พรรคคอมมิวนิสต์จีน : 100 ปีที่ผ่านไปกับความพยายามรอบใหม่ในการสร้างความชอบธรรม

China is using the centenary to boost popular appeal for the Communist Party

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ประติก์ จาการ์
    • Role, ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออก

พรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังป่าวประกาศถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในช่วงที่กำลังเข้าสู่วาระครบรอบการก่อตั้งพรรคในวันที่ 1 ก.ค.

สิ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์กำลังบอกเล่านั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวความมุมานะบากบั่นของพรรคที่สามารถยืนหยัดทัดทานความท้าทายนานับประการตลอดระยะเวลา 100 ปีที่ผ่านมา ทั้งการคาดหมายว่าพรรคจะล่มสลาย ไปจนถึงกระแสโลกที่มุ่งสู่การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย

แม้แต่ภารกิจส่งมนุษย์ขึ้นสู่ห้วงอวกาศเมื่อเร็ว ๆ นี้ยังถูกนำเสนอให้เป็นเรื่องราวที่ส่งเสริมความรู้สึกรักชาติ โดยที่นักบินอวกาศนายหนึ่งพูดว่า มันเป็น "การเพิ่มบทที่ว่าด้วยวีรกรรมเข้าไปใน 100 ปี ของประวัติศาสตร์การต่อสู้ ของพรรคคอมมิวนิสต์"

แม้ยืนหยัดและฝ่าฟันอุปสรรคมาได้ถึง 1 ศตวรรษ แต่พรรคคอมมิวนิสต์ยังมีเป้าหมายสำคัญในการดำรงอยู่ต่อไป อีกทั้งยังมีความอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อสิ่งที่มองว่าเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรค

ดังนั้น ความชอบธรรมของระบอบการปกครองนี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องเสริมสร้างให้แข็งแกร่งอยู่เสมอ และพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ใช้โอกาสครอบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคในปีนี้ในการส่งเสริมความนิยมในพรรค ผ่านการบอกเล่าเรื่องราวที่ผสมผสานกันระหว่างความรุ่งเรืองในอดีต ความสำเร็จในปัจจุบัน และความยิ่งใหญ่ในอนาคต

มีการใช้ฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อ นักวิชาการ สมาชิกพรรค หรือแม้แต่ชาวต่างชาติในการทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังคงผูกขาดอำนาจในประเทศได้ต่อไป

จีนบอกเล่าเรื่องราวของพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีอายุ 100 ปี ไว้อย่างไร

คำบรรยายวิดีโอ, 100 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีน ความเป็นมาและก้าวต่อไปในศตวรรษใหม่

"รับใช้ประชาชน"

ใจความหลักของสารที่ต้องการสื่อ คือ พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รับมอบหมายให้ปกครองประเทศจากการ "รับใช้ประชาชน" โดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างไม่เสื่อมคลาย

"การรับใช้ประชาชน" คือคำขวัญที่ไม่เป็นทางการของพรรคนับตั้งแต่อดีตผู้นำ เหมา เจ๋อตุง เริ่มใช้ในปี 1944 และดูเหมือนว่าจะถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งในยุคของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

ในการกล่าวคำปราศรัยและการออกคำสั่ง ประธานาธิบดีสีมักเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะต้องยึดมั่นใน "ภารกิจดั้งเดิม" เพื่อรับใช้สามัญชน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มชนชั้นนำเพียงอย่างเดียว

เมื่อเร็ว ๆ นี้เขากล่าวว่า "จะต้องเพิ่มการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อแสดงให้เห็นว่าพรรคคอมมิวนิสต์พยายามอย่างหนักเพื่อความผาสุกของประชาชนชาวจีน"

ขณะที่เจ้าหน้าที่และสื่อของทางการจีนได้อ้างผลการศึกษาชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ระบุว่า พลเมืองจีนมีความพึงพอใจกับรัฐบาลมากขึ้น เพื่อเป็นเครื่องยืนยันความชอบธรรมในการปกครองประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์

นอกจากนี้สื่อต่าง ๆ ของทางการจีนยังนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ที่กระตุ้นอารมณ์ผู้ชม เช่น ช่องซีจีทีเอ็น ได้นำเสนอซีรีส์เรื่อง Men of the people ที่นำเสนอเรื่องราวของสมาชิกพรรคที่ทำงานหนักเพื่อประชาชน

ในการนำเสนอภาพลักษณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ว่าเป็นพรรคที่ "ยึดประชาชนเป็นหลัก" นั้น ก็มีแนวคิดรองเรื่อง "สายสัมพันธ์พิเศษ" ระหว่างพรรคกับเยาวชนคนหนุ่มสาว

