หรือเมืองไทยจะกลายเป็น ‘เซฟเฮาส์โลก’ ชาวเมียนมาแห่ซื้อคอนโดฯ ในไทย สะท้อนอะไร ?

GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

“พวกเขามีบ้าน มีรถยนต์ และมีธุรกิจในเมียนมาอยู่แล้ว บางคนก็มาไทยทุกปีเพื่อตรวจสุขภาพ การซื้อคอนโดที่นี่ไม่ไร้ค่าอย่างแน่นอน” ตู (นามสมมติ) เอเจนซีอสังหาริมทรัพย์ชาวเมียนมาในไทย ที่ให้บริการลูกค้าชาวเมียนมากล่าวกับบีบีซีไทย

เธอยอมให้สัมภาษณ์บนเงื่อนไขว่าเราต้องปกปิดตัวตนของเธอเพื่อความปลอดภัย

ลูกค้าของตูส่วนใหญ่ราว 70-80% มักมองหาคอนโดมิเนียมหรือที่เรียกว่า “ห้องชุด” ในราคาราว ๆ 2-3 ล้านบาท

ส่วนผู้ซื้อที่มั่งคั่งก็จะขยับไปมองคอนโดฯ ในช่วงราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป แต่ลูกค้ากลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนเพียง 10-20% เท่านั้น

เหตุผลสามประการ ชาวเมียนมาซื้อคอนโดฯ ในไทย

มีเหตุผลหลัก ๆ อยู่สองสามข้อที่ทำให้ชาวเมียนมาตัดสินใจเข้ามาซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทย

ตูอธิบายว่าสาเหตุหลักข้อแรกเป็นเพราะหลังการรัฐประหารเมื่อเดือน ก.พ. 2021 ค่าเงินจัตพม่าอ่อนลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอย่างดอลลาร์สหรัฐ เช่นเดียวกับสกุลเงินอื่น ๆ

จากการคำนวณของบีบีซีไทยโดยอ้างอิงข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างจัตพม่าและดอลลาร์สหรัฐ พบว่าตั้งแต่ ก.พ. 2021 จนถึง มิ.ย. 2567 ค่าเงินจัตพม่าอ่อนตัวลงไปแล้วถึง 58.19%

“พวกเขาต้องการโอนเงินออกจากเมียนมาเพื่อป้องกันการลดค่าเงิน ทรัพย์สินของพวกเขากำลังสูญเสียมูลค่า” เธออธิบาย

ตูยังเสริมอีกว่าเหล่าผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์เหล่านี้ล้วนต้องการหาทางหนีทีไล่ให้กับลูก ๆ ของพวกเขา

ล่าสุดเมื่อเดือน ก.พ. 2024 ที่ผ่านมา รัฐบาลทหารเมียนมาที่กำลังเพลี่ยงพล้ำต่อฝ่ายต่อต้านที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ได้ออกกฎหมายฉบับใหม่บังคับให้ผู้ชายทุกคนที่มีอายุระหว่าง 18-35 ปี และผู้หญิงทุกคนที่มีอายุระหว่าง 18-27 ปี ต้องรับราชการทหารอย่างน้อยสองปี

ส่วนเหตุผลสุดท้ายนั้น ส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูง โดยตูบอกว่าลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้สนใจเรื่องการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทย พวกเขาแค่ต้องการที่อยู่อาศัยชั่วคราวระหว่างที่กำลังวางแผนย้ายไปประเทศโลกที่หนึ่ง อาทิ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร หรือออสเตรเลีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการวางแผนเพื่อลูก ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน

“ครอบครัวเหล่านี้มักต้องการคอนโดฯ ขนาดใหญ่ เช่น ห้องนอน 2 ห้อง ประมาณ 70-80 ตารางเมตร” ตูแจกแจงรายละเอียดความต้องการของเหล่าลูกค้าผู้มั่งคั่ง

GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

คำบรรยายภาพ, ลูกค้าชาวเมียนมาที่เข้ามาซื้อคอนโดฯ หรูในไทย มักซื้อในระดับราคาตั้งแต่ 5-100 ล้านบาท

บีบีซีไทยพบรายงานจากบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ซีบีอาร์อี ซึ่งเผยแพร่ในช่วงเดือน พ.ค. 2023 โดยระบุถึงประเด็นที่น่าสนใจของลูกค้าชาวเมียนมาที่เข้ามาซื้อคอนโดมิเนียมหรูในไทย โดยพบว่ากลุ่มลูกค้าเหล่านี้ซื้อคอนโดฯ ในระดับราคาตั้งแต่ 5-100 ล้านบาท โดยเกือบ 91% ของผู้ซื้อ ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง

ข้อมูลของซีบีอาร์อีสอดคล้องกับนายหน้าอสังหาฯ ตู ที่บอกว่าลูกค้าชาวเมียนมาต้องการคอนโดฯ ที่มีอย่างน้อย 2 ห้องนอน และมีงบประมาณเฉลี่ย 15-30 ล้านบาท

สำหรับพื้นที่ยอดนิยมของชาวเมียนมาในกรุงเทพฯ นั้น ตูบอกว่าโดยรวมแล้วกระจุกตัวอยู่ในย่าน สุขุมวิท พระโขนง อ่อนนุช และบางนา รายงานของซีบีอาร์อียังเพิ่มย่านลุมพินีเข้ามาด้วยสำหรับกลุ่มคอนโดมิเนียมราคาสูง

อุปสรรคสำคัญ การโอนเงินจากเมียนมามาไทย

มีคำถามสำคัญว่า หลังจากเข้าไปดูคอนโดฯ กันจนถูกใจแล้ว เมื่อถึงเวลาจ่ายเงิน หากผู้ซื้อรายนั้นไม่ได้มีบัญชีธนาคารในประเทศไทยหรือบัญชีธนาคารในต่างประเทศ หากเขาหรือเธอมีแต่บัญชีธนาคารในเมียนมาจะจ่ายเงินค่าคอนโดฯ ที่จะซื้อนี้อย่างไร

จริง ๆ แล้วการโอนเงินจากธนาคารของเมียนมาออกไปยังประเทศอื่น ๆ ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ แต่เพราะว่ามีขั้นตอนที่ยุ่งยากและอาจทำให้มีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นจากค่าธรรมเนียมและกฎระเบียบต่าง ๆ ที่รัฐบาลเมียนมากำหนด ประชาชนชาวเมียนมาจำนวนมากเลยไม่นิยมใช้บริการโอนเงินผ่านธนาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารปี 2021

ตามข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินและทางกฎหมาย 4 แห่งที่บีบีซีไทยตรวจสอบ [อ้างอิง 1, 2, 3, 4] รวมไปถึงเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของธนาคารกลางแห่งประเทศเมียนมา พบว่า ก่อนหน้าที่จะมีการรัฐประการ การจะโอนเงินออกจากประเทศเมียนมาต้องทำธุรกรรมผ่านธนาคารที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และในกรณีที่มีการโอนเงินออกนอกประเทศจำนวนมาก ก็ต้องได้รับการอนุญาตจากภาครัฐก่อน

อย่างไรก็ดี หลังเกิดรัฐประหารในปี 2021 ธนาคารกลางฯ ออกมาตรการควบคุมดูแลที่เข้มงวดขึ้นมาก และการโอนเงินออกนอกประเทศทั้งหมดถูกตรวจสอบ

เมื่อช่องทางตามกฎหมายเป็นเรื่อง “ไม่คุ้มจ่าย” ตูบอกว่าผู้คนจำนวนมากจึงหันไปใช้หนทางที่ “ค่อนข้างจะผิดกฎหมาย แต่เราก็ใช้ระบบนี้มาเป็น 20 ปีแล้ว” แทน

GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

คำบรรยายภาพ, ธนาคารกลางของเมียนมามีความพยายามสกัดกั้นการโอนเงินจำนวนมาก ๆ ออกนอกประเทศนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารขึ้นในปี 2021

ระบบดังกล่าวที่ตูอ้างถึง เรียกว่า “ฮุนดี” (Hundi) ซึ่งศูนย์วิจัยและการวิเคราะห์ปฏิบัติการณ์ หรือ Center for Operational Analysis and Research (COAR) อธิบายว่าเป็น “กลไกหลักที่แรงงานข้ามชาติเมียนมาและธุรกิจในต่างประเทศใช้ในการเคลื่อนย้ายเงินเข้า ออก และภายในประเทศ”

ในระบบดังกล่าวนี้ หากชาวเมียนมาคนใดต้องการโยกย้ายหรือโอนเงินจากเมียนมามายังประเทศไทย พวกเขาก็สามารถติดต่อคนกลางที่ถือทั้งทั้งเงินบาทและเงินจัตจำนวนมากเอาไว้ได้ เมื่อชาวเมียนมาโอนเงินจัตให้กับตัวกลางดังกล่าว พวกเขาก็จะโอนเงินบาทไทยให้กับผู้รับปลายทางในประเทศไทย โดยธุรกรรมดังกล่าวนี้สามารถโอนเงินบาทไทยข้ามกลับไปเป็นเงินจัตของเมียนมาได้ด้วยเช่นกัน

