รัสเซีย ยูเครน : บีบีซีตอบคำถามคาใจ ยูเครนมีโอกาสชนะสงครามแค่ไหน

A soldier with a machine gun is on duty near the destroyed Retroville shopping centre. Retroville shopping centre including its surrounding areas in Kyiv are destroyed after the Russian shelling attack

ที่มาของภาพ, Getty Images

การทำสงครามรุกรานยูเครนของรัสเซียดำเนินต่อเนื่องมากว่าหนึ่งเดือนแล้ว ทำให้มีคำถามจากผู้อ่านที่ส่งถึงบีบีซีมากมายเกี่ยวกับเรื่องเชิงยุทธศาสตร์ และผลกระทบจากสงครามครั้งนี้

ในบทความนี้ ผู้สื่อข่าวมากประสบการณ์ของบีบีซี 2 คน คือ ออร์ลา เกอริน ที่อยู่ในกรุงเคียฟ และ เจนนี ฮิลล์ ที่อยู่ในกรุงมอสโก จะมาไขความกระจ่างให้คำถามของผู้อ่านข่าวบีบีซี

การที่ยูเครนเดินเกมสู้กลับรัสเซีย และมีแนวโน้มที่การเจรจาสันติภาพจะล้มเหลว จะมีความเป็นไปได้แค่ไหนที่ยูเครนจะเป็นฝ่าย "ชนะ" ในสงครามครั้งนี้

ออร์ลา เกอริน ระบุว่า เมื่อมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแง่การทหาร ดูเหมือนว่ายูเครนจะอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบกว่า

กองทัพยูเครนได้สร้างความประหลาดใจให้แก่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และชาวโลก จากทักษะการรบที่ยอดเยี่ยม และการยืนหยัดต่อสู้กับข้าศึกที่มีความยิ่งใหญ่กว่าทุกด้านได้อย่างแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ ในทางกลับกัน กองทัพรัสเซียก็ได้สร้างความประหลาดใจด้วยการรบที่ไม่เป็นระบบและไม่มีประสิทธิภาพ

เราได้เห็นตัวอย่างความสำเร็จของยูเครนที่แนวรบด้านนอกกรุงเคียฟเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งทหารยูเครนบอกกับบีบีซีว่า รัสเซียพยายามยกทัพบุกฝ่าเข้ามาถึง 4 ครั้งในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทว่าต้องล้มเหลวและถูกผลักดันออกไปทุกครั้ง หลักฐานยืนยันเรื่องนี้อยู่ในรูปของรถถังและยานยนต์หุ้มเกราะลำเลียงกำลังพลที่ถูกไฟไหม้ซึ่งทหารรัสเซียได้ทิ้งเอาไว้ข้างหลัง

สงครามรุกรานของรัสเซียได้เข้าสู่สัปดาห์ที่ 6 แล้ว และต้องเผชิญความล้มเหลวในหลายด้าน เช่น รัสเซียไม่สามารถเข้ายึดครองกรุงเคียฟ หรือโค่นล้มรัฐบาลยูเครนได้ตามแผน นอกจากนี้ยังไม่สามารถเข้ายึดเมืองใหญ่ใด ๆ ได้ ยกเว้นเมืองเคียร์ซอน ทางภาคใต้ ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์ที่ต่ำสำหรับการทำสงครามที่มีต้นทุนมหาศาล

อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะบอกบทสรุปของสงครามนี้ได้

เราอาจกำลังอยู่ในช่วงต้นของสงคราม รัสเซียระบุว่าจากนี้จะมุ่งความสนใจไปที่ภูมิภาคดอนบาส ทางภาคตะวันออกของยูเครน ที่เป็นเช่นนี้เพราะรัสเซียอาจมีทางเลือกไม่มากนัก หลังจากแทบไม่สามารถรุกคืบและยึดเมืองของยูเครนได้ตามแผนเลย แต่ในอนาคต รัสเซียก็อาจพยายามเข้ายึดครองพื้นที่อื่น ๆ ได้อีก

ชะตากรรมของนายปูตินอาจขึ้นอยู่กับความสำเร็จหรือความล้มเหลวของสงครามนี้ ดังนั้นเขาจึงอาจทุ่มสรรพกำลัง และอาวุธร้ายแรงต่าง ๆ ในการทำสงครามนี้ต่อไป

A man rides his bike past a destroyed Russian tank on 30 March, 2022 in Trostyanets, Ukraine.

