เจาะขบวนการ “อัตลักษณ์นิยม” ตัวตนของฝ่ายขวาตกขอบในโลกออนไลน์

ที่มาของภาพ, Getty Images
เหตุการณ์ที่นายเบรนตัน ทาร์แรนต์ ชาวออสเตรเลีย ควงปืนบุกกราดยิงมัสยิดหลายแห่งที่เมืองไครสต์เชิร์ชของนิวซีแลนด์ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สร้างความสยดสยองและหดหู่ให้แก่ผู้คนไปทั่วโลก โดยถือเป็นเหตุโศกนาฏกรรมหนึ่งที่ความรุนแรงและความเกลียดชังซึ่งถูกบ่มเพาะอยู่ภายในโลกออนไลน์ ได้แผ่ขยายตัวเองออกสู่โลกแห่งความเป็นจริงในที่สุด ทำให้มือปืนผิวขาว "หัวเอียงขวาสุดโต่ง" ลงมือสังหารผู้บริสุทธิ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมุสลิมไปกว่า 50 ราย
ก่อนเกิดเหตุสลดเพียงสองวัน ทาร์แรนต์ได้ลงภาพอาวุธที่เขาตระเตรียมไว้ใช้ทางทวิตเตอร์ และลงรายละเอียดแผนการที่เขากำลังจะลงมือทำในกระดานข่าวสารออนไลน์ก่อนเกิดเหตุเพียงครึ่งชั่วโมง ทั้งยังเผย "ประกาศเจตนารมณ์" ถึงหลักการและเหตุผลที่เขาตัดสินใจก่อเหตุในครั้งนี้ล่วงหน้าผ่านอีเมล เพียงไม่กี่นาทีก่อนจะลั่นกระสุนนัดแรกและถ่ายทอดสดเหตุการณ์ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ให้ทั้งโลกได้เห็น
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดจากผู้วางแผนและฆาตกรที่ลงมือสังหารโหดเพียงคนเดียว แต่ทาร์แรนต์คือ "มนุษย์ออนไลน์" ที่ฝังตัวอยู่กับกลุ่มวัฒนธรรมย่อยข้ามชาติกลุ่มหนึ่งที่มีฐานอยู่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมานาน ซึ่งอุดมการณ์ของคนกลุ่มนี้กำลังแผ่ขยายคืบคลานออกจากมุมมืดของโลกออนไลน์ มาสู่พื้นที่ของการเมืองกระแสหลักในโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้นทุกที
การเดินทางตามรอยความเกลียดชัง

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในช่วงปลายปี 2018 ทาร์แรนต์ออกเดินทางไปทั่วยุโรปและท่องเที่ยวอยู่ในประเทศออสเตรียนานเป็นพิเศษ เส้นทางของเขามักจะผ่านไปยังสถานที่ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์บางอย่าง เช่นสมรภูมิที่กองทัพของจักรวรรดิออตโตมันเข้าปิดล้อมกรุงเวียนนาในศตวรรษที่ 17 ซึ่งทาร์แรนต์ได้เอ่ยถึงเหตุการณ์ในอดีตนี้ ผ่านข้อความทางทวิตเตอร์ของเขาสองวันก่อนจะก่อเหตุกราดยิงมัสยิดขึ้น
"ประกาศเจตนารมณ์" ที่ทาร์แรนต์ได้เผยแพร่ทางอีเมล ระบุถึงสิ่งที่เรียกว่า "การแทนที่ครั้งใหญ่" (Great Replacement) ซึ่งเป็นแนวคิดที่อ้างว่าชาวยุโรปกำลังถูกประชากรมุสลิมรุกเข้ามาเป็นใหญ่แทนที่ในแผ่นดินของตนเอง
ทาร์แรนต์ยังบอกว่าในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้ เขาได้เห็นสภาพความเป็นจริงในฝรั่งเศสที่สะเทือนใจเขาอย่างยิ่ง เนื่องจากคลื่นผู้อพยพกำลัง "รุกราน" เข้ามาอย่างหนัก สภาพการณ์ปัจจุบันที่ทาร์แรนต์ได้เห็นนั้น ตอกย้ำถึงความขัดแย้งระหว่างโลกของชาวยุโรปที่นับถือคริสต์ศาสนากับโลกมุสลิมที่มีมาช้านานหลายศตวรรษ
การเดินทางไปออสเตรียของทาร์แรนต์ ยังเป็นเสมือนการแสวงบุญไปสู่เมืองหลวงของกลุ่มอุดมการณ์ทางออนไลน์ที่เขาชื่นชมศรัทธาสุดหัวใจ ซึ่งก็คือกลุ่ม Generation Identity (คนรุ่นอัตลักษณ์) ชุมชนนานาชาติในอินเทอร์เน็ตที่แตกหน่อแยกมาจากขบวนการ "อัตลักษณ์นิยม" (Identitarian movement ) ซึ่งเป็นกลุ่มฝ่ายขวาหรืออนุรักษ์นิยมแบบสุดโต่ง มุ่งปกป้องสิทธิของชาวยุโรปเหนือดินแดนของตนและวัฒนธรรมของคนผิวขาว ต่อต้านการอพยพและการแทรกซึมเข้ามาของผู้คนต่างเผ่าพันธุ์รวมทั้งวัฒนธรรมต่างชาติ
ขบวนการนี้เริ่มก่อตัวขึ้นที่ฝรั่งเศสในปี 2012 และแผ่ขยายความนิยมไปยังอีก 9 ประเทศในยุโรป ซึ่งรวมถึงเยอรมนี อิตาลี และสหราชอาณาจักร

