รัสเซีย ยูเครน : ขบวนทัพ 64 กม. ของรัสเซียประชิดเคียฟ อพยพออกนอกประเทศแล้ว 6.6 แสนคน

ที่มาของภาพ, Reuters
รัฐบาลยูเครนแถลงว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 คนจากการยิงขีปนาวุธใส่อาคารส่งสัญญาณโทรทัศน์ ในกรุงเคียฟ และอาคารสำนักงานรัฐบาลในเมืองคาร์คิฟ เมื่อ 1 มี.ค. โดยกองกำลังของรัสเซีย
การโจมตีเกิดขึ้น หลังรัสเซียเตือนชาวกรุงเคียฟให้อยู่ห่างจากอาคารศูนย์เทคโนโลยีในเมืองหลวงที่มีแผนยิงถล่ม ในขณะที่ภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นถึงขบวนแถวยานยนต์ทางทหาร รถหุ้มเกราะของรัสเซียความยาว 64 กม. มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเคียฟ แต่ชะลอตัวเป็นระยะะเนื่องจากมีรถขัดข้อง
เหตุการณ์ยิงขีปนาวุธใส่อาคารส่งสัญญาณโทรทัศน์เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน ซึ่งจุดเกิดเหตุใกล้กับอนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงชาวยิวกว่า 3.3 หมื่นคน ที่ตกเป็นเหยื่อของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่หุบเขาบาบิน ยาร์
ก่อนหน้านี้ของวัน ที่จัตุรัสแห่งเสรีภาพ (Freedom Square) ที่คาร์คีฟ เมืองใหญ่อันดับ 2 ของยูเครนถูกขีปนาวุธถล่มใส่ เป็นเหตุให้พลเรือนอย่างน้อย 10 คน เสียชีวิต

ที่มาของภาพ, Maxar
ก่อนหน้านี้ ภาพถ่ายดาวเทียมของบริษัท Maxar Technologies ของสหรัฐฯ เผยให้เห็นขบวนยานยนต์หุ้มเกราะของกองทัพรัสเซียและรถขนกำลังพลพร้อมเสบียงที่ยาวเหยียดถึง 64 กิโลเมตร เคลื่อนเข้าประชิดกรุงเคียฟ นครหลวงของยูเครนทางตอนเหนือ ทำให้หวั่นเกรงกันว่าจะมีการระดมโจมตีครั้งใหญ่ ซึ่งจะยกระดับความรุนแรงของการสู้รบขึ้นอีกอย่างมาก
ขณะนี้ขบวนรถทหารดังกล่าวอยู่ที่เมืองอิวานคิฟ (Ivankiv) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเคียฟมากนัก โดยภายในขบวนมีทั้งรถถัง รถหุ้มเกราะ รถลากจูงปืนใหญ่ รวมทั้งรถขนส่งกำลังพลและลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์
นอกจากนี้ภาพถ่ายดาวเทียมยังพบกองทหารรัสเซียจำนวนหนึ่ง ที่สนามบินอันโทนอฟ (Antonov) ซึ่งอยู่ห่างจากย่านใจกลางของกรุงเคียฟราว 27 กิโลเมตร ทั้งยังพบซากรถหุ้มเกราะและสะพานที่ถูกทำลายทางตะวันตกของเมืองด้วย ในขณะที่รัสเซียยังคงโจมตีกรุงเคียฟทางอากาศในช่วงเวลากลางคืนอย่างหนัก
สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติประมาณว่ามีประชาชนกว่า 6.6 แสนคนที่อพยพออกจากยูเครนแล้ว
ความเสียหายของรัสเซียจากการข่าวของสหรัฐฯ
เจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อช่วงบ่ายของ 1 มี.ค. ตามเวลาในสหรัฐฯ ว่า ขวัญกำลังใจของทหารรัสเซียย่ำแย่มาก หลังการบุกยูเครนเป็นวันที่หก แต่ก็ยังไม่สามารถยึดเมืองท่ามาริอูโปล บางหน่วยถึงกับยอมวางอาวุธ
รายงานระบุว่ารัสเซียยิงขีปนาวุธไปแล้ว 400 ลูก แต่ระบบต้านขีปนาวุธของยูเครนยังทำงานได้ดี แต่ ราว 80% ของกำลังทหารรัสเซียที่ล้อมยูเครนไว้ก่อนหน้านี้ ได้เข้ามาอยู่ในประเทศแล้ว และมีสัญญาณว่าทหารรัสเซียบางหน่วยกำลังขาดเสบียงและเชื้อเพลิง
ในช่วงเช้าของ 1 มี.ค. ตามเวลาในประเทศไทย รัสเซียได้เปิดฉากโจมตีเมืองเคียร์ซอน (Kherson) ซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางตอนใต้ของยูเครน โดยมีการเคลื่อนพลจากสนามบินที่ชานเมืองเข้ามาตามทางหลวงสายสำคัญ อย่างไรก็ตาม นายกเทศมนตรีของเมืองเคียร์ซอนยืนยันว่า ขณะนี้เมืองถูกกองกำลังรัสเซียปิดล้อม ทว่ายังไม่ได้ถูกยึดครองแต่อย่างใด
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น ในขณะที่การเจรจาสันติภาพระหว่างยูเครนและรัสเซีย ซึ่งจัดขึ้นที่พรมแดนยูเครน-เบลารุส เมื่อวานนี้ ยังคงไม่ได้ข้อสรุป แต่ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องกันว่าจะพูดคุยหารือกันต่อไป และจะกลับมาพบกันที่โต๊ะเจรจาอีกครั้งในอีก 2-3 วันข้างหน้า

