สี จิ้นผิง กับ การประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งใหม่

สี จิ้นผืง
    • Author, โดย เดวิด บราวน์
    • Role, บีบีซี นิวส์ ทีมวารสารศาสตร์เชิงภาพ

พรรคคอมมิวนิสต์ของจีนเตรียมมอบตำแหน่งประธานาธิบดี 5 ปี เป็นสมัยที่ 3 ให้แก่ สี จิ้นผิง ซึ่งว่ากันว่าเป็นผู้นำที่ทรงอำนาจที่สุดของจีนตั้งแต่สมัยของเหมา เจ๋อตุงในยุค 1970

การตัดสินใจนี้มีขึ้นหลังจากกฎที่จำกัดการดำรงตำแหน่งเพียง 2 วาระได้ถูกยกเลิกไปในปี 2018 ซึ่งจะทำให้เขากระชับอำนาจในมือภายในประเทศได้มากยิ่งขึ้น

มีความเป็นไปได้ที่ สี จิ้งผิง ในวัย 69 ปีนั้นจะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไปชั่วชีวิตของเขา

ประวัติศาสตร์บทใหม่กำลังจะเริ่มขึ้นในการประชุมสมัชชาของพรรคคอมมิวนิสต์ที่จะจัดขึ้นในกรุงปักกิ่งในวันที่ 16 ตุลาคมนี้ ซึ่งจะถือเป็นหนึ่งในการประชุมครั้งสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์พรรค

คำบรรยายวิดีโอ, “ปาฏิหาริย์มันฝรั่ง” ช่วยขจัดความยากจนในจีน ?

3 ตำแหน่งสำคัญปัจจุบันของ สี จิ้นผิง

  • เลขาธิการ ซึ่งเขาถือเป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน
  • ประธานาธิบดี ผู้นำของรัฐบาลจีน
  • ประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ซึ่งเขาบัญชาการกองกำลังติดอาวุธของประเทศ

เขายังเป็นรู้จักในตำแหน่ง ท่านผู้นำคนสำคัญ หรือ ท่านผู้นำสูงสุด อีกด้วย

คาดการณ์ว่าในการประชุมสมัชชาครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นทุก 5 ปี สี จิ้นผิง จะยังดำรง 2 ตำแหน่งคือ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ และ ประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง และในส่วนตำแหน่งประธานาธิบดีจะถูกประกาศในการประชุมสมัชชาประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติในฤดูใบไม้ผลิ ปี 2023

สี จิ้นผิง

จะเกิดอะไรขึ้นในการประชุมสมัชชาใหญ่

สมาชิกสภาแห่งชาติจีน 2,300 คน จะรวมตัวกันที่ "ห้องโถงใหญ่ของประชาชน" ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเป็นเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์

มีการคัดเลือกสมาชิกประมาณ 200 คนเพื่อร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการกลาง พร้อมด้วยสมาชิกสำรองอีกประมาณ 170 คน

และสมาชิกคณะกรรมการกลางจะเลือก 25 คนเพื่อดำรงตำแหน่งสมาชิกกรรมการกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์ (Politburo)

และสมาชิกคณะกรรมการกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จะเลือกคณะกรรมการกรมการเมือง (Politburo standing committee)

พวกเขาเหล่านี้จะถือว่าเป็นผู้นำสูงสุดซึ่งกุมอำนาจของเหล่าผู้มีอำนาจ

ในปัจจุบันนั้นมีคณะกรรมการกรมการเมือง 7 คน รวมถึง สี จิ้นผิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์

ทั้งหมดล้วนเป็นเพศชาย

ไม่ใช่ทุกการขั้นตอนจะทำภายในงานการประชุมสมัชชาใหญ่

สมาชิกคณะกรรมการกลางจะประชุมกันในวันหลังจากที่การประชุมสมัชชาใหญ่จบลง

จำนวน

ทำไมการประชุมครั้งนี้ถึงสำคัญ

สี จิ้นผิง จะเป็นผู้นำเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และบัญชาการกองทัพที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกต่อไป

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า สี จิ้นผิง น่าจะทำให้จีนมีจุดยืนทางการเมืองเป็นเผด็จการมากขึ้นในการดำรงตำแหน่งอีก 5 ปีในวาระที่ 3 ของเขา

"จีนภายใต้การปกครองของสี จิ้นผิง จะไปในทิศทางการเป็นเผด็จการมากขึ้น" ศาสตราจารย์ สตีฟ จาง แห่งวิทยาลัยบูรพคดีศึกษาและการศึกษาแอฟริกา มหาวิทยาลัยลอนดอน (SOAS) กล่าว

"จีนภายใต้ประธานเหมาเป็นระบอบเผด็จการ ตอนนี้จีนยังไม่ใช่ระบอบนั้น แต่ก็กำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางนั้น"

กลุ่มผู้นำ

ศาสตราจารย์ จาง กล่าวว่าการประชุมสมัชชาครั้งนี้อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในธรรมนูญของพรรค โดย "'แนวคิด สี จิ้นผิง" จะถูกปรับเข้ามาอยู่ในธรรมนูญ และถูกยกย่องให้เป็นปรัชญานำทางของพรรค

"แนวคิด สี จิ้นผิง" คือลัทธิสังคมนิยมจีนที่สี จิ้นผิง นำมาประทับตรา ถือเป็นปรัชญาชาตินิยมที่สุดโต่งซึ่งไม่เชื่อในธุรกิจเอกชนอย่างมาก

ภายใต้การนำของเขา ทางการจีนได้ปราบปรามบริษัทที่มีอำนาจในหลายภาคธุรกิจภายในเศรษฐกิจของจีน

"ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง มันจะเป็นให้เขากลายเป็นเผด็จการ,"ศ. จางกล่าว