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าแนวคิดดังกล่าวจะไม่ได้ขจัดความรู้สึกไม่พอใจกับสภาพสังคมในปัจจุบันของหนุ่มสาวชาวจีนหลายคนที่ออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะต่าง ๆ เช่น กระแสที่เรียกกันว่า "ถ่าง ผิง" หรือ "นอนราบ" เพื่อต่อต้านวัฒนธรรมการทำงานหนักแต่กลับไม่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า เป็นต้น

Studying history has been a dominant theme of the centenary celebrations

ที่มาของภาพ, Getty Images

ฟังเสียงจากอดีต

ความพยายามโน้มน้าวใจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนยังพยายามนำเรื่องราวในประวัติศาสตร์การปฏิวัติประเทศมาสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ประชาชน เพื่อช่วยให้พรรคได้ปกครองประเทศต่อไป

เรื่องราวความเสียสละและความรุ่งโรจน์ของพรรคได้ถูกนำเสนอทางสื่อของทางการ และปรากฏอยู่ตามสื่อต่าง ๆ เช่น ป้ายโฆษณา ภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ และคำปราศรัยต่าง ๆ

ความพยายามควบคุมประวัติศาสตร์ของพรรคยังรวมถึงการส่งเสริม "การท่องเที่ยวสีแดง" เช่นการเที่ยวชมแหล่งประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับพรรคคอมมิวนิสต์ เช่น พิพิธภัณฑ์พรรคคอมมิวนิสต์ และอนุสรณ์สถานการปฏิวัติ

ประธานาธิบดีสี ได้ออกโครงการศึกษาประวัติศาสตร์พรรคเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา พร้อมบอกฝ่ายบริหารพรรคทุกระดับให้ค้นหา "ปรัชญา" จากประวัติศาสตร์ของพรรค

นายหวัง หู้หนิง แกนนำของประธานาธิบดีสีด้านการเผยแพร่อุดมการณ์ กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์ที่เพิ่งเปิดเมื่อเร็ว ๆ นี้ จะช่วย "ให้คำแนะนำสมาชิกพรรค เจ้าหน้าที่ทางการ และประชาชน ให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าทำไมพรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงมากด้วยความสามารถ ทำไมลัทธิมาร์กซ์จึงใช้ได้ผล และทำไมระบอบสังคมนิยมแบบจีนจึงดีเลิศ"

กราฟิก

ขณะเดียวกัน การเชิดชูและนำเสนอประวัติศาสตร์ 100 ปีของพรรคกลับไม่ใช่การนำเสนอเรื่องราวตามความเป็นจริง แต่เป็นการนำเสนอประวัติศาสตร์ในรูปแบบที่ฟอกขาวมาแล้ว และสกัดการเสนอข้อมูลที่ขัดแย้งกับชุดข้อมูลที่พรรคนำเสนอ

เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ทางการจีนได้ลบโพสต์ทางออนไลน์ราว 2 ล้านโพสต์ ที่ทางการมองว่านำเสนอข้อมูลที่ "บิดเบือน" ประวัติศาสตร์ของพรรค รวมทั้งยังมีการเปิดสายด่วนให้ประชาชนรายงานการพบเจอกรณีลักษณะนี้ด้วย

"อาณัติจากสวรรค์"

พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังใช้เรื่องการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และเสถียรภาพทางสังคมเป็นเหตุผลอันชอบธรรมในการปกครองประเทศ

หลักการสำคัญที่พรรคใช้ในการเรียกแรงสนับสนุนจากคนในประเทศคือ "ความชอบธรรมจากความสามารถในการทำงาน" ซึ่งหมายถึงสิทธิในการปกครองประเทศจะต้องวัดจากความสามารถในการส่งมอบผลลัพธ์ที่ดี

The Party is claiming credit for China's 'economic miracles'

ที่มาของภาพ, Getty Images

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายจาง เว่ยเว่ย นักวิชาการชื่อดังของจีน ได้กล่าวในที่ประชุมคณะกรรมการกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (โปลิตบูโร) ในหัวข้อเรื่อง "อาณัติจากสวรรค์" ซึ่งพูดถึงแนวคิดจีนโบราณที่ว่า สิทธิในการปกครองของฮ่องเต้ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะปกครองประเทศได้ดีเพียงใด

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นจากการที่สื่อทางการจีนต่างประโคมข่าวและบทความต่าง ๆ เกี่ยวกับ "ความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ" และ "ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่" ที่เกิดขึ้นภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ โดยยกตัวอย่างเช่น "ความสำเร็จ" ของจีนในการนำพาประชาชนหลุดพ้นจากความยากจน และการระบาดของโควิด-19

ขณะเดียวกันก็พยายามชี้ให้ชาวจีนเห็นถึงความบกพร่องของระบอบประชาธิปไตย โดยอ้างอิงถึงการรับมือกับโรคระบาดใหญ่ที่ผิดพลาดในสหรัฐฯ และอินเดีย

