เจาะขบวนการ “อัตลักษณ์นิยม” ตัวตนของฝ่ายขวาตกขอบในโลกออนไลน์

Identitarian movement demonstrates at the site of the 1683 Battle of Vienna - Kahlenberg, 2017

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ขบวนการอัตลักษณ์นิยมปรากฏตัวเมื่อปี 2017 ในงานชุมนุมรำลึกเหตุการณ์สมรภูมิกรุงเวียนนาปี 1683

เหตุการณ์ที่นายเบรนตัน ทาร์แรนต์ ชาวออสเตรเลีย ควงปืนบุกกราดยิงมัสยิดหลายแห่งที่เมืองไครสต์เชิร์ชของนิวซีแลนด์ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สร้างความสยดสยองและหดหู่ให้แก่ผู้คนไปทั่วโลก โดยถือเป็นเหตุโศกนาฏกรรมหนึ่งที่ความรุนแรงและความเกลียดชังซึ่งถูกบ่มเพาะอยู่ภายในโลกออนไลน์ ได้แผ่ขยายตัวเองออกสู่โลกแห่งความเป็นจริงในที่สุด ทำให้มือปืนผิวขาว "หัวเอียงขวาสุดโต่ง" ลงมือสังหารผู้บริสุทธิ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมุสลิมไปกว่า 50 ราย

ก่อนเกิดเหตุสลดเพียงสองวัน ทาร์แรนต์ได้ลงภาพอาวุธที่เขาตระเตรียมไว้ใช้ทางทวิตเตอร์ และลงรายละเอียดแผนการที่เขากำลังจะลงมือทำในกระดานข่าวสารออนไลน์ก่อนเกิดเหตุเพียงครึ่งชั่วโมง ทั้งยังเผย "ประกาศเจตนารมณ์" ถึงหลักการและเหตุผลที่เขาตัดสินใจก่อเหตุในครั้งนี้ล่วงหน้าผ่านอีเมล เพียงไม่กี่นาทีก่อนจะลั่นกระสุนนัดแรกและถ่ายทอดสดเหตุการณ์ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ให้ทั้งโลกได้เห็น

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดจากผู้วางแผนและฆาตกรที่ลงมือสังหารโหดเพียงคนเดียว แต่ทาร์แรนต์คือ "มนุษย์ออนไลน์" ที่ฝังตัวอยู่กับกลุ่มวัฒนธรรมย่อยข้ามชาติกลุ่มหนึ่งที่มีฐานอยู่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมานาน ซึ่งอุดมการณ์ของคนกลุ่มนี้กำลังแผ่ขยายคืบคลานออกจากมุมมืดของโลกออนไลน์ มาสู่พื้นที่ของการเมืองกระแสหลักในโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้นทุกที

การเดินทางตามรอยความเกลียดชัง

17th century painting depicting the Battle of Vienna

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพวาดจินตนาการถึงการปิดล้อมกรุงเวียนนาโดยกองทัพจักรวรรดิออตโตมันในศตวรรษที่ 17

ในช่วงปลายปี 2018 ทาร์แรนต์ออกเดินทางไปทั่วยุโรปและท่องเที่ยวอยู่ในประเทศออสเตรียนานเป็นพิเศษ เส้นทางของเขามักจะผ่านไปยังสถานที่ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์บางอย่าง เช่นสมรภูมิที่กองทัพของจักรวรรดิออตโตมันเข้าปิดล้อมกรุงเวียนนาในศตวรรษที่ 17 ซึ่งทาร์แรนต์ได้เอ่ยถึงเหตุการณ์ในอดีตนี้ ผ่านข้อความทางทวิตเตอร์ของเขาสองวันก่อนจะก่อเหตุกราดยิงมัสยิดขึ้น

"ประกาศเจตนารมณ์" ที่ทาร์แรนต์ได้เผยแพร่ทางอีเมล ระบุถึงสิ่งที่เรียกว่า "การแทนที่ครั้งใหญ่" (Great Replacement) ซึ่งเป็นแนวคิดที่อ้างว่าชาวยุโรปกำลังถูกประชากรมุสลิมรุกเข้ามาเป็นใหญ่แทนที่ในแผ่นดินของตนเอง