นักโฆษณาชวนเชื่อฝ่ายขวาตกขอบ
กอร์ดอน คอเรนา ผู้สื่อข่าวด้านความมั่นคงของบีบีซี ได้มีโอกาสพูดคุยกับมาร์ติน เซลล์เนอร์ นักเคลื่อนไหวรณรงค์คนสำคัญของขบวนการอัตลักษณ์นิยมและผู้นำกลุ่ม Generation Identity ที่กรุงเวียนนา เซลล์เนอร์นั้นเคยพูดคุยติดต่อกับทาร์แรนต์ทางออนไลน์หลายครั้ง โดยทาร์แรนต์ยังเคยส่งเงินบริจาคมาให้เขาเพื่อสนับสนุนกิจการของทางกลุ่มเป็นเงิน 1,500 ยูโร (52,000 บาท) อีกด้วย
สายสัมพันธ์นี้ทำให้เซลล์เนอร์ถูกตำรวจบุกค้นบ้าน หลังทาร์แรนต์ก่อเหตุสะเทือนขวัญชาวโลกได้ไม่นาน เขายังถูกทางการสหราชอาณาจักรสั่งห้ามเดินทางเข้าประเทศอีกด้วย เพราะเกรงว่าเขาจะใช้อิทธิพลเผยแพร่ความคิดสุดโต่งซึ่งจะทำลายความสงบสุขของสังคมหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม
อย่างไรก็ตาม ตำรวจไม่พบหลักฐานว่าเซลล์เนอร์มีส่วนในการยุยงหรือสมคบคิดให้ทาร์แรนต์ก่อเหตุกราดยิงชาวมุสลิมแต่อย่างใด ตัวเขาเองบอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า ทาร์แรนต์ "ถูกชักนำไปในทางที่ผิด" แม้หลายฝ่ายจะมองว่า การกระทำของทาร์แรนต์นั้นเกิดจากการเผยแพร่ปลูกฝังอุดมการณ์ขวาตกขอบโดยคนอย่างเซลล์เนอร์ก็ตาม

ที่มาของภาพ, Getty Images
ศาสตราจารย์ปีเตอร์ นิวมานน์ จากคิงส์ คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน แสดงความเห็นว่า "คนเช่นนี้ถือเป็นบุคคลอันตราย แม้คำพูดและการเผยแพร่แนวคิดของเขานั้นจะถือว่าไม่ผิดกฎหมายเลยก็ตาม เขาไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการวางแผนก่อเหตุอาชญากรรมโดยตรง แต่อุดมการณ์ของเขาถูกนำไปใช้สร้างความชอบธรรมให้กับการก่อเหตุร้าย"
เซลล์เนอร์บอกว่า เขาไม่ใช่พวกเหยียดเชื้อชาติหรือนีโอนาซี แต่เป็น "นักพหุนิยมทางชาติพันธุ์" (Ethnopluralist) ซึ่งเชื่อว่าทุกวัฒนธรรมมีสิทธิที่จะดำรงอัตลักษณ์ของตนเองโดยแยกขาดจากวัฒนธรรมอื่น ๆ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วก็คือแนวคิดแบบต่างคนต่างอยู่นั่นเอง
ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์อุดมการณ์อัตลักษณ์นิยมมองว่า คำพูดของเซลล์เนอร์เป็นเพียงวาทกรรมที่กลบเกลื่อนความรุนแรงน่ากลัวของแนวคิดแบบนีโอนาซี ซึ่งไม่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวออสเตรียอีกต่อไป ทำให้ขบวนการอัตลักษณ์นิยมเริ่มปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์และถ้อยคำสำนวนที่ใช้ให้ดูทันสมัยและยอมรับได้มากขึ้นในวงกว้าง
ตัวอย่างเช่นนโยบายที่เรียกร้องให้รัฐใช้กำลังเพื่อเนรเทศหมู่ผู้อพยพ (Mass deportation) ก็เรียกเสียใหม่โดยใช้คำว่า "การอพยพกลับ" (Re-migration) เซลล์เนอร์ยังบอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่าเขาไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย แต่เป็นเพียง "นักรบข้อมูลข่าวสาร" เท่านั้น
กลุ่มของเซลล์เนอร์มีความใกล้ชิดกับพรรคอิสรภาพ (Freedom party) พรรคฝ่ายขวาจัดซึ่งเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลหลังได้รับคะแนนเสียงถึง 1 ใน 4 จากผู้ออกเสียงชาวออสเตรียในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2017 โดยนายไฮนซ์-คริสเตียน สตราเคอ หัวหน้าพรรคซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้คำมั่นว่าพรรคของเขาจะต่อสู้กับ "การเข้ามาแทนที่คนท้องถิ่นของออสเตรีย" อย่างสุดกำลัง