“เราใช้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณชายแดน บางคนอาศัยอยู่ในเมียนมา บางคนอาศัยอยู่ในไทยแต่มีเงินจำนวนมาก พวกเขามีเงินบาทในธนาคารไทย และมีเงินเป็นล้าน ๆ ในธนาคารเมียนมาด้วย เราเชื่อมต่อกับพวกเขา” ตูอธิบายถึงสิ่งที่เป็นแนวทางปฏิบัติในปัจจุบัน

“ประมาณ 90% ของคนเมียนมาใช้บริการนี้ แต่เมื่อเดือนที่แล้ว (มิ.ย. 2024) รัฐบาลทหารได้จับกุมคนเหล่านั้นหลายคน” ตูบอกกับบีบีซีไทย

COAR

ที่มาของภาพ, COAR

คำบรรยายภาพ, แผนผังแสดงวิธีการและความสัมพันธ์ของระบบการโอนเงินผิดกฎหมายที่ชื่อว่า "ฮุนดี"

สำนักข่าวอิระวดีของเมียนมารายงานเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลทหารพยายามปราบปรามการซื้อขายคอนโดมิเนียมในไทยของชาวเมียนมาผ่านการจับกุมเอเจนซีเมียนมา โดยชี้ว่ามีการโอนเงินอย่างผิดกฎหมาย พร้อมกล่าวหาว่าผู้ต้องหานั้น “สร้างความไม่มั่นคงในตลาดสกุลเงินเมียนมาผ่านการทำธุรกรรมซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยของพวกเขา”

ต่อมาในวันที่ 5 มิ.ย. รัฐบาลเมียนมายังอายัดบัญชีธนาคารของ 39 บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าดำเนินธุรกิจ “ฮุนดี”

อย่างที่อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางของเมียนมามีความพยายามสกัดกั้นการโอนเงินจำนวนมาก ๆ ออกนอกประเทศนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารขึ้น อาทิ กระทรวงการวางแผนและการคลังของเมียนมาได้ออกมาตรการที่กำหนดให้หน่วยงานและบุคคลที่โอนเงินตราต่างประเทศมูลค่ามากกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐออกจากเมียนมา (ราว 360,000 บาท) ต้องชำระภาษีให้เรียบร้อยก่อนการโอนเงิน

ส่วนสาเหตุที่ธนาคารกลางต้องการสะกัดไม่ให้คนนำเงินออกนอกประเทศนั้น สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกา เพิ่งออกรายงานที่ระบุว่า ในช่วงสามปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ธนาคารกลางเมียนมากลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลไกการกดขี่ของรัฐบาลทหาร และเป็นตัวแสดงหลักที่ให้ทรัพยากรทางการเงินแก่รัฐบาลทหารเพื่อทำสงคราม

ตัวเลขผู้ซื้อชาวเมียนมาจะยังขยายตัวไหม ?

รายงานสถานการณ์การโอนกรรมสิทธิห้องชุดของชาวต่างชาติ ไตรมาสที่ 1/2567 จากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พบว่า ชาวเมียนมาเป็นสัญชาติที่มีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 415.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ มูลค่าการโอนกรรมสิทธิยังขึ้นมาแตะ 2.2 พันล้านบาท (ลำดับที่ 2 รองจากจีน) ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 344.1% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่าเพียง 497 ล้านบาท

บทสัมภาษณ์ของ วิทยา อภิรักษ์วิริยะ ผู้จัดการทั่วไป Think of Living และ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ที่ให้กับบีบีซีไทยตอกย้ำภาพของข้อมูลข้างต้น

เขาบอกกับเราว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีคนเมียนมาเข้ามาดูเว็บไซต์ของบริษัทซึ่งเป็นแพลตฟอร์มให้ข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยมากขึ้นถึง 150% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

เขาอธิบายว่า ปรากฏการณ์การเข้ามาของชาวเมียนมา ไม่ได้เพียงสะท้อนสถานะการเป็นที่พึ่งหรือการเป็นเมืองที่ "สงบสุข" ของไทยสำหรับผู้คนจากประเทศเพื่อนบ้านที่เกิดความไม่สงบเท่านั้น แต่หากมี “ความขัดแย้งใด ๆ บนโลกใบนี้ ประเทศไทยได้ประโยชน์หมด ไม่ใช่แค่เมียนมา รัสเซีย ยูเครนก็เหมือนกัน”