ทาร์แรนต์ยังบอกว่าในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้ เขาได้เห็นสภาพความเป็นจริงในฝรั่งเศสที่สะเทือนใจเขาอย่างยิ่ง เนื่องจากคลื่นผู้อพยพกำลัง "รุกราน" เข้ามาอย่างหนัก สภาพการณ์ปัจจุบันที่ทาร์แรนต์ได้เห็นนั้น ตอกย้ำถึงความขัดแย้งระหว่างโลกของชาวยุโรปที่นับถือคริสต์ศาสนากับโลกมุสลิมที่มีมาช้านานหลายศตวรรษ

การเดินทางไปออสเตรียของทาร์แรนต์ ยังเป็นเสมือนการแสวงบุญไปสู่เมืองหลวงของกลุ่มอุดมการณ์ทางออนไลน์ที่เขาชื่นชมศรัทธาสุดหัวใจ ซึ่งก็คือกลุ่ม Generation Identity (คนรุ่นอัตลักษณ์) ชุมชนนานาชาติในอินเทอร์เน็ตที่แตกหน่อแยกมาจากขบวนการ "อัตลักษณ์นิยม" (Identitarian movement ) ซึ่งเป็นกลุ่มฝ่ายขวาหรืออนุรักษ์นิยมแบบสุดโต่ง มุ่งปกป้องสิทธิของชาวยุโรปเหนือดินแดนของตนและวัฒนธรรมของคนผิวขาว ต่อต้านการอพยพและการแทรกซึมเข้ามาของผู้คนต่างเผ่าพันธุ์รวมทั้งวัฒนธรรมต่างชาติ

ขบวนการนี้เริ่มก่อตัวขึ้นที่ฝรั่งเศสในปี 2012 และแผ่ขยายความนิยมไปยังอีก 9 ประเทศในยุโรป ซึ่งรวมถึงเยอรมนี อิตาลี และสหราชอาณาจักร

Martin Sellner
คำบรรยายภาพ, มาร์ติน เซลล์เนอร์ ผู้นำกลุ่ม Generation Identity

นักโฆษณาชวนเชื่อฝ่ายขวาตกขอบ

กอร์ดอน คอเรนา ผู้สื่อข่าวด้านความมั่นคงของบีบีซี ได้มีโอกาสพูดคุยกับมาร์ติน เซลล์เนอร์ นักเคลื่อนไหวรณรงค์คนสำคัญของขบวนการอัตลักษณ์นิยมและผู้นำกลุ่ม Generation Identity ที่กรุงเวียนนา เซลล์เนอร์นั้นเคยพูดคุยติดต่อกับทาร์แรนต์ทางออนไลน์หลายครั้ง โดยทาร์แรนต์ยังเคยส่งเงินบริจาคมาให้เขาเพื่อสนับสนุนกิจการของทางกลุ่มเป็นเงิน 1,500 ยูโร (52,000 บาท) อีกด้วย

สายสัมพันธ์นี้ทำให้เซลล์เนอร์ถูกตำรวจบุกค้นบ้าน หลังทาร์แรนต์ก่อเหตุสะเทือนขวัญชาวโลกได้ไม่นาน เขายังถูกทางการสหราชอาณาจักรสั่งห้ามเดินทางเข้าประเทศอีกด้วย เพราะเกรงว่าเขาจะใช้อิทธิพลเผยแพร่ความคิดสุดโต่งซึ่งจะทำลายความสงบสุขของสังคมหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม

อย่างไรก็ตาม ตำรวจไม่พบหลักฐานว่าเซลล์เนอร์มีส่วนในการยุยงหรือสมคบคิดให้ทาร์แรนต์ก่อเหตุกราดยิงชาวมุสลิมแต่อย่างใด ตัวเขาเองบอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า ทาร์แรนต์ "ถูกชักนำไปในทางที่ผิด" แม้หลายฝ่ายจะมองว่า การกระทำของทาร์แรนต์นั้นเกิดจากการเผยแพร่ปลูกฝังอุดมการณ์ขวาตกขอบโดยคนอย่างเซลล์เนอร์ก็ตาม

Protestor waves a flag with the logo of Generation Identity in front of the Justice Ministry. Vienna, April 2019