ที่มาของภาพ, Getty Images

การที่รัสเซียรัสเซียเสริมกำลังพลด้วยทหารรับจ้างจากตะวันออกกลาง ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่นในคุณภาพของทหารรัสเซียหรือไม่

เจนนี ฮิลล์ ตอบว่า ทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียจะไม่มีวันยอมรับถึงเรื่องนี้ แต่มีหลักฐานว่า ทหารรัสเซียบางส่วนไม่มีประสบการณ์รบ และไม่ได้เตรียมตัวที่จะปฏิบัติการครั้งนี้

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กระทรวงกลาโหมรัสเซียจำต้องยอมรับว่า มีการส่งทหารเกณฑ์ที่ด้อยประสบการณ์ไปรบในยูเครน ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของนายปูติน

รัฐบาลรัสเซียอ้างว่า มี "ทหารอาสา" จากตะวันออกกลาง 16,000 นาย ซึ่งมีประสบการณ์สู้รบกับไอเอส พร้อมที่จะเข้าร่วมกับกองทัพรัสเซีย ทหารเหล่านี้อาจมีประสบการณ์มากกว่าทหารรัสเซียบางส่วน และผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่า พวกเขาอาจชำนาญการรบในเขตเมืองมากกว่า ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับการเข้ายึดเมืองในยูเครน

บางคนชี้ว่า ทหารจากตะวันออกกลางเหล่านี้อาจไม่ลังเลที่จะโจมตีหรือสังหารชาวยูเครน (ชาวรัสเซียจำนวนมากมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชาวยูเครนและมองผู้คนที่นี่เป็นเหมือนพี่น้องกัน) นอกจากนี้ พวกเขาก็ขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้าย ซึ่งอาจมีผลต่อขวัญและกำลังใจของทหารยูเครน

ทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียดูเหมือนจะทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงพยายามป่าวประกาศเรื่องการระดมนักรบจากตะวันออกกลางมาเสริมทัพ แม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันชัดเจนว่ามีการส่งนักรบเหล่านี้เข้าไปในยูเครนจริงหรือไม่

ลูกปืนใหญ่ที่หลงเหลืออยู่และยังไม่ระเบิดจากสงครามนี้จะส่งผลต่อยูเครนเพียงใด และมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่อาจทำให้มีพื้นที่เป็นวงกว้างกลายเป็นเขตอันตรายจนไม่สามารถเข้าไปได้

ออร์ลา เกอริน ตอบว่า มีความเป็นไปได้ เพราะบ่อยครั้งที่สงครามยังคงทิ้งภัยคุกคามต่อชีวิตมนุษย์ไว้อีกยาวนาน แม้เสียงปืนจะสงบไปแล้วก็ตาม

อันตรายไม่ได้มาจากกระสุนปืนใหญ่ที่ยังไม่ระเบิดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทุ่นระเบิดด้วย อาวุธเหล่านี้ยังสามารถฆ่าคนได้ แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี จนกว่าจะมีการเข้าไปเก็บกู้และปลดชนวนระเบิด ซึ่งเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างกินเวลานาน

ก่อนสงครามจะเริ่มขึ้น ยูเครนก็มีการสู้รบในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศระหว่างทหารฝ่ายรัฐบาลกับกลุ่มกบฏ ซึ่งเริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี 2014 และมีการฝังทุ่นระเบิดเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามไว้มากมาย

