ราชาภิเษก: เวทีช่วงชิงความเป็นใหญ่ทางการทูตของมหาอำนาจตะวันตก

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, วิชุตา ครุธเหิน
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์ไทย มีการเชื้อเชิญชาวตะวันตกเข้าร่วมมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เพื่อให้บรรดาฝรั่งมังค่า ทั้งที่เป็นทูตานุทูตและพ่อค้าได้ร่วมเป็นสักขีพยานและได้รับรู้ทั่วกันว่าผู้ใดคือพระเจ้าแผ่นดิน รวมทั้งเป็นโอกาสแสดงให้ต่างชาติได้ประจักษ์ว่าสยามเป็นชาติที่มีอารยะทัดเทียมนานาประเทศ
ขณะเดียวกัน บรรดาชาติตะวันตกได้ใช้พระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้เป็นเวทีในการแข่งขันช่วงชิงความได้เปรียบในทางการทูตและการเมืองระหว่างประเทศ
ในบทความนี้ บีบีซีไทยได้รวบรวมบันทึกที่นักการทูตอังกฤษรายงานกลับมายังต้นสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหราชอาณาจักร (The National Archives)
เรื่องติฉินนินทาในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายโรเบิร์ต เกรก ที่พระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักรส่งไปเป็นผู้แทนพระองค์เข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 ได้เขียนบันทึกเล่าถึงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของชาวต่างชาติที่เข้าร่วมพระราชพิธีนี้
ในรายงานฉบับหนึ่งลงวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2469 นายเกรก เล่าถึงเรื่องอื้อฉาวของ "มองซิเออร์ปิลา" อดีตรัฐมนตรีฝรั่งเศสผู้เคยปฏิบัติงานในสยาม ที่ได้แสดงพฤติกรรม "อันโง่เขลา" ด้วยการพา "หญิงงามเมือง" ที่ไม่ใช่ภรรยาตนไปร่วมชมกระบวนพยุหยาตรา โดยที่ไม่ได้รับอนุญาตและไม่เป็นที่ต้องการของแขกเหรื่อในงานเอาไว้ว่า
"มองซิเออร์ปิลา...ในฐานะแขกของรัฐบาลสยาม...จู่ ๆ ได้ปรากฏตัวขึ้นในเต็นท์ของคณะทูตานุทูตระหว่างที่มีกระบวนพยุหยาตราครั้งแรกจากทั้งหมดสองครั้ง พร้อมด้วย 'หญิงงามเมือง' ซึ่งเขามีความเสน่หามายาวนาน อีกทั้งยังปฏิบัติเยี่ยงภรรยาอย่างเปิดเผย แม้จะไม่มีการสมรสกันในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งก็ตาม"

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกจากนี้ นายเกรกยังเล่าถึง พฤติกรรมไม่เหมาะสมของชาวต่างชาติชายหญิงหลายคนที่ไปร่วมชมกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่เต็นท์คณะทูตานุทูต แล้วได้ใช้กล้องถ่ายพระบรมฉายาลักษณ์พระเจ้าอยู่หัวในระยะกระชั้นชิด ขณะที่ทรงพระดำเนินผ่านไปยังเรือพระที่นั่ง
เรื่องอื้อฉาวดังกล่าวได้กลายเป็นที่โจษจันถึงขั้นเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์สยามออบเซอร์เวอร์ (The Siam Observer) ที่มีพาดหัวในเชิงตำหนิติเตียนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของชาวต่างชาติที่เข้าร่วมพระราชพิธีว่า "การไร้ซึ่งรสนิยมอันดีงาม" โดยเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า
"เราได้เห็นกับตาว่าชาวต่างชาติได้แสดงพฤติกรรมในลักษณะที่ไม่มีข้อสรุปอื่นใด นอกจากว่าพวกเขาไม่สนใจไยดีต่อความรู้สึกของชาวสยาม หรือไม่ก็เป็นเพราะความไร้ซึ่งคุณสมบัติในการเคารพสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้พวกกระทำการอันไม่สมควร"

ที่มาของภาพ, BBC Thai
สนามแข่งขันทางการทูต
นายเผด็จ ขำเลิศสกุล นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหราชอาณาจักร แสดงทัศนะต่อการที่ผู้แทนพระองค์กษัตริย์อังกฤษเขียนเล่าเรื่องอื้อฉาวเหล่านี้ พร้อมกับแสดงความคิดเห็นส่วนตัวในเชิงลบเกี่ยวกับประเทศอื่นไว้ในเอกสารราชการที่ส่งถึงต้นสังกัดกระทรวงต่างประเทศเอาไว้ว่า มีความสำคัญต่อการดำเนินนโยบายทางการทูตของสหราชอาณาจักร
นายเผด็จมองว่านี่เป็นความพยายาม "ดิสเครดิต" ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศคู่แข่งสำคัญของอังกฤษในการแข่งขันกันเข้าไปแผ่ขยายอิทธิพลในสยามยุคนั้น
"อย่าลืมว่าในช่วงรัชกาลที่ 6 ต่อรัชกาลที่ 7 อังกฤษกับฝรั่งเศสยังเป็นเจ้าอาณานิคมมีการแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา"
ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหราชอาณาจักรชี้ว่า การเขียนรายงานในลักษณะนี้ เป็นการบันทึกความคิดเห็นส่วนตัวขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้เขียน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เนื้อหาจะมีความอคติลำเอียง
ดังเช่นกรณีที่นายเกรกเขียนรายงานยกย่องพระราชโทรเลขแสดงความยินดีจากพระเจ้าจอร์จที่ 5 ในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ว่ามาถึงก่อนเป็นรายแรก ๆ และใช้ถ้อยคำเหมาะสมกว่าประมุขและผู้นำชาติอื่น ๆ โดยยกตัวอย่างพระราชโทรเลขแสดงความยินดีจากกษัตริย์เบลเยียมที่ประหยัดถ้อยคำ มีการตัดคำที่ไม่จำเป็นออกไป เป็นการสะท้อนถึง "ความตระหนี่ผ่านทางตัวอักษร"