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้ประท้วงโบกธงสัญลักษณ์ของกลุ่ม Generation Identity ที่หน้ากระทรวงยุติธรรมของออสเตรีย

ศาสตราจารย์ปีเตอร์ นิวมานน์ จากคิงส์ คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน แสดงความเห็นว่า "คนเช่นนี้ถือเป็นบุคคลอันตราย แม้คำพูดและการเผยแพร่แนวคิดของเขานั้นจะถือว่าไม่ผิดกฎหมายเลยก็ตาม เขาไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการวางแผนก่อเหตุอาชญากรรมโดยตรง แต่อุดมการณ์ของเขาถูกนำไปใช้สร้างความชอบธรรมให้กับการก่อเหตุร้าย"

เซลล์เนอร์บอกว่า เขาไม่ใช่พวกเหยียดเชื้อชาติหรือนีโอนาซี แต่เป็น "นักพหุนิยมทางชาติพันธุ์" (Ethnopluralist) ซึ่งเชื่อว่าทุกวัฒนธรรมมีสิทธิที่จะดำรงอัตลักษณ์ของตนเองโดยแยกขาดจากวัฒนธรรมอื่น ๆ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วก็คือแนวคิดแบบต่างคนต่างอยู่นั่นเอง

ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์อุดมการณ์อัตลักษณ์นิยมมองว่า คำพูดของเซลล์เนอร์เป็นเพียงวาทกรรมที่กลบเกลื่อนความรุนแรงน่ากลัวของแนวคิดแบบนีโอนาซี ซึ่งไม่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวออสเตรียอีกต่อไป ทำให้ขบวนการอัตลักษณ์นิยมเริ่มปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์และถ้อยคำสำนวนที่ใช้ให้ดูทันสมัยและยอมรับได้มากขึ้นในวงกว้าง

ตัวอย่างเช่นนโยบายที่เรียกร้องให้รัฐใช้กำลังเพื่อเนรเทศหมู่ผู้อพยพ (Mass deportation) ก็เรียกเสียใหม่โดยใช้คำว่า "การอพยพกลับ" (Re-migration) เซลล์เนอร์ยังบอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่าเขาไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย แต่เป็นเพียง "นักรบข้อมูลข่าวสาร" เท่านั้น

กลุ่มของเซลล์เนอร์มีความใกล้ชิดกับพรรคอิสรภาพ (Freedom party) พรรคฝ่ายขวาจัดซึ่งเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลหลังได้รับคะแนนเสียงถึง 1 ใน 4 จากผู้ออกเสียงชาวออสเตรียในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2017 โดยนายไฮนซ์-คริสเตียน สตราเคอ หัวหน้าพรรคซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้คำมั่นว่าพรรคของเขาจะต่อสู้กับ "การเข้ามาแทนที่คนท้องถิ่นของออสเตรีย" อย่างสุดกำลัง

Heinz-Christian Strache

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายไฮนซ์-คริสเตียน สตราเคอ หัวหน้าพรรคอิสรภาพซึ่งเป็นฝ่ายขวาจัดของออสเตรีย

พรางตัวแทรกซึมกลุ่มสุดโต่ง

เมื่อเซลล์เนอร์เดินทางไปอังกฤษเพื่อเปิดสาขาของกลุ่ม Generation Identity ที่เขตบริกซ์ตันทางตอนใต้ของกรุงลอนดอนในปี 2017 มีหญิงสาวชาวออสเตรียผู้หนึ่งเข้าร่วมงานในครั้งนั้นด้วย โดยเธอสวมวิกผมปลอมสีทองและใช้นามแฝงที่ตั้งขึ้นมาใหม่

จูเลีย เอ็บเนอร์ เป็นนักวิจัยที่ค้นคว้าเกี่ยวกับแนวคิดสุดโต่งจากสถาบันเพื่อการเจรจาเชิงกลยุทธ์ (ISD) ของสหราชอาณาจักร โดยก่อนหน้านี้เธอใช้เวลาส่วนใหญ่แทรกซึมเข้าไปตามกลุ่มปิดในโลกออนไลน์ที่เป็นแหล่งรวมตัวของชาวอัตลักษณ์นิยมและผู้มีแนวคิดสุดโต่ง