เมื่อหิมะละลายและพื้นดินเริ่มกลายสภาพเป็นโคลน ก็ทำให้ทุ่นระเบิดที่ถูกฝังไว้เคลื่อนที่ไปจากตำแหน่งดั้งเดิมที่มีการทำเครื่องหมายบอกตำแหน่งไว้ นี่จึงทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีความอันตรายมาก

ปัจจุบัน ทหารยูเครนระบุว่า การเดินทางในเมืองเอียร์ปิน ทางตอนเหนือของกรุงเคียฟเต็มไปด้วยความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้บนท้องถนน

หากสงครามยืดเยื้อต่อไปจะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดที่คนรัสเซียจะโค่นอำนาจปูติน หรือออกมาประท้วงจนเกิดสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่

เจนนี ฮิลล์ ตอบว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะทางการรัสเซียปราบปรามผู้ต่อต้านสงครามอย่างรุนแรง และชาวรัสเซียที่ต่อต้านสงครามหลายคนก็พากันเดินทางออกนอกประเทศ ในขณะที่การประท้วงสงครามตามท้องถนนก็เริ่มลดน้อยลงทุกที

ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่จัดขึ้นโดยทางการรัสเซีย ระบุว่า คนรัสเซียส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน "ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร" ในยูเครน ของประธานาธิบดีปูติน และความนิยมในตัวเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การที่สื่ออิสระในรัสเซียถูกปิดกั้นหรือถูกบีบบังคับให้ปิดตัวลง ก็ทำให้สื่อของทางการรัสเซียกลายเป็นผู้เผยแพร่ข่าวสารหลักในประเทศ ซึ่งมักเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไปตามแนวทางของรัฐบาล นั่นคือการระบุว่า กองทัพรัสเซียบุกยูเครนเพื่อปกป้องประชากรที่พูดภาษารัสเซียจากการโจมตี และ "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ของกลุ่มชาตินิยมยูเครน และกลุ่มนีโอนาซี

หากคุณดูแต่สถานีโทรทัศน์ของทางการรัสเซีย คุณก็คงจะคิดว่า สงครามครั้งนี้คือปฏิบัติการที่มีเกียรติและจำเป็นในการช่วยชาวยูเครนที่พูดภาษารัสเซียและประเทศรัสเซียจากชาติที่ก้าวร้าวอย่างยูเครน ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากอเมริกาในการผลิตอาวุธชีวภาพและพยายามจะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

แม้ชาวรัสเซียจะเริ่มรู้สึกถึงผลกระทบจากการคว่ำบาตรของนานาชาติ แต่ทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียก็จะกล่าวโทษว่านี่คืออีกตัวอย่างของการข่มเหงรังแกจากชาติตะวันตก นี่จึงเป็นเรื่องยากที่จะได้เห็นคนรัสเซียแสดงความไม่พอใจแล้วลุกฮือขึ้นก่อการปฏิวัติ

Vladimir Putin in front of a bank of screens

ที่มาของภาพ, Getty Images

ใครจะเป็นผู้ชดใช้ค่าเสียหายของบ้านเมืองที่ถูกทำลายในยูเครน

ออร์ลา เกอริน ชี้ว่า ความเสียหายใหญ่หลวงที่สุดในสงครามนี้ คือการสูญเสียชีวิตมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่ามีพลเรือนยูเครนเสียชีวิตไปแล้วประมาณ 1,200 คน แต่คาดว่าตัวเลขจริงจะสูงกว่านี้มาก นอกจากนี้ยังมีประชาชนอีกกว่า 4 ล้านคนต้องลี้ภัยการสู้รบไปยังประเทศอื่น

นอกจากนี้ ยังมีความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ของยูเครน โดยเมืองที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุดคือ มาริอูโปล เมืองท่าสำคัญทางภาคใต้ของยูเครน ซึ่งภาพถ่ายดาวเทียมเผยให้เห็นว่า 90% ของอาคารที่พักอาศัยของประชาชนได้รับความเสียหาย หรือถูกทำลายจนย่อยยับ

