แนวคิดสุดโต่ง : ยุโรปกำลังทำอะไรเพื่อสกัดแนวคิดรุนแรงแบบนี้

White Nationalists Hold Rally In Georgia

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มีปัจจัยสองข้อที่ทำให้บุคคลออกจากกลุ่มสุดโต่ง คือ แรงผลัก ที่เกิดจากการสูญเสียศรัทธาต่ออุดมการณ์ขององค์กร และเกิด "ตาสว่าง"

โดย ไซมอนด์ คอปแลนด์

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ความหวาดกลัวได้เพิ่มขึ้นทุกทีว่าแนวคิดอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง หรือ "ขวาจัด" แนวคิดนีโอนาซี (ฟื้นคืนค่านิยมแบบนาซี) และ กลุ่มแนวคิดฟาสซิสต์ (เผด็จการชาตินิยม) กำลังเติบโตและขยายวงกว้าง

เหตุการณ์ที่มีต้นตอมาจากแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นหลายคราว เช่น การชุมนุมประท้วงของกลุ่มขวาจัดในเมืองชาร์ล็อตส์วิลล์ สหรัฐอเมริกา ปี 2017 และ ในเมืองเชมนิทซ์ เยอรมนี เมื่อปี 2018 ล่าสุดเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ชายผู้มีแนวคิดขวาจัดบุกกราดยิงชาวมุสลิมในมัสยิด เมืองไครสต์เชิร์ช นิวซีแลนด์ ผู้คนมากมายจึงเกิดคำถามว่า เราจะทำอย่างไรเพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจายของแนวคิดสุดโต่งเช่นนี้

ผู้ช่วยสลายความขวาจัด

องค์กรจำนวนหนึ่งกำลังศึกษาปรากฏการณ์ข้างต้น โดยขุดคุ้ยถึงสาเหตุที่เกิดจากสังคมว่าทำไมบางคนจึงถูกดึงดูดเข้าหาแนวคิดสุดโต่งและกลุ่มอนุรักษ์นิยมหัวรุนแรง รวมถึงหนทางที่จะช่วยให้คนเหล่านั้นก้าวออกมาได้ ซึ่งข้อค้นพบดังต่อไปนี้ค่อนข้างขัดกับความรู้สึกของผู้คนทั่วไป และยังคล้ายคลึงกับผลลัพธ์ที่พบจากแนวคิดสุดโต่งรูปแบบอื่น เช่น กลุ่มก่อการร้ายอิสลาม อีกด้วย

หนึ่งในองค์กรเหล่านั้น คือ Exit Norway โครงการที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1997 ด้วยฝีมือนักวิจัยสองคนของวิทยาลัยการตำรวจแห่งนอร์เวย์ โดยมีวัตถุประสงค์ คือ

  • สร้างเครือข่ายชุมชนเพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่มีเยาวชนเข้าไปพัวพันกับการเหยียดเชื้อชาติหรือกลุ่มหัวรุนแรง
  • เพื่อชักชวนคนรุ่นใหม่ให้แยกตัวเองออกจากกลุ่มเหล่านี้
  • เพื่อพัฒนาและเผยแพร่ภูมิความรู้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ทำงานด้านเยาวชนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มหัวรุนแรง

ปัจจุบัน องค์กร Exit ขยายเครือข่ายไปทั่วยุโรปแล้ว โดยผู้รับบริการส่วนใหญ่คือผู้ที่มีแรงผลักดันว่าต้องการออกจากกลุ่มหัวรุนแรงแล้วติดต่อมายังองค์กร ฟาเบียน วิชแมนน์ ผู้จัดการรายกรณีของสาขาเยอรมนี กล่าวว่า หลักการทำงานขององค์กร คือ ความสมัครใจ

"ผู้คนต้องเข้ามาหาเราเอง พวกเขาต้องโทรศัพท์หรือเขียนอีเมล์ติดต่อเรามา แล้วเราจะเป็นคนตรวจสอบว่าพวกเขามีความมุ่งมั่นตั้งใจมากขนาดไหน" ฟาเบียนกล่าว

"แค่ต้องการจะทางปกปิดอดีตของตัวเองน่ะ ไม่พอหรอกครับ พวกเขาต้องแสดงความสำนึกและความทุ่มเทที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเองด้วย"

โครงการ Exit จะช่วยเหลือแบบรายบุคคลในหลายด้านทั้งสังคม จิตใจ อารมณ์ และ กฎหมาย เพื่อให้สามารถก้าวออกมาจากองค์กรขวาจัดเช่นนั้นได้ โดยกระบวนการจะถูกเก็บเป็นความลับ ปราศจากการตัดสินและคาดคั้นหาคำตอบจากผู้คน และมักนำโดยบุคคลที่เคยเป็นสมาชิกองค์กรขวาจัดมาก่อนเพื่อให้พวกเขาเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้เข้าร่วมโครงการนั่นเอง

