กลุ่มชาตินิยมผิวขาวรวมตัวที่ชาร์ล็อตส์วิลล์อีกครั้ง

การชุมนุมของบรรดาผู้นิยมแนวคิดคนผิวขาวเป็นใหญ่เมื่อเดือนสิงหาคม

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, การชุมนุมของบรรดาผู้นิยมแนวคิดคนผิวขาวเป็นใหญ่เมื่อเดือนสิงหาคม

กลุ่มชาตินิยมผิวขาวกลับไปรวมตัวชุมนุมที่เมืองชาร์ล็อตส์วิลล์ในรัฐเวอร์จิเนียของสหรัฐฯ อีกครั้งเมื่อวานนี้ (7 ต.ค.) เวลาสหรัฐฯ หรือช่วงเช้าเวลาไทย สองเดือนหลังจากเหตุปะทะรุนแรงที่ทำให้ผู้ประท้วงหนึ่งคนเสียชีวิต

การชุมนุมเป็นเวลาสั้น ๆ นี้ซึ่งจัดขึ้นโดยริชาร์ด สเปนเซอร์ แกนนำฝ่ายขวาจัด โดยนายกเทศมนตรีเมืองชาร์ล็อตส์วิลล์บอกว่า นี่เป็น "การมาเยี่ยมเยียนที่น่ารังเกียจอีกครั้งของกลุ่มนีโอนาซีผู้ขี้ขลาด"

ในวิดีโอที่โพสต์โดยนายสเปนเซอร์ ผู้ชุมนุมร้องตะโกนว่า "คุณจะไม่มาแทนที่เรา" และ "เราจะกลับมา"

คาดว่ามีคนราว 40-50 คนมาร่วมชุมนุมในสวนแห่งการปลดปล่อย (Emancipation Park) บริเวณอนุสาวรีย์ของนายพลโรเบิร์ต อี. ลี ซึ่งถูกคลุมปิดไว้ในขณะนี้ระหว่างมีการดำเนินการทางกฎหมายเรียกร้องให้โค่นอนุสาวรีย์ลง

เหตุการณ์ปะทะรุนแรงเมื่อเดือนสิงหาคมทำให้นางสาวฮีเธอร์ เฮเยอร์ ทนายความและนักเคลื่อนไหวฝ่ายเสรีนิยมเสียชีวิต

ในวิดีโอซึ่งนายสเปนเซอร์ถ่ายทอดสด เขาระบุว่า ชาร์ล็อตส์วิลล์กลายเป็นสัญลักษณ์ของการกดขี่เสรีภาพในการแสดงออกและการทำลายอนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตร์

ภาพนายสเปนเซอร์จากการชุมนุมครั้งที่แล้ว

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพนายสเปนเซอร์จากการชุมนุมครั้งที่แล้ว

กลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งแต่งตัวคล้าย ๆ กันและถือคบเพลิงต่างร้องตะโกนว่า "ฝ่ายใต้(สมาพันธรัฐแห่งอเมริกา)จะกลับมา" และ "รัสเซียคือเพื่อนของเรา"

โฆษกของกลุ่มอีกคนหนึ่งบอกว่าการชุมนุมนี้มีขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาวอเมริกันผิวขาว และวิพากษ์วิจารณ์สื่อและคนในท้องถิ่น

นายกเทศมนตรีชาร์ล็อตส์วิลล์ ไมค์ ซิกเนอร์ ระบุว่า ทางการกำลังหาวิธีทางกฎหมายที่จะห้ามไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีก

นายสเปนเซอร์ เป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ที่มีความคิดแนวขวาจัด และได้แสดงความคิดเห็นซึ่งเป็นข้อถกเถียงหลายต่อหลายครั้ง รวมถึงมีการกล่าวอ้างว่าเขาสนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่าง"สันติภาพ"

การรื้อถอนอนุสาวรีย์และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ของฝ่ายสมาพันธรัฐซึ่งหนุนการค้าทาสในยุคสงครามกลางเมืองกลายเป็นประเด็นถกเถียงระดับชาติ และหลังจากเหตุการณ์รุนแรงที่เมืองชาร์ล็อตส์วิลล์เมื่อเดือนสิงหาคม ก็ได้มีการรื้อถอนอนุสาวรีย์ของฝ่ายสมาพันธรัฐหลายแห่งลงแล้ว