เธอบอกว่ากลุ่มออนไลน์เหล่านี้ไม่ได้เปิดเสรีให้กับคนทั่วไปได้เข้าถึงง่าย ๆ ผู้ที่เข้าร่วมสนทนาได้จะต้องได้รับการเชื้อเชิญจากคนใน และผ่านการทดสอบตรวจตราอย่างเข้มงวดเสียก่อน ครั้งหนึ่งเธอถึงกับต้องใช้ใบรับรองผลการตรวจดีเอ็นเอปลอม เพื่อพิสูจน์ว่าเธอเป็นผู้มี "เชื้อสายบริสุทธิ์" สามารถจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มที่เชื่อว่าคนขาวเป็นใหญ่เหนือชาติพันธุ์อื่น ๆ ได้

Julia Ebner
คำบรรยายภาพ, จูเลีย เอ็บเนอร์ แฝงตัวแทรกซึมเข้าไปในเครือข่ายออนไลน์ของขบวนการอัตลักษณ์นิยม

เอ็บเนอร์ใช้อวตารและชื่อบัญชีปลอมในการท่องไปตามมุมลับต่าง ๆ ของสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มสนทนาของคนเหล่านี้ เธอบอกว่าพวกเขาจะมี "เครือข่ายชาตินิยม" ที่แบ่งปันเรื่องเล่า มุกตลก และมีคำศัพท์ที่ใช้กันเองโดยเฉพาะ เครือข่ายเหล่านี้มักนิยมใช้โซเชียลมีเดียบางประเภทกันมากเป็นพิเศษ เช่น 4chan, 8chan หรือ Gab รวมทั้งใช้แอปพลิเคชันสนทนาที่มีการเข้ารหัสรักษาความปลอดภัยเช่นเทเลแกรม (Telegram) ไปพร้อมกันด้วย

แม้จะตั้งอยู่ในพื้นที่ปิดของโลกออนไลน์ แต่บรรดากลุ่มอุดมการณ์ขวาสุดโต่งสามารถเข้าถึงสาธารณชนและเพิ่มจำนวนสมาชิกใหม่ ๆ ได้ จากอัลกอริทึมของสื่อสังคมออนไลน์ที่จะแนะนำและชี้ทางให้ผู้ใช้เข้าถึงข่าวสารของกลุ่มสุดโต่งที่รุนแรงเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถเข้าถึงแหล่งปิดที่เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนสนทนาของคนเหล่านี้โดยเฉพาะ ซึ่งแต่ละกลุ่มอาจมีสมาชิกได้ตั้งแต่ไม่กี่สิบคนไปจนถึงกว่าสองหมื่นคน

Gab and 8chan
คำบรรยายภาพ, แอปพลิเคชันและสื่อสังคมออนไลน์บางส่วนเป็นแหล่งชุมนุมของกลุ่มฝ่ายขวาตกขอบ

กลุ่มขวาสุดโต่งยังมีกลยุทธ์ในการหาสมาชิกหนุ่มสาวผ่านทางเว็บไซต์เกมออนไลน์อีกด้วย โดยมีแอปพลิเคชันสื่อสารสำหรับเหล่านักเล่นเกมเช่นดิสคอร์ด (Discord) เป็นเครื่องมือ และใช้การสนทนาหัวข้อทางการเมืองที่เชื่อมโยงกับการเล่นเกมออนไลน์ได้มาล่อใจ

"กลุ่มเหล่านี้กำลังขยายตัวและสร้างเครือข่ายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นเท็จแพร่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง แม้บรรดาผู้ควบคุมสื่อสังคมออนไลน์จะบอกว่า ได้พยายามสกัดกั้นข่าวสารในทำนองนี้อย่างสุดกำลังแล้วก็ตาม" เอ็บเนอร์กล่าว

"ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือความเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งมาจากความเกลียดชังในโลกออนไลน์กำลังทวีความรุนแรงและปะทุได้บ่อยครั้งขึ้น เช่นเหตุจลาจลที่เมืองชาร์ล็อตส์วิลล์ของสหรัฐฯ เมื่อสองปีก่อน ก็เกิดขึ้นจากการประสานงานในห้องสนทนาออนไลน์ของกลุ่มฝ่ายขวาตกขอบเหล่านี้นั่นเอง"