ที่มาของภาพ, Maxar
ศาลอาญาระหว่างประเทศเตรียมไต่สวน
ที่เมืองคาร์คิฟซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของยูเครน ขีปนาวุธของรัสเซียทำให้พลเรือนเสียชีวิตไปหลายสิบคน ซึ่งทางการยูเครนระบุว่ารัสเซียจงใจโจมตีทำร้ายพลเรือนโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีภาพวิดีโอที่ยืนยันว่า กองกำลังรัสเซียใช้ระเบิดลูกปรายซึ่งเป็นอาวุธต้องห้าม ในย่านที่มีประชาชนอยู่อาศัยอย่างหนาแน่นอีกด้วย
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นายคาริม ข่าน อัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ออกมาระบุว่า เขาต้องการจะไต่สวนหาข้อเท็จจริงในกรณีข้างต้น ซึ่งเขาเชื่อว่ามีเหตุผลอันสมควรที่จะต้องตรวจสอบการกระทำของรัสเซียและทุกฝ่ายที่ทำการสู้รบในยูเครน ว่าเข้าข่ายการก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติหรือไม่ โดยเขาจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลอาญาระหว่างประเทศก่อนเริ่มการไต่สวนครั้งนี้
ทูตยูเครนกล่าวหารัสเซียใช้ระเบิดสุญญากาศ
นางออกซานา มาร์คาโรวา ทูตยูเครนประจำกรุงวอชิงตันเข้าให้การกับรัฐสภาของสหรัฐฯ ว่ามีการใช้ระเบิดสุญญากาศซึ่งเป็นอาวุธต้องห้ามตามอนุสัญญาเจนีวา โจมตีทำร้ายพลเรือนชาวยูเครนจำนวนมากในการสู้รบเมื่อ 28 ก.พ.

ที่มาของภาพ, Getty Images
ระเบิดสุญญากาศหรืออาวุธเทอร์โมบาริก (Thermobaric weapon) เป็นอาวุธที่บรรจุวัตถุระเบิดแรงดันสูง ซึ่งจะดูดเอาออกซิเจนในบรรยากาศรอบข้างเข้ามาจุดชนวนระเบิด ทำให้เกิดความร้อนมหาศาลและคลื่นกระแทกรุนแรงแผ่ออกไปโดยรอบ
กลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนรายงานว่า รัสเซียเคยใช้ระเบิดสุญญากาศมาก่อนในการสู้รบที่เชชเนีย สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นของสหรัฐฯ ก็รายงานว่า มีผู้พบเห็นฐานยิงระเบิดสุญญากาศที่เมืองเบลโกรอดของรัสเซียซึ่งติดกับชายแดนยูเครน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
วีรบุรุษแห่งสมรภูมิ "เกาะงู" รอดชีวิตจากเรือรบรัสเซีย
หลังจากสื่อสังคมออนไลน์ของยูเครนเผยแพร่เรื่องราวที่ทหาร 13 คน บนเกาะซมินีหรือ "เกาะงู" ในทะเลดำ พลีชีพต้านทานการโจมตีจากเรือรบรัสเซีย เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ล่าสุดกองทัพเรือยูเครนแถลงทางเฟซบุ๊กว่า วีรบุรุษเหล่านี้และทหารคนอื่น ๆ บนเกาะงูยังคงมีชีวิตอยู่และสบายดี รวมถึงทหารยูเครนคนที่ปฏิเสธจะยอมจำนนและตะโกนบอกให้เรือรบรัสเซีย "ไปตายซะ"