ที่มาของภาพ, BBC Thai
การเขียนรายงานที่มีเนื้อหาติติงชาติอื่นในลักษณะนี้ยังพบได้ในจดหมายที่ เซอร์เจฟรีย์ ธอมป์สัน เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ที่ส่งจดหมายรายงานต่อกระทรวงการต่างประเทศในกรุงลอนดอน ในช่วงที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (พระนามในขณะนั้น) เสด็จฯ นิวัติพระนครเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2493 พร้อมด้วยหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร พระคู่หมั้น เพื่อทรงประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ระหว่างวันที่ 28 - 29 มีนาคม และพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 4 - 8 พฤษภาคมในปีเดียวกัน
ในเอกสารลงวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 เซอร์เจฟรีย์ ได้ตำหนิพฤติกรรมไม่เหมาะสมของช่างภาพอเมริกัน จากนิตยสาร Life "ซึ่งขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับความสง่างามที่ชาวสยามทุกชนชั้นแสดงออกมา" โดยการปีนขึ้นต้นไม้เพื่อเก็บภาพในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ซึ่งเป็นการกระทำที่จงใจฝ่าฝืนกฎของสยามที่ห้ามผู้ใดมองพระเจ้าแผ่นดินจากเบื้องสูงกว่า

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกจากนี้ เขายังเขียนตำหนิช่างภาพอเมริกันอีกคนที่จงใจหักนิ้วให้เกิดเสียงดังในพิธีการที่เงียบสงัดเพื่อทำให้พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงหันมองไปที่กล้องของช่างภาพคนนั้น
เซอร์เจฟรีย์ ยังแสดงความเห็นว่า สถานทูตสหรัฐฯ ไม่น่าจะเรียกความนิยมจากทางการไทยในงานครั้งนี้ พร้อมยกตัวอย่างกรณีที่ทางการไทยปฏิเสธข้อเสนอของทางการสหรัฐฯ ที่จะส่งฝูงบิน 50 ลำจากเรือรบให้บินผ่านน่านฟ้ากรุงเทพฯ เพื่อโปรยดอกไม้ลงไปที่พระบรมมหาราชวังในช่วงที่มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ที่มาของภาพ, BBC Thai
นายเผด็จ อธิบายกรณีที่นักการทูตอังกฤษวิพากษ์วิจารณ์ชาวอเมริกันและสถานทูตสหรัฐฯ อย่างเผ็ดร้อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันช่วงชิงความเป็นใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างสองชาติพันธมิตรนี้ว่า
"ในปี ค.ศ. 1950 (พ.ศ.2493) ช่วงที่มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นช่วงแรก ๆ ของสงครามเย็น...ซึ่งอเมริกาตอนหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้ว เป็นประเทศที่มีอิทธิพลมากขึ้นกว่าอังกฤษ เริ่มก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ ขณะที่อังกฤษยังคงเป็นเจ้าอาณานิคมอยู่แต่เริ่มที่จะถดถอยลงมา เพราะฉะนั้นความอิจฉามันมี...อังกฤษก็ยังมองว่าตนเองยังมีอำนาจอยู่ในแถบนี้ และยังไม่อยากปล่อยอำนาจออกไปง่าย ๆ"
นายเผด็จ เล่าว่า ตอนที่เซอร์เจฟรีย์ เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เขาได้ระบุว่าในตอนนั้นไทยได้จัดความสำคัญของอังกฤษไว้เป็นอันดับหนึ่ง และอเมริกาในอันดับสอง
"ตอนนั้นสงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งสงบ...และเป็นช่วงที่สงครามเย็นกำลังระอุ เพราะฉะนั้นอเมริกาจึงต้องการได้ไทยเป็นพันธมิตรเพื่อดำเนินนโยบาย Containment Policy"
นายเผด็จพูดถึง "นโยบายปิดล้อม" (Containment Policy) ซึ่งเป็นนโยบายด้านความมั่นคงที่สหรัฐฯ ใช้ปิดล้อมไม่ให้ลัทธิคอมมิวนิสต์จากสหภาพโซเวียตและจีนแพร่ขยายลุกลามออกไปยังส่วนต่าง ๆ ของโลกนั่นเอง
นี่คือบันทึกจากนักการทูตอังกฤษที่สะท้อนให้เห็นว่าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์ไทย นอกจากจะเป็นโอกาสที่ประกาศให้นานาประเทศได้รับรู้ว่าผู้ใดคือพระเจ้าแผ่นดินของเรา แต่ขณะเดียวกันยังเป็นเวทีแข่งขันช่วงชิงความมีอิทธิพลในไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบรรดาชาติมหาอำนาจตะวันตก
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหราชอาณาจักร นายเผด็จ มองว่าเรื่องราวและบันทึกประวัติศาสตร์เหล่านี้มีคุณค่าต่อคนในยุคสมัยปัจจุบันเพราะ
"ประวัติศาสตร์ทำให้คนเข้าใจปัจจุบัน และอาจจะเข้าใจอนาคตว่าแนวโน้มจะเป็นอย่างไร คนที่ไม่รู้จักประวัติศาสตร์ คนที่ไม่ดูประวัติศาสตร์ คนที่ไม่สนใจประวัติศาสตร์จะไม่รู้ว่าเราจะไปทางไหน อนาคตจะเป็นยังไง ไม่รู้"











