รัสเซีย ยูเครน : เยอรมนีดักฟังรัสเซียจนพบแผนสังหารหมู่ ชาวแชร์นิฮิฟถูกขังรวมกับศพ ใช้เป็นโล่มนุษย์

ชาวเมืองแชร์นิฮิฟ
คำบรรยายภาพ, นายไมโคลาและเพื่อนบ้าน ถูกทหารรัสเซียบังคับให้ลงไปอยู่ที่ชั้นใต้ดินของโรงเรียนแห่งหนึ่ง

นิตยสารข่าวรายสัปดาห์ Der Spiegel ของเยอรมนีเปิดเผยว่า หน่วยข่าวกรองของรัฐบาลเยอรมนีได้ดักฟังการสื่อสารทางวิทยุ ระหว่างกองกำลังรัสเซียหน่วยต่าง ๆ ในยูเครน และได้พบว่ามีการปรึกษาหารือกันถึงแผนเตรียมสังหารหมู่พลเรือนในเมืองบูชา

จากการตรวจสอบตำแหน่งของศพพลเรือนที่ถูกทิ้งไว้กระจัดกระจายทั่วเมืองดังกล่าว หน่วยข่าวกรองของเยอรมนีพบว่า ข้อมูลเกี่ยวกับศพบางส่วนตรงกับรายละเอียดที่กองกำลังรัสเซียพูดคุยกันไว้ก่อนหน้านั้น แสดงถึงการวางแผนล่วงหน้าเพื่อก่อเหตุสังหารหมู่พลเรือนอย่างโหดเหี้ยม

หน่วยข่าวกรองรายงานข้อมูลจากการดักฟังดังกล่าวกับสมาชิกรัฐสภาเยอรมนี เมื่อวันพุธที่ 6 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยในการสนทนาครั้งหนึ่ง ทหารรัสเซียพูดถึงการสอบสวนประชาชนในเมืองก่อนที่จะยิงสังหารเสีย ส่วนในการสนทนาอีกครั้งหนึ่ง มีการพูดถึงเหตุยิงคนขี่จักรยาน ซึ่งดูเหมือนว่าจะตรงกับภาพศพนักปั่นจักรยานในเมืองบูชา ที่ถูกส่งต่อในสื่อสังคมออนไลน์กันอย่างกว้างขวาง

ข้อความที่หน่วยข่าวกรองเยอรมนีดักฟังได้ ยังพาดพิงถึงกองกำลังรับจ้างเอกชนกลุ่มแวกเนอร์ (Wagner Group) ของรัสเซีย โดยชี้ว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสังหารหมู่พลเรือนเมืองบูชา ซึ่งทางการยูเครนระบุว่ามีผู้เสียชีวิตด้วยเหตุนี้อย่างน้อย 320 คน

คำบรรยายวิดีโอ, สภาพเมืองโบโรเดียนกา

ชาวแชร์นิฮิฟถูกกักขังอยู่กับศพเกือบหนึ่งเดือน

ผู้สื่อข่าวบีบีซีได้พบกับนายไมโคลา คลิมชุก วัย 60 ปี ชาวหมู่บ้านยาฮิดเนอ (Yahidne) ซึ่งตั้งอยู่แถบชานเมืองแชร์นิฮิฟ ใกล้พรมแดนรัสเซียและเบลารุสทางตอนเหนือของยูเครน โดยเขาได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่ตนเองและเพื่อนบ้านรวม 130 คน ถูกทหารรัสเซียใช้ปืนจี้บังคับให้ออกจากบ้าน แล้วนำตัวไปควบคุมไว้ที่ชั้นใต้ดินแคบ ๆ ขนาดเพียง 65 ตารางเมตรของโรงเรียนแห่งหนึ่ง เป็นเวลาถึง 4 สัปดาห์

ไมโคลาพาผู้สื่อข่าวบีบีซีไปยังสถานที่เกิดเหตุซึ่งอับชื้นและสกปรกอย่างมาก เขาชี้ไปที่มุมหนึ่งของห้องแล้วร้องไห้บอกว่า "พื้นที่กว้างครึ่งเมตรตรงนี้เป็นของผม ผมต้องยืนหลับติดต่อกัน 25 คืน ใช้ผ้าพันคอผูกตัวเองเอาไว้กับราวเพื่อไม่ให้ล้ม"

"เราขยับตัวกันไม่ได้เลยเพราะกลัวจะไปเหยียบคนอื่น ในห้องมีเด็กราว 40-50 คน บางคนยังเป็นทารกแบเบาะอยู่ ที่อายุน้อยที่สุดก็ประมาณ 2 เดือน" ไมโคลากล่าว

