของสเตปัน บันเดรา (Stepan Bandera) วีรบุรุษผู้ต่อสู้เพื่อเอกราชของยูเครนในยุคนาซีครองอำนาจ ก็ยังถูกหยิบยกมาอ้างเป็นหลักฐานว่าชนชั้นนำของยูเครนฝักใฝ่นาซี ทั้งที่เขาร่วมมือกับผู้รุกรานชาวเยอรมันเพียงช่วงสั้น ๆ โดยหวังว่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ยูเครนเป็นอิสระจากการปกครองของสหภาพโซเวียตเท่านั้น
บันเดราเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ของชาวยูเครน ซึ่งต้องเผชิญกับความขัดแย้งที่รุมเร้าเข้ามาพร้อมกันสองด้าน ทั้งจากนาซีและสหภาพโซเวียต เขาเคยกระทั่งถูกตำรวจลับเกสตาโปของนาซีจับกุมและส่งตัวไปค่ายแรงงาน แต่ท้ายที่สุดก็มาถูกสายลับเคจีบีลอบสังหารที่เยอรมนี เมื่อปี 1959
ความรู้สึกเกลียดชังต่อต้านรัสเซีย
การที่ดูเหมือนว่าชนชั้นนำยูเครนฝักใฝ่นาซีในช่วงสั้น ๆ นั้น เทียบไม่ได้กับความรู้สึกเกลียดชังต่อต้านรัสเซียที่ฝังรากลึกในความคิดของสาธารณชนชาวยูเครนมานาน จนทำให้การแยกตัวเป็นอิสระจากสหภาพโซเวียตกลายเป็นประเด็นหลักในการต่อสู้ที่อยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด
เหตุทุพภิกขภัยครั้งใหญ่หรือ "ฮอโลโดมอร์" (Holodomor) ซึ่งทำให้ชาวยูเครนต้องล้มตายเพราะความอดอยากไปถึง 3.3 ล้านคนในช่วงทศวรรษ 1930-1940 ถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่สร้างความรู้สึกคับแค้นไม่พอใจต่อชาวรัสเซีย เนื่องจากนโยบายของโจเซฟ สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียต ได้บังคับขูดรีดเอาอาหารและทรัพยากรอันมีค่าของยูเครนไปจนหมดในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

ศาสตราจารย์ ไบรอัน เทย์เลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซีราคิวส์ของสหรัฐฯ ผู้เขียนหนังสือ "ถอดรหัสลัทธิปูติน" (The Code of Putinism) บอกกับบีบีซีว่า นับแต่เหตุการณ์ในปี 2014 ที่ชาวยูเครนลุกฮือขึ้นโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีวิกเตอร์ ยานูโควิช หุ่นเชิดของรัสเซีย หรือที่รู้จักกันในชื่อของการปฏิวัติไมดาน (Maidan Revolution) ชาวยูเครนแสดงออกอย่างชัดเจนว่า การเรียกร้องอิสรภาพของพวกเขานั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับลัทธินาซี แม้แต่กลุ่มการเมืองขวาจัดของยูเครนที่เชิดชูสเตปัน บันเดราเป็นวีรบุรุษ ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะแสดงออกถึงการสนับสนุนระบอบนาซีหรือเผด็จการฟาสซิสต์แต่อย่างใด แม้ปูตินจะเรียกบันเดราว่าเป็น "ผู้สมรู้ร่วมคิดของฮิตเลอร์" ก็ตาม

ที่มาของภาพ, Getty Images
เอมี แรนดัลล์ นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซานตาคลาราของสหรัฐฯ บอกกับบีบีซีว่า "ยูเครนไม่ได้ถูกปกครองด้วยนาซีหรือเผด็จการฟาสซิสต์ การที่เริ่มมีกลุ่มขวาจัดหรือพวกชาตินิยมสุดขั้วเพิ่มขึ้นบ้างในยูเครน ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เหมือนกับแนวโน้มทางการเมืองในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก"
"อันที่จริงแล้ว ยูเครนมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยมีผู้นำเป็นคนเชื้อสายยิวด้วยซ้ำ" แรนดัลล์กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้านประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของผู้นำรัสเซียที่ว่ารัฐบาลของเขาเป็นพวกนาซีใหม่หรือนีโอนาซีว่า "ผมจะเป็นนาซีได้ยังไง ปู่ของผมท่านเข้าร่วมกับหน่วยทหารราบรัสเซีย ยืนหยัดสู้รบกับนาซีจนสงครามสงบด้วยซ้ำ"
"ยูเครนในข่าวของรัสเซีย กับยูเครนในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่ประเทศเดียวกันและช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ลองคิดดูว่าประเทศที่มีคนตายไปถึง 8 ล้านคนในสงครามต่อต้านนาซี จะมีใจชื่นชมสนับสนุนนาซีได้อย่างนั้นหรือ" ผู้นำยูเครนกล่าว
นอกจากนี้ ข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลนิยมนาซีของยูเครน "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" กลุ่มคนที่พูดภาษารัสเซียในภูมิภาคโดเนตสก์และลูฮานสก์ ก็ยังเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยฝ่ายรัสเซียอีกประการหนึ่ง เพื่อทำให้ประชาชนของรัสเซียเห็นชอบกับการรุกรานยูเครน

ที่มาของภาพ, Reuters
"ปูตินต้องการสร้างความชอบธรรม โดยอ้างว่ากำลังปกป้องคนเชื้อสายรัสเซีย ในดินแดนทุกแห่งที่เคยอยู่ภายใต้สหภาพโซเวียต" เคซีย์กล่าว
"การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรง และประชาคมนานาชาติให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจังมาก ที่ผ่านมารัสเซียยังไม่มีหลักฐานที่จะยืนยันได้ว่ายูเครนทำเช่นนั้นจริง ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่า ไม่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นในกรณีนี้"

บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "วิกฤตยูเครน"