เจ้าหน้าที่ยูเครนบอกว่า มาริอูโปลเพียงแห่งเดียว มีประชาชนเสียชีวิตจากการสู้รบไปแล้วถึง 5,000 คน แต่เชื่อว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้ถึงสองเท่า

ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนให้คำมั่นจะซ่อมแซม "บ้านทุกหลัง ถนนทุกสาย และเมืองทุกเมือง" เขาบอกว่า รัสเซียจะต้องเรียนรู้คำว่า "เงินชดเชย" และจ่ายค่าเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างเต็มจำนวน

คาดว่ายูเครนจะกำหนดให้เรื่องชดเชยค่าเสียหายจากสงครามที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นสำคัญในการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย นอกจากนี้ ในทางทฤษฎี ทรัพย์สินในต่างแดนของรัสเซียที่ถูกกลุ่มประเทศ จี7 อายัดไว้นั้น ก็สามารถนำมาจ่ายค่าชดเชยความเสียหายให้แก่ยูเครนได้

Ukrainian servicemen prepare for battle against Russian army in Lukâyanivka village, eastern of Kyiv, Ukraine, March 28th, 2022.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทหารยูเครนเตรียมพร้อมสู้รบทางตะวันออกของกรุงเคียฟ

เราได้เห็นทหารยูเครนสู้รบได้มีประสิทธิภาพในบางพื้นที่ แต่อะไรทำให้พวกเขาไม่ทำลายปืนใหญ่ของรัสเซียที่ระดมยิงโจมตีเมืองของพวกเขา

ออร์ลา เกอริน ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารหลายคนชี้ว่าเรื่องนี้มีหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น รัสเซียยิงปืนใหญ่จากรถ ทำให้สามารถเคลื่อนที่ไปยังจุดอื่นได้อย่างรวดเร็วหลังยิงเสร็จ และทำให้การโจมตีกลับได้ยาก

นอกจากนี้ กองทัพยูเครนยังเผยกับบีบีซีว่า พวกเขาไม่โจมตีกลับเนื่องจากจุดที่ทหารรัสเซียยิงปืนใหญ่มานั้น เป็นเขตที่มีพลเรือนอาศัยอยู่หนาแน่น จึงไม่ต้องการเสี่ยงให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของประชาชนเหล่านั้น ซึ่งนี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองบูชา นอกกรุงเคียฟ ซึ่งยังมีพลเรือนอาศัยอยู่ในพื้นที่แม้จะมีกองทัพรัสเซียเข้าไปปักหลักอยู่ที่นั่น

ในขณะที่ปูตินควบคุมสื่ออย่างเข้มงวด แต่เป็นไปได้แค่ไหนที่ข่าวจากยูเครน เช่น ยอดทหารและพลเรือนที่เสียชีวิตจะไม่ตรงกับความจริง

ออร์ลา เกอริน ตอบว่า ทั้งรัสเซียและยูเครนต่างทำสงครามข่าวสาร ไปพร้อมกับการทำสงครามในสนามรบ ดังนั้น การรับข่าวสารไม่ว่าจากฝ่ายใดจึงต้องใช้ความระมัดระวัง และมีการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ด้วยเหตุนี้ บีบีซีจึงมุ่งเน้นรายงานข้อมูลที่ได้รับทราบมาจากแหล่งข่าวโดยตรง และมีการส่งทีมงานเข้าไปปฏิบัติในหลายพื้นที่ของยูเครน เพื่อรวบรวมคำบอกเล่าของผู้คนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น พลเรือน เจ้าหน้าที่การแพทย์ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และทหารยูเครน

ยูเครนยอมรับว่าเผชิญการสูญเสียกำลังพล และทีมข่าวบีบีซีในหลายเมืองได้รายงานข่าวพิธีศพของทหารยูเครนที่เสียชีวิตในสงคราม แต่ขณะนี้เรายังไม่ทราบว่าจะมีการเปิดเผยตัวเลขการสูญเสียที่แน่ชัดออกมาให้สาธารณชนได้รับทราบหรือไม่

line
line

บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "วิกฤตยูเครน"