ราชาภิเษก: 10 เรื่องน่ารู้ การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ที่มาของภาพ, AFP / Getty Images
ในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ ชาวไทยและชาวโลกจะได้ชื่นชมการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช 2562
ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องปลาย อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ที่แสดงถึงพระบารมีอันแผ่ไพศาลของพระเจ้าแผ่นดิน ถือเป็นประเพณีอันงดงาม และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของไทยที่สืบทอดมายาวนานจนถึงปัจจุบัน
บีบีซีไทย รวบรวม 10 เรื่องน่าสนใจที่เกี่ยวกับประเพณีอันทรงคุณค่า มานำเสนอ
1. ประเพณีที่ผูกพันกับวิถีชีวิต
คนไทยมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำมาช้านาน ด้วยเหตุนี้ เรือจึงเป็นพาหนะสำคัญที่นอกจากจะใช้สัญจรในชีวิตประจำวัน ยังใช้ป้องกันประเทศยามข้าศึกรุกราน หรือใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา เช่น พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน พระราชพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปที่สำคัญจากเมืองหนึ่งไปยังเมืองหนึ่ง รวมทั้งพระราชพิธีรับพระราชสาส์น และราชทูตของพระเจ้าแผ่นดินประเทศอื่นที่ทรงส่งมาเจริญพระราชไมตรี เป็นต้น
นอกจากนี้ เมื่อมีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ พระมหากษัตริย์ที่เสด็จขึ้นเสวยราชย์ จะทรงแสดงพระบารมีให้พสกนิกรของพระองค์ได้ชื่นชม ด้วยการจัดขบวนพยุหยาตราเลียบพระนครขึ้น

ที่มาของภาพ, phralan.in.th
2. โบราณราชประเพณี
ข้อมูลจากเว็บไซต์คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ระบุว่า ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค หมายถึง ริ้วขบวนเรือพระราชพิธีที่จัดขึ้นสำหรับพระเจ้าอยู่หัว
เรือพระราชพิธี คือ เรือพระที่นั่งของพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่ประทับในระหว่างเสด็จพระราชดำเนินไปในการต่าง ๆ ทั้งเป็นการส่วนพระองค์ และที่เป็นการพระราชพิธีโดยทางน้ำ ซึ่งมีมาแต่โบราณกาล ตั้งแต่สมัยสุโขทัยสืบทอดต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ จนถึงปัจจุบัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในสมัยสุโขทัย ปรากฏหลักฐานในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือนางนพมาศว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในพระราชพิธีลอยพระประทีป แต่ปรากฏหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก ในวรรณกรรมที่แต่งขึ้นสมัยอยุธยาตอนต้น ทำให้สันนิษฐานว่า การเห่เรือน่าจะมีมาก่อนหน้านั้นแล้วก็ได้
อย่างไรก็ตาม กระบวนเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำของพระมหากษัตริย์ มีหลักฐานชัดเจนตั้งแต่สมัยอยุธยาเรียกอย่างเป็นทางการว่า "กระบวนพยุหยาตราชลมารค"
3. จุดประสงค์ของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค
การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มีวิวัฒนาการมาจากการจัดขบวนทัพเรือในยามที่ว่างเว้นจากศึกสงคราม เพื่อฝึกซ้อมเรียกระดมพล โดยที่กองเรือเหล่านี้จะตกแต่งอย่างสวยงาม มีการประโคมดนตรีไปในขบวน เพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนาน และพลพายเกิดความฮึกเหิม ซึ่งเรียกว่า การเห่เรือ

