รัฐประหารเมียนมา : มาตรการคว่ำบาตรจะจัดการกับกองทัพเมียนมาได้แค่ไหน

ที่มาของภาพ, Getty Images
โดย ทิม แมคโดนัลด์
บีบีซีนิวส์
การปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรงยังดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ในเมียนมาโดยล่าสุดข้อมูลจากสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (Assistance Association for Political Prisoners - AAPP) ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากการออกมาต่อต้านการยึดอำนาจอย่างน้อย 618 รายแล้ว
ประเทศมหาอำนาจในตะวันตกพยายามที่จะกดดันกองทัพเมียนมาโดยจัดการกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของพวกเขา อาทิ สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ที่คว่ำบาตร 2 กลุ่มบริษัทใหญ่ที่เชื่อมโยงกับกองทัพเมียนมาอย่าง เมียนมาร์ อีโคโนมิค คอร์ปอเรชั่น (MEC) และ เมียนมา อีโคโนมิค โฮลดิงส์ จำกัด (MEHL)
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังได้ระงับการดำเนินการกับบริษัทค้าอัญมณีซึ่งดำเนินการโดยรัฐเมียนมา และเป็นแหล่งรายได้สำคัญของทหารเมียนมาอีกด้วย ขณะที่สหภาพยุโรปได้ดำเนินการคว่ำบาตรหลายบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพ
อย่างไรก็ดี คู่ค้ารายใหญ่ของเมียนมาในเอเชียไม่ได้ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกับชาติตะวันตก และหลายฝ่ายกำลังวิตกกังวลว่าแรงกดดันที่ไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้จะไม่มีแรงพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร
"อำนาจต่อรองที่มีอยู่ไม่เพียงพอเลย" ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาจากกลุ่มวิกฤตการณ์นานาชาติ (International Crisis Group) กล่าว
การคว่ำบาตรจะได้ผลหรือไม่

ที่มาของภาพ, Getty Images
มีหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าที่ผ่านมา มาตรการคว่ำบาตรยังได้ผลน้อยอยู่
"กองทัพเมียนมาจะไม่ล้มลงกับพื้น ร้องไห้ และบอกว่า 'โอ้พระเจ้า ฉันไม่มีวีซ่าเข้าสหรัฐฯ แล้ว จบกันชีวิตฉัน'...พวกเขาคงจะหัวเราะด้วยซ้ำ" คิชอร์ มาห์บูบานี อดีตนักการทูตสิงคโปร์และอาจารย์ประจำสถาบันวิจัยเอเชีย มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าว
ว่ากันโดยรวมแล้ว การคว่ำบาตรไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้ได้ผลเสมอไป
นักวิจัยจากสถาบันปีเตอร์สันเพื่อเศรษฐศาสตร์นานาชาติ (PIIE) ได้ประเมินกรณีการคว่ำบาตรกว่า 200 กรณีด้วยกัน และพบว่ามีเพียง 1 ใน 3 ที่ประสบความสำเร็จทั้งหมดหรือประสบความสำเร็จบางส่วน ขณะที่นักวิจัยที่อื่นมาวิเคราะห์ชุดข้อมูลเดียวกันบอกว่าอัตราความสำเร็จอยู่ที่แค่ 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โดยบอกว่านักวิจัยสถาบันปีเตอร์สันฯ ใจกว้างเกินไปเมื่อพูดถึงนิยามของความสำเร็จ
ลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตดู บางคนบอกว่าการคว่ำบาตรเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เมื่อทศวรรษที่แล้วกองทัพเมียนมาตัดสินใจปล่อยตัวนางออง ซาน ซู จี และกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี อีกฝ่ายมองว่าการคว่ำบาตรไม่ได้สำคัญ หรือไม่ก็สร้างความเปลี่ยนแปลงเพราะกองทัพคิดจะเปลี่ยนใจอยู่แล้ว
แกรี ฮัฟเบาเออร์ ซึ่งเป็นผู้นำการวิจัยของสถาบันปีเตอร์สันฯ บอกว่า การคว่ำบาตรมักจะสำเร็จกับประเทศที่ยากจนอย่างเช่นเมียนมา แต่โอกาสสำเร็จจะมีมากสุดเวลาที่เป้าหมายไม่ได้ทะเยอทะยานจนเกินไป และประเทศเหล่านั้นไม่ได้ถูกปกครองโดยเผด็จการ
ผลเสียมากกว่าผลดี

ที่มาของภาพ, Getty Images
การคว่ำบาตรเมียนมาในอดีตทำให้เกิดผลกระทบทางมนุษยธรรม อาทิ กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ประเมินว่าการระงับการนำเข้าสินค้าสิ่งทอของเมียนมาเมื่อปี 2003 ทำให้คนในประเทศตกงานถึง 50-60,000 ราย (แม้ว่าการสั่งซื้อสินค้าจากสหภาพยุโรปจะช่วยลดผลกระทบนั้นไปได้)
ผู้เชี่ยวชาญอย่างริชาร์ด ฮอร์ซีย์ กังวลว่า หากการคว่ำบาตรบานปลายกลายเป็นการทำให้รัฐถึงขั้นล้มละลาย ประชาชนคนธรรมดาจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ดี กลุ่มเพื่อสิทธิมนุษยชนบอกว่ามาตรการในปัจจุบันมีลักษณะการมุ่งเป้าไปยังบริษัทที่เกี่ยวข้องกับทหารมากกว่าในอดีต
อย่างไรก็ดี หากการคว่ำบาตรทำให้บริษัทต่าง ๆ อาทิ ด้านน้ำมันและก๊าซของตะวันตกถอนตัว ฮอร์ซีย์คาดว่าก็จะมีบริษัทจากจีนหรือไทยเข้ามาแทนที่อยู่ดี
อาเซียน vs ตะวันตก

ที่มาของภาพ, Getty Images
ปริมาณการค้าของเมียนมากับจีนและไทยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการค้าทั้งหมด ส่วนสิงคโปร์เป็นผู้ลงทุนต่างประเทศรายใหญ่ที่สุด โดยสร้างเงินกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากตัวเลขโดยรัฐบาลเมียนมา
อาเซียนได้ออกมาเรียกร้องให้คลี่คลายสถานการณ์โดยสันติ แต่ปฏิเสธที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรกับเมียนมา
มาห์บูบานี มองว่ากระบวนการทางการทูตในเบื้องหลังอาจสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ได้มากกว่านี้
"มันเป็นวิธีหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และว่ากันจริง ๆ คุณต้องยอมรับว่ามันทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สงบมา 30-40 ปีแล้ว หาวิธีทางการทูต พูดคุยกัน เปลี่ยนใจกันและกัน"
อย่างไรก็ดี ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำภูมิภาคเอเชีย บอกว่า ความไม่เต็มใจจะลงมือนี้เป็นเพราะเห็นประโยชน์ส่วนตัว
"จะไม่เกิดอะไรขึ้นเลย หากปล่อยให้เรื่องอยู่ในมือของอาเซียน"
"และมันน่าตลกมากที่มีความคิดว่าพวกเขา[อาเซียน]จะเป็นส่วนหนึ่งของทางออก"