สุดโต่ง

ที่มาของภาพ, Getty Images

ขอเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม

นี่อาจดูน่าประหลาดใจ แต่ Exit จะไม่เริ่มกระบวนการสลายความขวาจัดโดยพุ่งเป้าไปที่อุดมการณ์ก่อนเป็นอันดับแรก

ไมเคิล คิมเมล นักสังคมวิทยาผู้เขียนหนังสือ ฟื้นตัวจากความเกลียดชัง (Healing from Hate) ผู้ศึกษาโครงการ Exit ที่สวีเดนและเยอรมนี ได้ค้นพบว่า ข้อสันนิษฐานของเขานั้นผิดตั้งแต่ต้น

"อุดมการณ์หาใช่ตัวการสำคัญที่ทำให้เยาวชนไปเข้าร่วมกับกลุ่มขวาจัดที่มีแนวคิดแบบสุดโต่ง"

คิมเมลพบว่า แค่การให้ผู้ร่วมโครงการ Exit อธิบายอุดมการณ์ของกลุ่มที่ตัวเองเคยเป็นสมาชิกก็ยากลำบากแล้ว เพราะพวกเขาหันไปพูดถึงความสำคัญของการได้มีส่วนร่วมกับอะไรบางอย่าง หรือได้เป็นสมาชิกของกลุ่ม ๆ หนึ่งมากกว่า

อย่างไรก็ตาม คิมเมลยอมรับว่ามีคำวิจารณ์ต่อวิธีแบบนี้อยู่เช่นกัน โดยส่วนใหญ่จะแย้งว่าการมุ่งความสนใจไปที่ต้นเหตุโดยไม่คำนึงถึงอุดมการณ์ของบุคคลเลยนั้น ทำให้พวกเขาลอยตัวเหนือมุมมองและพฤติกรรมที่เกิดจากแนวคิดสุดโต่งทั้งในอดีตและปัจจุบัน แต่คิมเมลก็อธิบายว่า หากเป้าหมายของโครงการคือเพื่อนำผู้คนออกมาจากองค์กรหัวรุนแรง ก็ควรใช้แนวทางที่ปฏิบัติได้จริงโดยมีส่วนร่วมกับประสบการณ์ส่วนตัวของบุคคลนั้นเพื่อให้เกิดแรงจูงใจที่จะก้าวออกมาได้

ประสบการณ์ของ โรเบิร์ต เออเรล เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดี ปัจจุบันเขาทำงานให้ Exit สาขาสวีเดนและเมื่อปีที่แล้วยังได้เดินทางไปทั่วยุโรปและรอบโลกเพื่อเป็นแบบอย่างของคนที่หลุดพ้นจากอุดมการณ์ขวาจัดได้ รวมถึงช่วยสร้างองค์กรแบบเดียวกับ Exit ในอีกหลายประเทศด้วย

ตรรกะสุดโต่ง มีอะไรบ้าง

เออเรลเล่าว่า ความผูกพันกับกลุ่มขวาจัดเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยที่เขาเป็นวัยรุ่นจอมเกเร เมื่อคุณค่าในตัวเอง (self-esteem) กำลังดิ่งลงเหว เขาบาดหมางและขัดแย้งกับผู้คนรอบตัว จนกระทั่งสิบปีต่อมาเขาก็ตัดสินใจเข้าร่วมกับกลุ่มหัวรุนแรงขวาจัด

"ผมโตมาในใจกลางกรุงสตอกโฮล์ม เป็นชนชั้นกลางที่ค่อนข้างร่ำรวยเลยล่ะครับ" เออเรลเล่า "เราไปมีเรื่องกับแก๊งในย่านชานเมืองตอนวันศุกร์ แล้วพอถึงเย็นวันเสาร์ เราก็จะไปที่สโมสรเยาวชนเพื่อสู้กันครับ"

Robert Örell

ที่มาของภาพ, Robert Örell

คำบรรยายภาพ, เออเรล ซึ่งปัจจุบันทำงานให้ Exit สาขาสวีเดนบอกว่า องค์กรขวาจัดใช้ประโยชน์จากความรู้สึกโดดเดี่ยวในช่วงวัยรุ่นของเขา