รายชื่อทีมผู้นำระดับสูงของจีนที่จะถูกเปิดเผยในการประชุมครั้งนี้ซึ่งจะกำหนดหลากหลายนโยบาย

ทิศทางในอนาคตของจีนนั้นถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความท้าทายสำคัญในด้านของ เศรษฐกิจ การเมือง การทูต และสิ่งแวดล้อม

ผู้สมัคร

ความท้าทายของเศรษฐกิจจีน

เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจากการล็อกดาวน์ป้องกันโควิด ทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น และเกิดวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ครั้งใหญ่

ความกลัวที่เพิ่มขึ้นในสภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกหลังเกิดสงครามในยูเครนได้ทำลายความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจจีนเช่นกัน

การเติบโตทางเศรษฐกิจภายใต้การนำของนาย สี จิ้นผิง นั้นต่ำกว่าภายใต้ประธานาธิบดีคนก่อน คือ เจียง เจ๋อหมิน และ หู จิ่นเทา

เศรษฐกิจ

นักวิเคราะห์บางคนกล่าวว่าความชอบธรรมของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์นั้นจะขึ้นอยู่กับความสามารถที่จะส่งเสริมรายได้ที่มากขึ้นและงานที่ดีให้แก่คนงานชาวจีน

ผลประกอบการทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในอีก 5 ปีข้างหน้าอาจสร้างปัญหาทางการเมืองอย่างร้ายแรงให้แก่นายสีได้

การประชุมครั้งนี้อาจเป็นการเปิดฉากการเปลี่ยนแปลงบทบาททางเศรษฐกิจที่สำคัญ รวมทั้งบทบาทของผู้ว่าการธนาคารกลางและนายกรัฐมนตรี

นโยบายโควิดเป็นศูนย์

นโยบายโควิดเป็นศูนย์ของจีนถือเป็นนโยบายสำคัญของนายสี จิ้นผิง ต่อการต่อสู้กับการระบาดของโควิด-19

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเข้าสู่ภาวะปกติ ทางการจีนกลับเพิ่มความพยายามในการควบคุมการระบาดอย่างเข้มข้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการล็อกดาวน์ที่เข้มงวด การตรวจโควิด และการกักตัวที่ยืดเยื้อ

ตามรายงานระบุว่า เมืองต่างๆ มากกว่า 70 แห่ง รวมทั้งเมืองเซินเจิ้นและเฉิงตูอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ทั้งหมดหรือบางส่วนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีประชาชนหลายสิบล้านคนได้รับผลกระทบ ธุรกิจจำนวนมากหยุดชะงัก และมีรายงานความไม่พอใจของสาธารณชน

บุคลากรทางการแพทย์ตรวจโควิดประชาชนในเมืองกุ้ยหยาง มณฑลกุ้ยโจว วันที่ 12 กันยายน

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บุคลากรทางการแพทย์ตรวจโควิดประชาชนในเมืองกุ้ยหยาง มณฑลกุ้ยโจว

สี จิ้นผิง ให้คำมั่นว่าจะ "ต่อสู้กับคำพูดและการกระทำใด ๆ ที่บิดเบือน สงสัย หรือปฏิเสธ" นโยบายโควิดของเขาอย่างเด็ดเดี่ยว

การระบาดครั้งใหญ่ในช่วงก่อนถึงการประชุมใหญ่ หรือในระหว่างการประชุมเอง เสี่ยงต่อการทำลายภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นในตัวของ สี จิ้นผิง ได้

ผู้สังเกตการณ์บางคนกล่าวว่าพรรคอาจใช้การประชุมครั้งนี้เพื่อประกาศชัยชนะเหนือการระบาดใหญ่และยุตินโยบายโควิดเป็นศูนย์

แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่พรรคอาจโต้แย้งว่าจีนนั้นแตกต่างจากประเทศอื่น ที่ให้ความสำคัญกับชีวิตของผู้คนมากกว่าเศรษฐกิจ ซึ่งหากเป็นในกรณีนี้ นโยบายการต่อสู้กับโควิดจะดำเนินต่อไป

ไต้หวันและชาติตะวันตก

นาย สี จิ้นผิง นิยมดำเนินนโยบายตามแนวทางความสัมพันธ์แบบสายแข็งกับชาติตะวันตก โดยเฉพาะในประเด็นของไต้หวัน

การมาเยือนไต้หวันของประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐอเมริกาเมื่อ ส.ค. ที่ผ่านมา กระตุ้นให้จีนเริ่มการซ้อมรบทางทหาร รวมทั้งการยิงขีปนาวุธจริงรอบเกาะไต้หวัน

จีนมองว่าไต้หวันเป็นจังหวัดที่แตกแยกออกมาแต่จะกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของปักกิ่งในที่สุด ส่วนไต้หวันมองว่าตัวเองแตกต่างจากจีนแผ่นดินใหญ่

นายสี กล่าวว่า "การรวมชาติ" กับไต้หวัน "จะต้องสำเร็จ" ภายในปี 2049 ซึ่งเป็นปีครบรอบหนึ่งศตวรรษของสาธารณรัฐประชาชนจีน และยังไม่ได้ตัดตัวเลือกการใช้กำลังเพื่อให้บรรลุสิ่งนี้

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงกล่าวว่าการเข้ายึดครองไต้หวันของจีนจะทำลายฐานอำนาจของสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกและที่อื่น ๆ

ไต้หวันมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างใหญ่หลวงต่อชาติตะวันตก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า "แนวสายโซ่แห่งดินแดนวงล้อมชั้นแรก" (first island chain) ซึ่งรวมถึงดินแดนอื่น ๆ ที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ มานานหลายทศวรรษ

รายงานเพิ่มเติมโดย วันหยวน ซ่

แผนที่