รัสเซีย ยูเครน : เหตุใดวาทกรรม “ปลดปล่อยยูเครนจากนาซี” ของปูติน จึงเป็นเท็จและบิดเบือน

Right-wing activists commemorate the 113th birthday of Ukrainian nationalist and Nazi collaborator, Stepan Bandera in Kyiv, January 2022

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายขวา เฉลิมฉลอง ครบรอบ 113 ปี ชาตกาลของสเตปัน บันเดรา วีรบุรุษแห่งชาติยูเครน เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา
    • Author, มาเรียนา ซานเชส
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศบราซิล

แม้ว่าศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ได้ประกาศจะไต่สวนเอาผิดรัสเซียในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามกับชาวยูเครน หลังการสู้รบทำให้พลเรือนต้องอพยพออกนอกประเทศไปกว่าหนึ่งล้านคนแล้ว แต่ขณะนี้กองกำลังรัสเซียก็ยังคงเดินหน้ารุกรานยูเครนอยู่ต่อไป โดยข้ออ้างหนึ่งของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินก็คือ เขาต้องการจะ "ปลดปล่อยยูเครนจากพวกนาซี"

ในแถลงการณ์ที่เปิดฉากปฏิบัติการพิเศษทางทหารเมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา ผู้นำรัสเซียกล่าวหาว่ารัฐบาลยูเครน "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ประชากรที่พูดภาษารัสเซียในภูมิภาคโดเนตสก์และลูฮานสก์ ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนที่รัสเซียหนุนหลัง

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองและประวัติศาสตร์ในโลกตะวันตกพากันชี้ว่า ข้ออ้างเรื่องการปลดปล่อยยูเครนจากนาซี (denazifying) เป็นเพียงข้อมูลเท็จ ซึ่งใช้การบิดเบือนประวัติศาสตร์มาสร้างความชอบธรรมในการแผ่ขยายอำนาจของรัสเซียเท่านั้น

สงครามโฆษณาชวนเชื่อ

อดัม เคซีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซียศึกษาจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐฯ บอกกับบีบีซีว่า คำว่านาซีได้ปลุกความทรงจำสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งกองทัพแดงของรัสเซียต่อสู้กับกองทัพของนาซีเยอรมนีจนได้ชัยชนะ สร้างความรู้สึกรักชาติและภาคภูมิใจในความเป็นรัสเซียแก่ประชาชนทั่วไป โดยเหตุการณ์ดังกล่าวยังคงมีอิทธิพลอย่างสูงต่อวัฒนธรรมและการเมืองรัสเซียมาจนถึงทุกวันนี้

เมื่อปี 2020 รัสเซียถึงกับแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อห้ามไม่ให้มีผู้ตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์การมีส่วนร่วมของรัสเซียในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยบังคับให้ต้องยึดถือเรื่องราวฉบับทางการที่เชิดชูวีรกรรมของรัสเซียในการเอาชนะนาซีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เรื่องราวส่วนที่เกี่ยวกับยูเครนในประวัติศาสตร์ตอนนี้กลับแตกต่างออกไปอย่างมาก

โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อของนาซีในภาษายูเครน บอกว่า "ทหารของฮิตเลอร์เป็นมิตรกับประชาชน" (ซ้าย) "ฮิตเลอร์คือผู้มาปลดปล่อย" (ขวา)
คำบรรยายภาพ, โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อของนาซีในภาษายูเครน บอกว่า "ทหารของฮิตเลอร์เป็นมิตรกับประชาชน" (ซ้าย) "ฮิตเลอร์คือผู้มาปลดปล่อย" (ขวา)

กองทัพนาซีเข้ายึดครองยูเครนเมื่อปี 1941 และได้ตั้งรัฐบาลของจักรวรรดิเยอรมันแห่งยูเครน (RKU) ขึ้นมา โดยมีอำนาจปกครองเบลารุสและโปแลนด์บางส่วนด้วย พลเรือนยูเครนจำนวนหนึ่งได้เข้าร่วมกับนาซีและได้รับมอบหมายให้เป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รักษาการในค่ายแรงงาน ซึ่งก็ไม่ต่างจากสถานการณ์ในประเทศอื่น ๆ ที่ถูกนาซียึดครองในขณะนั้น

เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง มีประชากรยูเครนต้องเสียชีวิตไปถึง 5 ล้านคน ในจำนวนนั้นเป็นชาวยิวที่ถูกนาซีสังหารถึง 1.5 ล้านคน ทำให้ยากที่จะสรุปลงไปได้ว่าชาวยูเครนส่วนใหญ่ชื่นชมและสนับสนุนนาซีจากใจจริง

"ข้ออ้างเท็จที่ว่า รัฐบาลยูเครนในปัจจุบันไม่ต่างจากรัฐบาลยูเครนที่ร่วมมือกับนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จึงเป็นความพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์ เพื่อให้ชาวรัสเซียเห็นดีเห็นงามกับการรุกรานยูเครนของปูติน" เคซีย์กล่าว

ชาวยูเครนบางคนรำลึกถึงวีรบุรุษของชาติ สเตปัน บันเดรา ในวันที่ 1 มกราคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันเกิดของเขา

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ชาวยูเครนบางคนรำลึกถึงวีรบุรุษของชาติ สเตปัน บันเดรา ในวันที่ 1 มกราคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันเกิดของเขา

แม้แต่เรื่องราวของสเตปัน บันเดรา (Stepan Bandera) วีรบุรุษผู้ต่อสู้เพื่อเอกราชของยูเครนในยุคนาซีครองอำนาจ ก็ยังถูกหยิบยกมาอ้างเป็นหลักฐานว่าชนชั้นนำของยูเครนฝักใฝ่นาซี ทั้งที่เขาร่วมมือกับผู้รุกรานชาวเยอรมันเพียงช่วงสั้น ๆ โดยหวังว่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ยูเครนเป็นอิสระจากการปกครองของสหภาพโซเวียตเท่านั้น

บันเดราเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ของชาวยูเครน ซึ่งต้องเผชิญกับความขัดแย้งที่รุมเร้าเข้ามาพร้อมกันสองด้าน ทั้งจากนาซีและสหภาพโซเวียต เขาเคยกระทั่งถูกตำรวจลับเกสตาโปของนาซีจับกุมและส่งตัวไปค่ายแรงงาน แต่ท้ายที่สุดก็มาถูกสายลับเคจีบีลอบสังหารที่เยอรมนี เมื่อปี 1959

ความรู้สึกเกลียดชังต่อต้านรัสเซีย

การที่ดูเหมือนว่าชนชั้นนำยูเครนฝักใฝ่นาซีในช่วงสั้น ๆ นั้น เทียบไม่ได้กับความรู้สึกเกลียดชังต่อต้านรัสเซียที่ฝังรากลึกในความคิดของสาธารณชนชาวยูเครนมานาน จนทำให้การแยกตัวเป็นอิสระจากสหภาพโซเวียตกลายเป็นประเด็นหลักในการต่อสู้ที่อยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด

เหตุทุพภิกขภัยครั้งใหญ่หรือ "ฮอโลโดมอร์" (Holodomor) ซึ่งทำให้ชาวยูเครนต้องล้มตายเพราะความอดอยากไปถึง 3.3 ล้านคนในช่วงทศวรรษ 1930-1940 ถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่สร้างความรู้สึกคับแค้นไม่พอใจต่อชาวรัสเซีย เนื่องจากนโยบายของโจเซฟ สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียต ได้บังคับขูดรีดเอาอาหารและทรัพยากรอันมีค่าของยูเครนไปจนหมดในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

โปสเตอร์ที่ปราสาทโชควา (Zhovkva) ในยูเครนตะวันตกเขียนว่า "ฮิตเลอร์จงเจริญ บันเดราจงเจริญ รัฐอิสระแห่งยูเครนจงเจริญ"
คำบรรยายภาพ, โปสเตอร์ที่ปราสาทโชควา (Zhovkva) ในยูเครนตะวันตกเขียนว่า "ฮิตเลอร์จงเจริญ บันเดราจงเจริญ รัฐอิสระแห่งยูเครนจงเจริญ"