อย่างไรก็ตาม "ความชอบธรรมจากความสามารถในการทำงาน" กำลังเผชิญความท้าทายจากปัญหาต่าง ๆ อาทิ ความคาดหวังของประชาชนที่สูงขึ้น ปัญหาประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้น การไร้ซึ่งการปฏิรูป และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม

ด้วยเหตุนี้ ข้อความที่พรรคคอมมิวนิสต์สื่อสารกับประชาชนจึงมุ่งเน้นไปที่การตั้งเป้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจน้อยลง แล้วเปลี่ยนไปเป็นการพัฒนา "โดยรวม" และการให้ "ชีวิตที่ดีขึ้น" แก่ประชาชนแทน

ขีดความสามารถในการ "ปฏิรูปตัวเอง"

พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังพยายามป่าวประกาศความสามารถของตนเองในการเอาชนะวิกฤตการณ์ต่าง ๆ และความสามารถในการปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคมักเรียกว่า "การปฏิรูปตัวเอง"

Xi has said Party's self-reform should never stop

ที่มาของภาพ, Getty Images

ตอนที่ประธานาธิบดีสี ก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2012 พรรคคอมมิวนิสต์จีนอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ ทั้งปัญหาการแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่าของคนในพรรค การทำงานไร้ประสิทธิภาพ และการทุจริต ซึ่งประธานาธิบดีสีพยายาม "ล้างบาง" ปัญหาเหล่านี้ด้วยการปฏิรูปต่าง ๆ เช่น การรณรงค์กวดขันด้านวินัย

แต่สิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ "การปฏิรูปตัวเอง" ซึ่งเป็นโครงการต่อต้านการทุจริตครั้งใหญ่ ซึ่งได้รับความชื่นชมอย่างมากในหมู่ชาวจีน

แม้จีนจะอ้างว่าคอมมิวนิสต์เป็นระบอบการเมืองที่ดีที่สุด แต่นายไค เซี่ย อดีตอาจารย์ที่วิทยาลัยกลางของพรรคอมมิวนิสต์ในกรุงปักกิ่งกลับเรียกพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่า "ผีดิบการเมือง" ที่มี "ปัญหาใหญ่มากมาย"

China is leaning more and more on nationalism to anchor its legitimacy

ที่มาของภาพ, Getty Images

นำจีนสู่ความยิ่งใหญ่

พรรคคอมมิวนิสต์พยายามหล่อหลอมความรู้สึกภาคภูมิใจในชาติเพื่อประโยชน์ของตน ด้วยความหวังว่าความรู้สึกรักชาติที่เพิ่มขึ้นในหมู่ประชาชนจะช่วยสร้างความจงรักภักดีต่อพรรค

ประธานาธิบดีสีตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุให้ได้ภายในปี 2049 ในการกอบกู้สถานะจีนบนเวทีโลก และแก้ไข "ความอัปยศอดสูที่ยาวนานนับศตวรรษ" และความทุกข์ยากของจีนจากน้ำมือต่างชาติ

Political art mocking the West is being pushed by Chinese officials, media

ที่มาของภาพ, WEIBO

คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่จีนเผยแพร่ศิลปะล้อเลียนชาติตะวันตก

หนังสือพิมพ์โกลบอลไทมส์ ของทางการจีนระบุว่า "หากไม่มีผู้นำที่เข้มแข็งอย่างพรรคคอมมิวนิสต์ ประเทศจีนจะไม่มีอนาคต จีนจะถูกกดขี่ และถูกรังแกจากสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรต่อไปอีกนาน หรือแม้แต่ถูกแบ่งแยกออกเป็นส่วน ๆ"

ถ้อยคำที่กระตุ้นความรักชาติเหล่านี้อาจสร้างความพอใจให้คนในชาติ แต่ก็ส่งผลเสียต่อนโยบายต่างประเทศของจีน อีกทั้งยังทำให้เกิดมุมมองเชิงลบต่อประเทศในสายตานานาชาติ

แต่ถึงอย่างนั้น สื่อทางการจีนดูเหมือนจะไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้มากนัก โดยบทความของหนังสือพิมพ์ไชนาเดลีเมื่อเร็ว ๆ นี้ มีเนื้อหาว่า "ในขณะที่ (พรรคคอมมิวนิสต์จีน) เริ่มต้นศตวรรษแรกในฐานะกลุ่มเคลื่อนไหวคอมมิวนิสต์ลับขนาดเล็กที่ร่วมมือกันอย่างหลวม ๆ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20...ตอนนี้มันได้เริ่มก้าวต่อไปในฐานะหนึ่งในผู้นำของว่าที่ชาติมหาอำนาจของโลก"