วิทยาเสริมว่าที่ผ่านมาผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยก็เล็งเห็นถึงประเด็นตรงนี้อยู่แล้ว และการวางจุดยืนในการดึงความต้องการ (ดีมานด์) เช่นนี้เข้าประเทศ ก็คล้ายคลึงกับกรณีของสิงคโปร์ที่พยายามวางตัวเป็นกลางระหว่างความขัดแย้งของจีนและสหรัฐอเมริกา

“ล่าสุดเมียนมา มันมีความไม่สงบในประเทศเขา เขาก็ต้องหาคล้าย ๆ กับบ้านหลังที่สองใช่ไหม หาที่หลบภัย เพราะฉะนั้นเราจึงได้ประโยชน์ตรงนี้” เขาเสริม

แม้ตัวเลขการเข้ามาซื้อคอนโดฯ ของชาวเมียนมาจะโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทว่าตูมองว่าการเข้ามากวาดล้างของรัฐบาลทหารเมียนมาน่าจะทำให้เห็นการชะลอตัวลงบ้างต่อจากนี้

โอกาสการเป็น ‘เซฟเฮาส์โลก’ ที่มาพร้อมกับปัญหา

GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

คำบรรยายภาพ, สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานเมื่อเดือน ก.ค. 2023 ว่าชาวรัสเซียผู้มั่งคั่งกำลังหลั่งไหลมายังภูเก็ต

ดูเหมือนว่ามติคณะรัฐมนตรีเรื่องการสั่งแก้ไขกฎหมายการให้ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี จากปัจจุบัน 30 ปี ตามกฎหมายทรัพย์อิงสิทธิ และให้ถือครองคอนโด 75% จากปัจจุบัน 49% จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พอดิบพอดีกับการที่ไทยอาจได้ประโยชน์จากความเป็น “ดินแดนแห่งความสงบสุข” ตามคำอธิบายของวิทยา และช่วงเวลาที่ภาคธุรกิจนี้กำลังขาดกำลังซื้อจากคนในประเทศ

วิทยาเสริมว่า เมื่อมองตามกลไกของการทำธุรกิจ เมื่อดีมานด์ในประเทศไม่พอ การถึงความต้องการซื้อมาจากต่างประเทศก็เป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ว่ารัฐบาลก็ต้องมีกลยุทธ์

“คุณอยากได้ต่างชาติมาเพราะอะไร อยากได้ต่างชาติแบบไหน แล้วคุณจะทำแบบไหนให้มันดี แล้วมันดีกับเศรษฐกิจยังไง ผมขีดเส้นใต้ตรงเศรษฐกิจ… คำถามคือจะแก้ตรงนี้ แก้ยังไง”

เขายกตัวอย่างภูเก็ตขึ้นมาว่าเป็น “สินทรัพย์ของประเทศ” ที่ต่างชาติให้ราคาและอพยพกันลงไปอยู่ ซึ่งในมิติเรื่องอสังหาริมทรัพย์นั้นก็ต้องบอกว่าเป็นผลดีกับผู้คนในอุตสาหกรรมอยู่แล้ว

วิทยาทิ้งท้ายว่า ถ้าไทยบอกจะชูความเป็นเมืองที่สงบสุขแล้วดึงความต้องการต่างชาติเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการ “ผลิตอะไรสักอย่างหรือบริการอะไรสักอย่างเพื่อคนบนโลกใบนี้ เราทำอะไรได้บ้างก็ต้องมานั่งดู และแน่นอนต้องพิจารณาเรื่องผลกระทบต่อสังคมด้วยว่าจะบริหารจัดการอย่างไร”

ช่วงต้นปีที่ผ่านมาสื่อไทยรายงานสถิติการจับกุมชาวต่างชาติเฉพาะในภูเก็ต โดยพบว่าสถิติตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2566 ถึงเดือน มี.ค. 2567 มีทั้งสิ้น 614 ราย ประกอบด้วย ข้อหาการประกอบอาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาต, หลบหนีเข้าเมือง, อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด, เมาแล้วขับ, พ.ร.บ.ยาเสพติด, ปล้นทรัพย์, ค้าประเวณี, ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน, ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์อื่น ๆ และความผิดเกี่ยวกับเพศ

“ทั้ง 2 ด้าน มีทั้งปัจจัยบวก ปัจจัยลบ ขึ้นอยู่กับความสามารถของเราในการจัดการมากกว่าครับ” วิทยากล่าวทิ้งท้าย