ที่มาของภาพ, UKRAINIAN NAVAL FORCES
กองทัพเรือยูเครนระบุว่า กองกำลังรักษาชายแดนและหน่วยนาวิกโยธินบนเกาะงู 82 นาย ต่อสู้อย่างเต็มกำลังความสามารถจนกระสุนหมด แต่ก็ไม่อาจจะต้านทานเรือรบรัสเซียซึ่งยิงทำลายประภาคาร หอคอย เสาอากาศสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานทางทหารต่าง ๆ บนเกาะจนพังราบคาบ ทำให้กองกำลังยูเครนจำต้องวางอาวุธและยอมจำนนต่อฝ่ายรัสเซีย
กองกำลังรัสเซียได้เข้าควบคุมตัวทหารยูเครนบนเกาะงู รวมทั้งเรือกู้ภัยของพลเรือนยูเครนที่พาหมอและนักบวชมาให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ทหารบนเกาะด้วย ซึ่งฝ่ายยูเครนประณามว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม คาดว่ากองกำลังรัสเซียจะปล่อยตัวคนเหล่านี้กลับภูมิลำเนาในไม่ช้า
เกาะงูนั้นมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างมากแม้จะมีขนาดเล็ก เนื่องจากเป็นสถานที่สำคัญที่ยูเครนใช้อ้างอิงในการกำหนดอาณาเขตทางทะเล
ท่าทีไทย
ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากนักการทูตต่างชาติหลายประเทศที่ต้องการให้รัฐบาลไทยแสดงจุดยืนทางการเมืองกรณีรัสเซียรุกรานยูเครน ล่าสุด 1 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ไทยต้องเดินหน้าอย่างระมัดระวัง ใช้กลไกการต่างประเทศ กลไกอาเซียน โดยต้องรักษาสมดุลไว้ พร้อมกับสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ
ความเห็นดังกล่าวมีขึ้น 1 วัน หลังเอกอัครราชทูตจากหลายประเทศในยุโรป และอุปทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ได้เข้าพบนายธานี ทองภักดี ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเพื่อทวงถามจุดยืนของไทยต่อสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน
ขณะที่นายเดวิด เดลี เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรป (อียู) ประจำประเทศไทย พร้อมด้วยเอกอัครราชทูตจาก 24 ประเทศ ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ ถึงการเดินทางไปยังกระทรวงการต่างประเทศพร้อมข้อความว่า การรุกรานยูเครนของรัสเซียเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติและสมาชิกสหประชาชาติทั้งหมด รวมทั้งไทย ควรที่จะออกมาพูด เพื่อรักษากฎระเบียบสากล พร้อมทั้งลงคะแนนเสียงให้มติของสหประชาชาติที่จะส่งผลกระทบต่อทุกคน
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์
นายดอน ปรมัติวินัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเมื่อ 1 มี.ค. ว่า ที่ประชุม คณะรัฐมนตรีได้พูดคุยถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างยูเครนกับรัสเซีย สำหรับไทยอาจจะต้องมีการปรับท่าทีบางส่วน เพราะเห็นว่าการประณามของหลายฝ่ายไม่ได้ช่วยอะไร แต่ไทยจะต้องหาจุดที่สามารถช่วยให้สถานการณ์เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ จะต้องหาทางส่งเสริมการพูดคุย ต้องทำให้การพูดคุยมีความต่อเนื่องโดยไม่หยุดนิ่ง
นายดอนกล่าวว่า ไทยมีความโชคดีอย่างหนึ่งคือ เราเป็นเพื่อนกับคนทั้งโลก สามารถพูดคุยกันได้เยอะ แต่คุยแล้วมีน้ำหนักมากหนักแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรามีช่องทางในการพูดคุย ทั้ง อียู รัสเซีย ยูเครน และสหรัฐอเมริกา มีช่องทาง เพียงแต่บางเรื่องเราต้องปล่อยให้ไหลไปตามเส้นทางธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องรีบกระโดดเข้าไปมีบทบาท เรื่องนี้เป็นเรื่องของเวทียุโรป เราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของโลก ก็ต้องดูว่า สุดท้ายจะคลี่คลายหรือไม่ และผลที่ตามมากับประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เพราะหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ปัญหาพลังงานก็จะตามมาแน่นอน เงินเฟ้อจะสูงขึ้น ซึ่งเราไม่ต้องการเช่นนั้น
ด้าน รศ.ดร.จิตติภัทร พูนขำ ผู้อำนวยการโครงการหลักสูตรนานาชาติคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในระหว่างการเสวนาทางออนไลน์ในประเด็น "รัสเซีย" บุก "ยูเครน" : สงครามโลกครั้งที่ 3 ? ได้ตั้งคำถามว่า "ไทยอาจจะต้องถอยกลับมาว่า ไทยจะเล่นเกมแบบไหน ผลประโยชน์ของไทยอยู่ตรงไหน การประกาศตัวเป็นกลางเป็นจุดยืนแบบหนึ่งเหมือนกัน เป็นจุดยืนที่กลางจริง ๆ แบบประเทศฟินแลนด์ หรือเป็นกลางแบบเลือกข้างหนึ่งในคู่ความขัดแย้ง"

ที่มาของภาพ, Twitter/@EmbEspTailandia
นักวิชาการคนนี้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในแง่หนึ่งการเป็นกลางก็มีความสำคัญ แต่ก็ต้องมีจุดยืนอยู่กับองค์การสหประชาชาติ ยืนอยู่กับกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น การไม่เห็นด้วยกับสงครามที่ไม่ชอบธรรม การเรียกร้องให้ใช้วิธีการแบบสันติ เป็นต้น โดยเฉพาะการยึดผลประโยชน์คนไทยเป็นหลัก
"ถ้าเป็นเช่นนั้นได้ จะถือว่าจุดยืนเป็นกลางอย่างสง่างามในเวทีระหว่างประเทศ" รศ.ดร.จิตติภัทร กล่าว

คุณมีคำถาม เราหาคำตอบ: ผลกระทบของสงครามในยูเครนต่อประเทศไทย

บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "วิกฤตยูเครน"












