รัสเซีย ยูเครน - การบุกยูเครนจะทำให้ญี่ปุ่นหานิวเคลียร์มาใช้หรือไม่

นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น ในปี 2020

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น สร้างความตกตะลึงให้กับคนทั้งประเทศด้วยการบอกว่า ควรมีการพิจารณาเรื่องอาวุธนิวเคลียร์
    • Author, รูเพิร์ต วิงฟีลด์-เฮย์ส
    • Role, บีบีซี นิวส์ โตเกียว

ญี่ปุ่นจะคิดเรื่องมีนิวเคลียร์ได้อย่างไร มันเป็นความคิดที่น่าขบขัน ญี่ปุ่นเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่เผชิญกับการโจมตีด้วยนิวเคลียร์มาถึง 2 ครั้ง การหาอาวุธนิวเคลียร์มาใช้งานจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดคิดได้เลย ผู้คนคงไม่มีวันที่จะยอมรับมันแน่นอน ใช่ไหม

ใช่ เช่นที่เป็นมาโดยตลอดในช่วง 77 ปีที่ผ่านมา

แต่ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา นักการเมืองชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งได้เริ่มพูดถึงอีกแนวทางหนึ่ง เขาคือนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในช่วงหลังสงครามของญี่ปุ่น นายอาเบะได้เริ่มพูดกับประชาชนอย่างชัดเจนว่า ญี่ปุ่นควรพิจารณาอย่างจริงจังและเร่งด่วนเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์จริง ๆ เสียที

สิ่งที่เรากำลังพูดถึงในที่นี้ คือ การละเมิดหลักการพื้นฐานของญี่ปุ่นด้วยที่รับปากในช่วงหลังสงครามว่า จะใฝ่สันติ ซึ่งเป็นสิ่งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญสมัยหลังสงครามของญี่ปุ่นด้วย

การเรียกร้องให้ติดอาวุธที่เกิดขึ้นตรงกับช่วงที่รัสเซียบุกยูเครน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

สำหรับคนหลายคนอย่างนายอาเบะ ซึ่งปรารถนาให้มีการติดอาวุธญี่ปุ่นอย่างเต็มที่มาเป็นเวลานานแล้ว การบุกยูเครนเป็นเพียงตัวอย่างที่เป็นประโยชน์ของเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศที่ไม่ปกป้องตัวเองอย่างเหมาะสมต่อเพื่อนบ้านที่ก้าวร้าวมากกว่า มีอาวุธที่ดีกว่า และมีขนาดใหญ่กว่า

ริชาร์ด แม็กเกรเกอร์ จากสถาบันโลวี (Lowy Institute) ในนครซิดนีย์ของออสเตรเลีย และผู้เขียนหนังสือเรื่อง "Asia's Reckoning" เชื่อว่า นายอาเบะ คิดว่า นี่คือเวลาที่เหมาะสมในการผลักดันให้เกิดการอภิปรายจริง ๆ ขึ้นในญี่ปุ่น และให้มีการดำเนินการอย่างจริงจังในการพยายามโน้มน้าวประชาชนชาวญี่ปุ่น

"ผมคิดว่า นั่นคือ สิ่งที่เฝ้ารอคอยมานาน ผมคิดว่า เขาอยากจะพยายามและเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งว่ากันตามตรงว่า ค่อนข้างดื้อรั้นมาโดยตลอด" เขากล่าวกับบีบีซี

คำว่า ค่อนข้างดื้อรั้น ยังถือว่าน้อยไป การสำรวจความคิดเห็นที่จัดทำขึ้นเมื่อปีที่แล้วพบว่า 75% ของชาวญี่ปุ่นต้องการให้ญี่ปุ่นลงนามในสนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ (Treaty on the Prohibition of Nuclear Weapons)

การเรียกร้องให้มีการอภิปรายกันเรื่องนิวเคลียร์ของนายอาเบะ เผชิญกับความไม่พอใจจากกลุ่มผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณูในเมืองฮิโรชิมาและเมืองนางาซากิ ด้านนายฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของญี่ปุ่น (ซึ่งมาจากเมืองฮิโรชิมา) ก็ได้ออกมาตอบโต้อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว โดยเรียกคำแนะนำของนายอาเบะว่า "ไม่อาจยอมรับได้"

แต่นายอาเบะ เป็นนักการเมืองที่หลักแหลม เขารู้ว่า กรณียูเครนทำให้ชาวญี่ปุ่นตกใจมาก และเขารู้ว่า ประชาชนในญี่ปุ่นกังวลเกี่ยวกับเกาหลีเหนือที่มีอาวุธนิวเคลียร์และไม่อาจคาดเดาได้ และจีนที่มีความก้าวร้าวเพิ่มขึ้นด้วย

นายฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของญี่ปุ่น ที่การแถลงข่าวในกรุงโตเกียว 3 มี.ค. 2022

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของญี่ปุ่น เรียกคำแนะนำของนายอาเบะว่า "ไม่อาจยอมรับได้"