ภายในห้องไม่มีระบบหมุนเวียนถ่ายเทอากาศ หน้าต่างที่มีอยู่ 2 บาน ก็ถูกปิดตาย ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปถึง 12 คน ตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ถูกทหารรัสเซียกักขังหน่วงเหนี่ยว โดยส่วนใหญ่ผู้เสียชีวิตเป็นคนชรา

เหตุสู้รบอย่างรุนแรงในเขตหมู่บ้าน ทำให้หลายครั้งทหารรัสเซียไม่อนุญาตให้พวกเขาเคลื่อนย้ายศพออกไปภายนอก จนต้องทนอยู่กับศพที่เน่าเปื่อยครั้งละหลายวัน บางครั้งก็ไม่อนุญาตให้ออกไปเข้าห้องน้ำ จนต้องขับถ่ายในถังชั่วคราว ไมโคลายังบอกว่า หลายครั้งทหารรัสเซียจะลงมานำตัวชาวบ้านออกไปใช้เป็นโล่มนุษย์

ทหารรัสเซียคนหนึ่งบอกกับไมโคลาว่า ผู้บังคับบัญชาสั่งให้พวกเขามาอยู่ที่นี่เพียง 3-4 วัน เพื่อเข้ายึดกรุงเคียฟให้ได้ แต่เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปเป็นเดือน จนในที่สุดชาวบ้านที่ถูกกักขังได้รับอิสระในวันที่ 2 เม.ย. เมื่อกองกำลังรัสเซียถอนออกไปจากเมืองแห่งนี้และบริเวณโดยรอบกรุงเคียฟทั้งหมด

นางนีนา วินนิก
คำบรรยายภาพ, นางนีนา วินนิก ไร้ที่อยู่อาศัยและลูกสาวต้องเสียขา เพราะบ้านถูกโจมตีด้วยระเบิด

นางนีนา วินนิก วัย 62 ปี ซึ่งขณะนี้ไร้ที่อยู่อาศัย ซ้ำลูกสาววัย 39 ปีของเธอยังต้องเสียขาข้างหนึ่งไป เพราะบ้านถูกโจมตีด้วยระเบิดของกองกำลังรัสเซีย กล่าวกับบีบีซีว่า "ในชั่วพริบตาเดียว เราไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ฉันไม่รู้แล้วว่าจะอยู่กันยังไงในฤดูหนาว"

"ปูตินพูดแต่คำโกหกว่าไม่ได้ทำร้ายพลเรือน ให้เขามาจ่ายค่ารักษาขาลูกสาวฉันสิ ให้เขามาสร้างบ้านใหม่ให้ฉันสิ อยากจะได้มากนักไม่ใช่หรือ ? ให้ปูตินเป็นคนจ่ายทุกอย่างเดี๋ยวนี้เลย" นางวินนิกกล่าว

เมืองโบโรเดียกาพินาศยับเยินยิ่งกว่าเมืองบูชา

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ออกมาระบุว่าเมืองโบโรเดียนกา (Borodyanka) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเคียฟนั้น ได้รับความเสียหายหนักจากการถูกกองกำลังรัสเซียปิดล้อมโจมตี ยิ่งกว่าที่เมืองบูชาหลายเท่า

อาคารที่พักอาศัยของพลเรือนหลายแห่งถูกทำลายจนแทบไม่เหลือซาก โดยฝ่ายรัสเซียยิงขีปนาวุธใส่ขณะที่ยังมีผู้คนอยู่ภายในตัวอาคารจำนวนหลายร้อย ทางการยูเครนระบุว่าสามารถนำศพที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังออกมาได้ 26 ร่างแล้ว แต่คาดว่าผู้สูญหายที่เหลือน่าจะเสียชีวิตทั้งหมด

หญิงชราอุ้มแมวหน้าซากปรักหักพัง

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, อาคารที่พักอาศัยของพลเรือนถูกขีปนาวุธทำลาย ขณะที่ยังมีผู้คนอยู่ข้างในจำนวนมาก

ด้านนายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกประจำทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวยอมรับเป็นครั้งแรกว่า กองทัพรัสเซียประสบกับความสูญเสียอย่างหนักในการทำสงครามรุกรานยูเครน ซึ่งถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของชาติ

อย่างไรก็ตาม นายเปสคอฟไม่ได้ระบุว่าสูญเสียกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ไปมากเท่าใด ทั้งยังคงยืนยันว่ารัสเซียถอนทหารจากโดยรอบกรุงเคียฟและเมืองแชร์นิฮิฟ เพื่อแสดงความจริงใจในการเจรจาสันติภาพเท่านั้น ซึ่งล่าสุดทางการยูเครนยืนยันว่ารัสเซียถอนกำลังพลออกจากพื้นที่ภาคเหนือของประเทศโดยสมบูรณ์แล้ว