ที่มาของภาพ, Getty Images
4. ที่มาและการเห่เรือ
ข้อมูลจากหนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระบุว่า ประเพณีการเห่เรือในไทยน่าจะมีต้นกำเนิดมาได้เป็น 2 ทาง คือ หากเป็นการพายเรือเล่นของชาวบ้านทั่วไป น่าจะเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมที่คนไทยคิดขึ้นเอง และน่าจะมีควบคู่มากับการใช้เรือยาวเป็นพาหนะ เมื่อต้องใช้กำลังคนจำนวนมากในการออกแรงพายเรือ จึงต้องมีจังหวะสัญญาณเพื่อให้ฝีพาย พายไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้ได้แรงส่งที่มากขึ้น
แต่หากเป็นการพายเรือหลวง ก็อาจได้รูปแบบและพิธีกรรมจากอินเดียก็ได้ ตามที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานไว้ เนื่องจากมีคำศัพท์หลายคำในพิธีการเห่เรือ ที่เป็นคำภาษาอื่น เช่น ภาษาสันสกฤต
ส่วน ประยูร พิศนาคะ (ป. อังศุละโยธิน) นักเขียนเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ ได้สันนิษฐานไว้ทำนองเดียวกันว่า ไทยคงจะได้รับแบบแผนการเห่เรือมาจากอินเดีย โดยพวกพราหมณ์นำเข้ามาสู่ไทยเมื่อครั้งโบราณ
5. รูปแบบริ้วกระบวน
ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคมีการจัดริ้วกระบวนโดยแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ ขบวนพยุหยาตราใหญ่ และขบวนพยุหยาตราน้อย ซึ่งเรือพระที่นั่งจะแวดล้อมไปด้วยริ้วขบวนเรือของขุนนาง และทหารในกองกรมต่าง ๆ ที่เรียกว่าเรือหลวง
โดยการจัดเรียงลำดับเรือต่าง ๆ เป็นไปตามแบบแผนของการจัดทัพที่มีมาแต่โบราณ แบ่งออกเป็น 5 ตอน คือ ขบวนนอกหน้า ขบวนในหน้า ขบวนเรือพระราชยาน ขบวนในหลัง และขบวนนอกหลัง เต็มไปด้วยความสวยงาม ความโอ่อ่าตระการตา และความมีระเบียบสมกับเป็นประเพณีของชาติ ที่มีอารยธรรมอันสูงส่งมาแต่โบราณกาล

ที่มาของภาพ, phralan.in.th
6. ประเพณีอันวิจิตร
ในวารสารวัฒนธรรมของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ระบุว่า "กระบวนพยุหยาตราชลมารค" ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เรียกแบบอย่างกระบวนเรือสมัยนั้นว่า "กระบวนเพชรพวง" เป็นริ้วกระบวนเรือที่ถือเป็นต้นแบบของกระบวนเรือหลวงสมัยต่อ ๆ มาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งความยิ่งใหญ่งดงามของกระบวนเรือสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ถูกบันทึกไว้โดย นิโคลาส แชแวร์ คณะทูตฝรั่งเศสที่มีโอกาสร่วมชม ดังมีข้อความตอนหนึ่งว่า
"...ไม่สามารถเทียบความงามกับขบวนเรืออื่นใดได้ เป็นขบวนเรือที่มโหฬาร มีเรือกว่า 200 ลำ โดยมีเรือพระที่นั่งพายเป็นคู่ ๆ ไปข้างหน้าเรือพระที่นั่งนั้น ใช้ฝีพายของพวกแขนแดงที่ได้รับการฝึกพายมาจนชำนาญ ทุกคนสวมหมวก เสื้อ ปลอกเข่า ปลอกแขน มีทองคำประกอบ เวลาพายพร้อมกันเป็นจังหวะจะโคน พายนั้นก็เป็นทอง เสียงพายกระทบเป็นเสียงประสานไปกับทำนองเพลงยอพระเกียรติของพระเจ้าแผ่นดิน..."