ศาสตราจารย์โยอิจิ ชิมาดะ เป็นนักวิชาการอนุรักษ์นิยม และเป็นที่ปรึกษาและเพื่อนอันยาวนานของนายชินโซ อาเบะ

"เขาคิดว่า เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับญี่ปุ่นในการต้องมีอำนาจในการโจมตีอย่างเป็นอิสระบางอย่างต่อจีนและเกาหลีเหนือ" ศาสตราจารย์ชิมาดะ กล่าว

"และนั่นน่าจะรวมถึงอาวุธนิวเคลียร์ แต่เขารู้ด้วยว่า มันคงจะเป็นการฆ่าตัวตายสำหรับนักการเมืองคนใดก็ตามที่สนับสนุนให้ญี่ปุ่นมีอาวุธนิวเคลียร์ ดังนั้น เขาจึงต้องการให้มีการอภิปรายขึ้น"

"จุดยืนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลญี่ปุ่นในตอนนี้คือ การพึ่งพาการป้องปราม (ทางนิวเคลียร์) ขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ แต่ญี่ปุ่นไม่อนุญาตให้สหรัฐฯ ส่งอาวุธนิวเคลียร์เข้ามาในญี่ปุ่น นั่นพูดกันตามตรงคือ เห็นแก่ตัว"

ดังนั้น นายอาเบะ จึงไม่ได้กำลังแนะนำให้ญี่ปุ่นสร้างอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเอง เขากำลังแนะนำว่า ให้ญี่ปุ่นยืมอาวุธนิวเคลียร์บางส่วนมาจากอเมริกา

สิ่งที่มีการลืมเลือนกันไปในช่วงหลังสงครามเย็นคือ ข้อเท็จจริงที่ว่า เยอรมนี เบลเยียม อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ ต่างก็เก็บอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ไว้ในประเทศตัวเอง

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้น ประเทศที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์เหล่านี้ สามารถ "ส่ง" อาวุธเหล่านี้ไปยังเป้าหมายต่าง ๆ แทนสหรัฐฯ ได้ด้วย โดยการใช้เครื่องบินของตัวเอง

นี่คือสิ่งที่นายอาเบะ กำลังเสนอต่อญี่ปุ่น

เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ยังดูเหมือนว่า อยู่ห่างไกลจากความเป็นจริงมาก กฎหมายญี่ปุ่นได้ห้ามไม่ให้มีอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศไว้อย่างชัดเจน นับตั้งแต่ปี 1971 แต่นายอาเบะ ไม่ใช่เพียงคนเดียวในการเรียกร้องให้มีการอภิปรายถึงข้อห้ามนี้

เรียวโซ กาโตะ เคยเป็นเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำสหรัฐฯ ในช่วงหลังสงครามที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุด และบางทีอาจจะเป็นผู้สนับสนุนการเป็นพันธมิตรระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ที่เคลื่อนไหวมากที่สุด แต่เขากล่าวว่า การที่เกาหลีเหนือมีนิวเคลียร์แล้ว ทำให้ญี่ปุ่นไม่สามารถที่จะพึ่งพาการป้องปรามทางนิวเคลียร์จากสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป

ผู้ชายยืนดูข่าวโทรทัศน์ที่มีภาพการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เกาหลีเหนือเพิ่มการทดสอบนิวเคลียร์ และขีดความสามารถในการยิงขีปนาวุธพิสัยไกล

"มันอาจจะไม่ใช่จีน" เขากล่าว

"ผู้นำบ้าคลั่งบางคนอาจตัดสินใจยิงอาวุธนิวเคลียร์ใส่ญี่ปุ่น หรือพวกเขาอาจใช้มันในการข่มขู่ทางการเมืองได้ ญี่ปุ่นค่อนข้างที่จะอ่อนไหวต่อการข่มขู่ เราต้องทำอะไรมากขึ้นในแง่ของการป้องกันตัว"

สหรัฐฯ ที่เข้ามายึดครองญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้ยัดเยียดสันตินิยมให้กับญี่ปุ่น การทิ้งแนวคิดนี้ไปดูไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่มันเป็นเรื่องที่ทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ และชนชั้นนำทางการเมืองของญี่ปุ่นต่างก็สนับสนุน

"ชาวอเมริกันจำนวนมากปรารถนาว่า พวกเขาไม่น่าควบคุมญี่ปุ่นด้วยรัฐธรรมนูญใฝ่สันติ" ริชาร์ด แม็กเกรเกอร์ จากสถาบันโลวี กล่าว

"เราไม่ควรลืมว่า คนอย่างอาเบะ เสียใจอย่างมากเช่นกันที่ชาวอเมริกันบังคับใช้รัฐธรรมนูญนี้กับพวกเขา พวกเขาเก็บความรู้สึกขุ่นข้องหมองใจนี้ไว้ เพราะพวกเขาต้องการเป็นพันธมิตรกับอเมริกา"