เออเรลกล่าวว่า องค์กรขวาจัดใช้ประโยชน์จากความรู้สึกโดดเดี่ยวในช่วงวัยรุ่นของเขาได้เป็นอย่างดี ซึ่งเออเรลบัญญัติว่าเป็น "ตรรกะของพวกสุดโต่ง" ที่ประกอบไปด้วย 3 ปัจจัย ได้แก่ หนึ่ง ชอบมองทุกอย่างเป็นขาวกับดำ กลุ่มขวาจัดจะแบ่งแยก "พวกเรา" และ "พวกมัน" ออกจากกัน หรือ "ดี" กับ "เลว" ซึ่งในกรณีของเออเรลนั้น พวกเราคือเหล่าคนผิวขาว ส่วนพวกมันก็คือคนผิวสีอื่น ผู้อพยพ และชาวยิว

สอง ความรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่า เออเรลอธิบายว่ากลุ่มแนวคิดสุดโต่งมักมองว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าเพื่อนมนุษย์คนอื่น หรือเพื่อนมนุษย์กลุ่มอื่น ซึ่งเป็นวิธีสร้างความภาคภูมิใจในตัวเองและความรู้สึกมีอำนาจให้กับสมาชิกกลุ่ม รวมถึงความเป็นพรรคพวกและชุมชนด้วย

สาม กลุ่มสุดโต่งจะมีกระบวนการลดทอนความเป็นมนุษย์ พวกเขาจะแปะป้ายฝ่ายตรงข้ามด้วยคุณลักษณะของสัตว์อื่น เช่น เปรียบกลุ่มผู้อพยพเป็นฝูงหนูโสโครก การกระทำเช่นนี้ยิ่งตอกย้ำความคิดแบบ "พวกเรา" และ "พวกมัน" อีกทั้งยังมอบความชอบธรรมทางกฎหมายให้พฤติกรรมรุนแรงต่าง ๆ ด้วย

"เมื่อเป็นสมาชิกกลุ่มเหล่านี้ คุณจะรู้สึกว่ามีเป้าหมายและเหตุผลที่แรงกล้ามาก ซึ่งผมคิดว่าเป็นแบบนี้ทุกกลุ่มแหละครับ ทั้งพวกลัทธิคนขาวและอิสลามหัวรุนแรง สิ่งที่ผมเห็นในผู้คนมากมายก็คือ การได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่มีความแน่วแน่ขนาดนี้ คุณจะรู้สึกราวกับมีพี่น้องที่พร้อมสละชีวิตเพื่อคุณ คุณมีเป้าหมายแสนสำคัญจนกระทั่งยอมแลกชีวิตของตัวเองได้ วิธีการแบบนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนักและสามารถสร้างความรู้สึกของ "พวกเรา" ได้อย่างรุนแรงมากครับ"

สุดโต่ง

ที่มาของภาพ, Getty Images

วิธีออกจากกลุ่มขวาจัด

แล้วเออเรลออกมาจากกลุ่มได้อย่างไร เขาเล่าว่าเริ่มมองเห็นความย้อนแย้งในมาตรฐานของกลุ่ม เช่น วัฒนธรรมการดื่มสุรา ปาร์ตี้ และใช้สารสเตียรอยด์ แม้ว่าจะขัดกับกฎของการเฉลิมฉลองก็ตาม นอกจากนี้ ความรู้สึกห่างเหินจากกลุ่มขวาจัดก็ยิ่งสูงขึ้นเมื่อเขาได้เข้ากองทัพ เพราะเขาได้น้อมนำกฎระเบียบและมีจุดหมายโดยปราศจากอุดมการณ์อันตราย อีกทั้งความห่างไกลจากพรรคพวกในองค์กรเป็นเวลานานก็ยิ่งช่วยให้เออเรลตัดขาดจากกลุ่มสุดโต่งได้

"การเป็นทหารทำให้ผมรู้สึกถึงความสามารถและคุณค่าของตัวเองที่เคยขาดหายไปเมื่อสมัยก่อน ซึ่งมันก็ทำให้ความรู้สึกอยากเหนือกว่าคนอื่น การลดทอนความเป็นมนุษย์ และการมีอำนาจควบคุม ที่ผมเคยได้รับจากการเข้าร่วมกับกลุ่มขวาจัด ลดน้อยลงไปครับ" เออเรลบอกกับบีบีซี "พอเริ่มเปิดใจทั้งทางอารมณ์และความคิด ทิฐิของผมก็ลดลงและได้สัมผัสประสบการณ์กับผู้คนที่ผมเคยเกลียดชัง"