ที่มาของภาพ, Getty Images
7. การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคครั้งแรกและครั้งใหญ่ที่สุด
หนังสือ "พระเสด็จโดยแดนชล" ที่เขียนโดย รศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ ระบุว่า การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราชลมารคในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกกษัตริย์ไทย เริ่มเป็นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2394 เพื่อให้ราษฎรได้ชื่นชมพระบารมีกษัตริย์พระองค์ใหม่ และจะได้เป็นพระเกียรติยศไปภายหน้านั้น
พระราชพิธีครั้งนั้นไม่เพียงจะยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ยังเป็นการเริ่มต้นธรรมเนียมปฏิบัติในรัชกาลต่อ ๆ มาด้วย
โดยการจัดขบวนพยุหยาตราชลมารคในครั้งนั้น มีเรือในขบวนถึง 269 ลำ มีเรือนอกขบวนที่เข้าร่วมด้วยกว่า 50 ลำ และมีจำนวนฝีพายทั้งหมดกว่า 10,000 คน โดยเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยทางชลมารครอบพระนคร เริ่มจากท่าราชวรดิษฐ์ เข้าคลองรอบพระนครไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร จากนั้นจึงเสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดอรุณราชวราราม แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับยังพระบรมมหาราชวัง
8. พระราชพิธีที่เว้นห่างเกือบ 100 ปี
หลังจากการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 4 การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลต่อ ๆ มาจึงได้มีการจัดขบวนพยุหยาตราชลมารคเลียบพระนครด้วย คือในรัชกาลที่ 5, 6 และ 7
ส่วนในสมัยรัชกาลที่ 8 มีการเว้นว่างเพราะไม่ได้จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขณะที่ในสมัยรัชกาลที่ 9 นั้น ไม่มีการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราชลมารคในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แม้ว่าจะมีขบวนพยุหยาตราชลมารคหลายครั้งก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ ระยะห่างจากการจัดพระราชพิธีดังกล่าวครั้งสุดท้ายในสมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2469 จึงห่างจากพระราชพิธีนี้ในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ถึง 93 ปีด้วยกัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
9. ครั้งแรกในรัชกาลที่ 10
การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 นี้ นับเป็นการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 10
โดยจัดรูปขบวนเรือตามแบบโบราณราชประเพณีเช่นเดียวกับของปี พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นการจัดขบวนเรือในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี แบ่งการจัดริ้วขบวนเป็น 5 ริ้ว 3 สาย เสมือนดั่งธงชาติไทย
ประกอบไปด้วย เรือพระราชพิธี 52 ลำ ในจำนวนนี้มีเรือพระที่นั่ง 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และยังประกอบไปด้วยเรืออื่น ๆ เช่น เรือรูปสัตว์ เรือแซง เรือดั้ง โดยใช้กำลังพลจากกองทัพเรือกว่า 2,200 นาย เข้าประจำเรือพระราชพิธี โดยมีเส้นทางจากท่าวาสุกรี ถึงท่าราชวรดิฐ
10. ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในประเทศอื่น
พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เป็นประเพณีที่มีปฏิบัติสืบต่อกันมาในหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร สวีเดน เมียนมา และกัมพูชา
ในสวีเดนมี เรือวอซาอูร์เดน (Vasaorden) ซึ่งเป็นเรือพระราชพิธีที่ต่อขึ้นในปี ค.ศ. 1774 สำหรับใช้ในพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น การต้อนรับพระราชอาคันตุกะ และพระราชพิธีอภิเษกสมรส ซึ่งครั้งล่าสุดคือในพระราชพิธีอภิเษกสมรสเจ้าหญิงวิกตอเรีย มกุฎราชกุมารี กับนายดาเนียล เวสต์ลิง เมื่อปี ค.ศ. 2010

ที่มาของภาพ, Reuters

ที่มาของภาพ, PA Media
ขณะที่ในสหราชอาณาจักร แม่น้ำเทมส์ ถือเป็นเส้นทางสำคัญของขบวนพยุหยาตราทางชลมารคมาตั้งแต่ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยครั้งล่าสุด เช่น ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี สมเด็จพระบรมราชินีเอลิซาเบธที่สอง เมื่อปี 2012
ส่วนในเมียนมานั้น พระราชพิธีนี้มีความสำคัญต่อสถาบันกษัตริย์เมียนมาในอดีต และยังมีคุณค่าทางด้านวัฒนธรรมมาจนถึงปัจจุบัน โดยเรือหลวงที่สำคัญได้แก่ เรือการะเวก และเรือหลวงปิจิมุน ที่กษัตริย์เมียนมาเคยใช้ในขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในอดีต

ที่มาของภาพ, Getty Images