ที่มาของภาพ, Getty Images
พรางตัวแทรกซึมกลุ่มสุดโต่ง
เมื่อเซลล์เนอร์เดินทางไปอังกฤษเพื่อเปิดสาขาของกลุ่ม Generation Identity ที่เขตบริกซ์ตันทางตอนใต้ของกรุงลอนดอนในปี 2017 มีหญิงสาวชาวออสเตรียผู้หนึ่งเข้าร่วมงานในครั้งนั้นด้วย โดยเธอสวมวิกผมปลอมสีทองและใช้นามแฝงที่ตั้งขึ้นมาใหม่
จูเลีย เอ็บเนอร์ เป็นนักวิจัยที่ค้นคว้าเกี่ยวกับแนวคิดสุดโต่งจากสถาบันเพื่อการเจรจาเชิงกลยุทธ์ (ISD) ของสหราชอาณาจักร โดยก่อนหน้านี้เธอใช้เวลาส่วนใหญ่แทรกซึมเข้าไปตามกลุ่มปิดในโลกออนไลน์ที่เป็นแหล่งรวมตัวของชาวอัตลักษณ์นิยมและผู้มีแนวคิดสุดโต่ง
เธอบอกว่ากลุ่มออนไลน์เหล่านี้ไม่ได้เปิดเสรีให้กับคนทั่วไปได้เข้าถึงง่าย ๆ ผู้ที่เข้าร่วมสนทนาได้จะต้องได้รับการเชื้อเชิญจากคนใน และผ่านการทดสอบตรวจตราอย่างเข้มงวดเสียก่อน ครั้งหนึ่งเธอถึงกับต้องใช้ใบรับรองผลการตรวจดีเอ็นเอปลอม เพื่อพิสูจน์ว่าเธอเป็นผู้มี "เชื้อสายบริสุทธิ์" สามารถจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มที่เชื่อว่าคนขาวเป็นใหญ่เหนือชาติพันธุ์อื่น ๆ ได้

เอ็บเนอร์ใช้อวตารและชื่อบัญชีปลอมในการท่องไปตามมุมลับต่าง ๆ ของสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มสนทนาของคนเหล่านี้ เธอบอกว่าพวกเขาจะมี "เครือข่ายชาตินิยม" ที่แบ่งปันเรื่องเล่า มุกตลก และมีคำศัพท์ที่ใช้กันเองโดยเฉพาะ เครือข่ายเหล่านี้มักนิยมใช้โซเชียลมีเดียบางประเภทกันมากเป็นพิเศษ เช่น 4chan, 8chan หรือ Gab รวมทั้งใช้แอปพลิเคชันสนทนาที่มีการเข้ารหัสรักษาความปลอดภัยเช่นเทเลแกรม (Telegram) ไปพร้อมกันด้วย
แม้จะตั้งอยู่ในพื้นที่ปิดของโลกออนไลน์ แต่บรรดากลุ่มอุดมการณ์ขวาสุดโต่งสามารถเข้าถึงสาธารณชนและเพิ่มจำนวนสมาชิกใหม่ ๆ ได้ จากอัลกอริทึมของสื่อสังคมออนไลน์ที่จะแนะนำและชี้ทางให้ผู้ใช้เข้าถึงข่าวสารของกลุ่มสุดโต่งที่รุนแรงเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถเข้าถึงแหล่งปิดที่เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนสนทนาของคนเหล่านี้โดยเฉพาะ ซึ่งแต่ละกลุ่มอาจมีสมาชิกได้ตั้งแต่ไม่กี่สิบคนไปจนถึงกว่าสองหมื่นคน

กลุ่มขวาสุดโต่งยังมีกลยุทธ์ในการหาสมาชิกหนุ่มสาวผ่านทางเว็บไซต์เกมออนไลน์อีกด้วย โดยมีแอปพลิเคชันสื่อสารสำหรับเหล่านักเล่นเกมเช่นดิสคอร์ด (Discord) เป็นเครื่องมือ และใช้การสนทนาหัวข้อทางการเมืองที่เชื่อมโยงกับการเล่นเกมออนไลน์ได้มาล่อใจ
"กลุ่มเหล่านี้กำลังขยายตัวและสร้างเครือข่ายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นเท็จแพร่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง แม้บรรดาผู้ควบคุมสื่อสังคมออนไลน์จะบอกว่า ได้พยายามสกัดกั้นข่าวสารในทำนองนี้อย่างสุดกำลังแล้วก็ตาม" เอ็บเนอร์กล่าว
"ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือความเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งมาจากความเกลียดชังในโลกออนไลน์กำลังทวีความรุนแรงและปะทุได้บ่อยครั้งขึ้น เช่นเหตุจลาจลที่เมืองชาร์ล็อตส์วิลล์ของสหรัฐฯ เมื่อสองปีก่อน ก็เกิดขึ้นจากการประสานงานในห้องสนทนาออนไลน์ของกลุ่มฝ่ายขวาตกขอบเหล่านี้นั่นเอง"