เรื่องราวของเออเรลสอดคล้องกับผลวิจัยที่สำรวจว่าเหตุใดผู้คนจึงโบกมือลาองค์กรขวาจัด โดย ศ.ธอร์ เบียวโก กล่าวในหนังสือ การเหยียดเชื้อชาติและความรุนแรงขวาจัด (Racist and Right-Wing Violence) ว่า มีปัจจัยสองข้อที่ทำให้บุคคลออกจากกลุ่มสุดโต่ง คือ แรงผลักที่เกิดจากการสูญเสียศรัทธาต่ออุดมการณ์ขององค์กร และเกิด "ตาสว่าง" จากกลวิธี ความเป็นผู้นำ และพฤติกรรม หรือบางทีก็เกิดจากความเบื่อหน่ายทั่วไป ขณะเดียวกัน แรงดึงซึ่งเกิดจากความสัมพันธ์ชิดใกล้ การมีหน้าที่การงาน และการถูกกักขัง ก็จะช่วยดึงบุคคลออกจากกลุ่มสุดโต่งไปพร้อมกัน

สุดโต่ง

ที่มาของภาพ, Getty Images

เลิกขวาจัด ทำยังไง

เหตุผลเหล่านี้เองที่ทำให้องค์กรอย่าง Exit เลือกที่จะค้นหาต้นตอของแรงจูงใจเบื้องหลังมากกว่าเผชิญหน้าโดยตรงกับอุดมการณ์ของบุคคลเหล่านั้น ซึ่งอาจให้ผลลัพธ์ตรงข้ามได้เลยทีเดียว

"เราพบว่าการประจันหน้า ดีเบต หรือโต้เถียงกันเรื่องอุดมการณ์นั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงน้อยมาก" เออเรลบอก "ส่วนใหญ่ส่งผลตรงข้ามด้วย เพราะมันกลับช่วยเน้นย้ำให้หาเหตุผลมาอธิบายและยืนหยัดต่อสู้เพื่อแนวคิดแทน ซึ่งนั่นจะนำเราไปสู่สิ่งที่ตรงข้ามกับความต้องการของเราเลยครับ"

Exit สนับสนุนให้ผู้เข้าร่วมโครงการสลายความสุดโต่ง

"ใคร่ครวญและทำความเข้าใจว่าตนเองเข้ามาพัวพันกับความเคลื่อนไหวเหล่านั้นได้อย่างไร มันส่งผลกระทบต่ออะไรบ้าง และมีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงความคิดและตรรกะอย่างไร กลุ่มสุดโต่งทำให้พวกเขาตีความประสบการณ์ทุกอย่างที่ตัวเองได้สัมผัสผ่านมุมมองของอุดมการณ์นั้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วกลับกลายเป็นมุมมองที่ถูกใช้งานอยู่เพียงชุดเดียวได้อย่างไร"

ขั้นตอนที่สอง Exit จะช่วยผู้เข้าร่วมโครงการสร้างประสบการณ์ โดยเฉพาะทางสังคม รูปแบบใหม่ขึ้นด้วย "การทำแบบนี้จะช่วยให้พวกเราเปิดการรับรู้แบบใหม่ว่าจะมองโลกอย่างไร ได้สัมผัสชุดข้อมูล ผู้คน และตัวตนของเราที่แตกต่างหลากหลาย ซึ่งใช้ชีวิตโดยผ่านประสบการณ์และการตีความเหตุการณ์ต่าง ๆ นี่จะช่วยสร้างความหลากหลายและลดความห่างเหินลง ซึ่งก็จะทำให้ความปรารถนาในแนวคิดสุดโต่งและหัวรุนแรงลดลงและน่าสนใจน้อยลงตามไปด้วย"

นอกจากนี้ วิชแมนน์และเออเรลยังย้ำเตือนว่า อย่าตื่นตูมกับปรากฏการณ์ความรุนแรงจากแนวคิดขวาจัดในช่วงหลายปีนี้มากจนเกินไป เพราะแม้จำนวนครั้งจะถี่ขึ้น แต่ความจริงแล้วกลุ่มสุดโต่งเหล่านี้กลับไม่มีสมาชิกเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แน่นอนว่าเราควรให้ความสำคัญกับกลุ่มเหล่านี้ ทว่าก็ต้องระมัดระวังไม่หลงนึกตามข่าวในสื่อจำนวนมากไปว่า สมาชิกของกลุ่มสุดโต่งเพิ่มจำนวนขึ้น

ขณะที่เราต่อสู้กับความเป็นจริงของกลุ่มอนุรักษ์นิยมหัวรุนแรงและแนวคิดสุดโต่งต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่เป็นบทเรียน คือ ต้องพยายามทำความเข้าใจถึงแรงจูงใจเบื้องหลังการเข้าร่วมองค์กรเหล่านั้น ซึ่งไม่ได้เป็นไปเพื่อขุดคุ้ยหาความเกลียดชังในความเชื่อของพวกเขา แต่ทว่าการตระหนักถึงปัจจัยอันซับซ้อนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมเป็นหนทางที่ดีที่สุดเพื่อยับยั้งไม่ให้ผู้คนหลงสู่เส้นทางดังกล่าวไปมากกว่านี้