ศาสตราจารย์ ไบรอัน เทย์เลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซีราคิวส์ของสหรัฐฯ ผู้เขียนหนังสือ "ถอดรหัสลัทธิปูติน" (The Code of Putinism) บอกกับบีบีซีว่า นับแต่เหตุการณ์ในปี 2014 ที่ชาวยูเครนลุกฮือขึ้นโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีวิกเตอร์ ยานูโควิช หุ่นเชิดของรัสเซีย หรือที่รู้จักกันในชื่อของการปฏิวัติไมดาน (Maidan Revolution) ชาวยูเครนแสดงออกอย่างชัดเจนว่า การเรียกร้องอิสรภาพของพวกเขานั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับลัทธินาซี แม้แต่กลุ่มการเมืองขวาจัดของยูเครนที่เชิดชูสเตปัน บันเดราเป็นวีรบุรุษ ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะแสดงออกถึงการสนับสนุนระบอบนาซีหรือเผด็จการฟาสซิสต์แต่อย่างใด แม้ปูตินจะเรียกบันเดราว่าเป็น "ผู้สมรู้ร่วมคิดของฮิตเลอร์" ก็ตาม

โปสเตอร์จากช่วงปี 1927-1928 ระบุว่า "หากคุณยังไม่ได้เป็นสมาชิกสหกรณ์ รีบลงทะเบียนทันที"

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, โปสเตอร์จากช่วงปี 1927-1928 ระบุว่า "หากคุณยังไม่ได้เป็นสมาชิกสหกรณ์ รีบลงทะเบียนทันที"

เอมี แรนดัลล์ นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซานตาคลาราของสหรัฐฯ บอกกับบีบีซีว่า "ยูเครนไม่ได้ถูกปกครองด้วยนาซีหรือเผด็จการฟาสซิสต์ การที่เริ่มมีกลุ่มขวาจัดหรือพวกชาตินิยมสุดขั้วเพิ่มขึ้นบ้างในยูเครน ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เหมือนกับแนวโน้มทางการเมืองในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก"

"อันที่จริงแล้ว ยูเครนมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยมีผู้นำเป็นคนเชื้อสายยิวด้วยซ้ำ" แรนดัลล์กล่าว

ภาพเหมือนของวิกเตอร์ ยานูโควิช อดีตผู้นำยูเครน ซึ่งเขาทิ้งไว้ในคฤหาสน์หลังลี้ภัยออกนอกประเทศเมื่อปี 2014

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพเหมือนของวิกเตอร์ ยานูโควิช อดีตผู้นำยูเครน ซึ่งเขาทิ้งไว้ในคฤหาสน์หลังลี้ภัยออกนอกประเทศเมื่อปี 2014

ด้านประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของผู้นำรัสเซียที่ว่ารัฐบาลของเขาเป็นพวกนาซีใหม่หรือนีโอนาซีว่า "ผมจะเป็นนาซีได้ยังไง ปู่ของผมท่านเข้าร่วมกับหน่วยทหารราบรัสเซีย ยืนหยัดสู้รบกับนาซีจนสงครามสงบด้วยซ้ำ"

"ยูเครนในข่าวของรัสเซีย กับยูเครนในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่ประเทศเดียวกันและช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ลองคิดดูว่าประเทศที่มีคนตายไปถึง 8 ล้านคนในสงครามต่อต้านนาซี จะมีใจชื่นชมสนับสนุนนาซีได้อย่างนั้นหรือ" ผู้นำยูเครนกล่าว

นอกจากนี้ ข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลนิยมนาซีของยูเครน "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" กลุ่มคนที่พูดภาษารัสเซียในภูมิภาคโดเนตสก์และลูฮานสก์ ก็ยังเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยฝ่ายรัสเซียอีกประการหนึ่ง เพื่อทำให้ประชาชนของรัสเซียเห็นชอบกับการรุกรานยูเครน

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ซึ่งมีเชื้อสายยิว ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลของเขาเป็นพวกนาซี

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ซึ่งมีเชื้อสายยิว ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลของเขาเป็นพวกนาซี

"ปูตินต้องการสร้างความชอบธรรม โดยอ้างว่ากำลังปกป้องคนเชื้อสายรัสเซีย ในดินแดนทุกแห่งที่เคยอยู่ภายใต้สหภาพโซเวียต" เคซีย์กล่าว

"การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรง และประชาคมนานาชาติให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจังมาก ที่ผ่านมารัสเซียยังไม่มีหลักฐานที่จะยืนยันได้ว่ายูเครนทำเช่นนั้นจริง ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่า ไม่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นในกรณีนี้"

line

บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "วิกฤตยูเครน"

line