"พวกเขารู้ว่า พวกเขาไม่อาจรับมือกับจีนได้ด้วยตัวเอง มีความรู้สึกเสียใจบางอย่างเกิดขึ้นทั้งในฝั่งของผู้เสนอและผู้รับรัฐธรรมนูญใฝ่สันติ ในทั้งสองฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิก"

ความจริงแล้ว ญี่ปุ่น ก็อยู่ห่างไกลจากการเป็นรัฐใฝ่สันติที่แท้จริงอยู่แล้ว ไม่ว่ารัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นจะบัญญัติไว้ว่าอย่างไรก็ตาม

ปัจจุบัน กองทัพเรือของญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในกองทัพเรือที่ทรงพลังที่สุดในโลก ใหญ่กว่ากองทัพเรือของอังกฤษเล็กน้อย สิ่งที่ญี่ปุ่นขาดก็คือ ขีดความสามารถในการโจมตีพิสัยไกล

ศาสตราจารย์โยอิจิ ชิมาดะ กล่าวว่า คนส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ต้องเปลี่ยนแปลงในตอนนี้ "จุดยืนที่ว่า ญี่ปุ่นควรมีอาวุธที่สามารถโจมตีดินแดนของศัตรูได้ ผมคิดว่า ในพรรคลิเบอรัลเดโมเครติกที่เป็นพรรครัฐบาล เสียงส่วนใหญ่ของนักการเมืองคิดว่า ญี่ปุ่นจำเป็นต้องมีขีดความสามารถนั้น"

ภาพความเสียหายหลังการโจมตีในเมืองโดเนตสก์ที่กลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนที่รัสเซียสนับสนุนควบคุมอยู่ 21 มี.ค. 2022

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพความเสียหายในเมืองโดเนตสก์ของยูเครน ศาสตราจารย์ชิมาดะ กล่าวว่า ความเป็นไปได้ของรัสเซียในการทำสงครามนิวเคลียร์ต่อยูเครน ทำให้นักการเมืองญี่ปุ่นตกใจ

ศ.ชิมาดะ กล่าวว่า การคุกคามยูเครนของนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ทำให้เรื่องนี้มีความเร่งด่วนมากขึ้นไปอีก

"ประธานาธิบดีปูตินพูดถึงการใช้อาวุธนิวเคลียร์ต่อชาติที่ไม่มีนิวเคลียร์จริง ๆ นั่นยิ่งเป็นตัวพลิกเกมสำหรับนักการเมืองจำนวนมากในญี่ปุ่น"

"รัสเซียเป็นหนึ่งในสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เราต่างก็ทราบว่า ปูตินโหดเหี้ยม แต่มันน่าตกใจมาก"

ต่างจากยูเครน ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรเต็มรูปแบบกับสหรัฐฯ และรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ให้คำมั่นสัญญาว่า จะตอบโต้ชาติใด ๆ ก็ตามที่โจมตีญี่ปุ่น รวมถึงการใช้อาวุนิวเคลียร์ด้วย

นั่นใช้ได้ผลในช่วงที่อเมริกายิ่งใหญ่ที่สุด แต่ในเอเชีย จีนกำลังมีขีดความสามารถทางการทหารใกล้เคียงกับสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว จากนั้นนายโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ

"นายทรัมป์กล่าวว่า คุณต้องรักษาความมั่นคงของตัวเอง" ฮิโรมิ มูรากามิ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Abe Legacy (อาจแปลเป็นไทยได้ว่า ผลงานที่อาเบะทิ้งไว้) กล่าว "เขาพูดเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน แต่ฉันคิดว่า แนวโน้มโดยรวมของสหรัฐฯ ก็เป็นอย่างที่นายทรัมป์พูด คุณไม่อาจพึ่งพาสหรัฐฯ ได้ทั้งหมดอีกต่อไปแล้ว"

สำหรับคนบางส่วนอย่าง เอกอัครราชทูตกาโตะ คำตอบก็คือ การเพิ่มความแข็งแกร่งของการเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น และการที่ญี่ปุ่นต้องรับภาระในการปกป้องตัวเองมากขึ้น

สำหรับ ศ.ชิมาดะ นั่นอาจหมายถึงว่า สักวันหนึ่งญี่ปุ่นจะต้องพัฒนาการป้องปรามทางนิวเคลียร์ของตัวเองขึ้นมา

สิ่งหนึ่งที่ทุกคนที่ผมได้พูดคุยด้วย เห็นตรงกันคือ ญี่ปุ่นต้องก้าวข้ามการห้ามพูดถึงการป้องกันตัวเองให้ได้ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง

"มีการเลี่ยงการพูดถึงเรื่องนี้มานานหลายปี" นางมุรากามิ กล่าว

"แต่ผู้นำญี่ปุ่นจำเป็นต้องนำเรื่องนี้มาพิจารณาจริง ๆ และเปิดเผยต่อสาธารณชน เราไม่อาจใช้ชีวิตในโลกจอมปลอมนี้ได้อีกต่อไป"

"สถานการณ์ในยูเครนเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก และฉันหวังว่า นั่นจะทำให้ผู้นำและประชาชนทั่วไปฉุกคิดขึ้นมาได้จริง ๆ"