กฎหมายให้ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี คนไทยได้-เสียอะไร หากมีการบังคับใช้จริง

ที่มาของภาพ, Getty Images
กฎหมายการให้ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี ตามกฎหมายทรัพย์อิงสิทธิ และให้ถือครองคอนโด 75% กลับมาเป็นเรื่องร้อนอีกครั้ง เมื่อนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กทม. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ตั้งกระทู้สดถามนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โดย รมช.กระทรวงมหาดไทย ตอบชี้แจงว่ากฎหมายดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการศึกษา พร้อมยืนยันว่าไม่เป็นการขายชาติ
การทบทวนหลักเกณฑ์ให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ยาวนานขึ้น และสัดส่วนการถือครองคอนโดมิเนียมที่สูงขึ้น เป็นผลมาจากมติคณะรัฐมนตรีเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ ในเดือน เม.ย. และมีคำสั่งให้กระทรวงมหาดไทยไปทบทวนและแก้ไขตามแนวทางมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา
นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคก้าวไกล ตั้งกระทู้ถามสดเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า มติ ครม. ดังกล่าว ไม่ใช่แค่การสั่งให้ศึกษา แต่คือการสั่งให้แก้ไขกฎหมาย
เขาตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงรีบร้อนจะแก้กฎหมายเร่งด่วนเช่นนี้ เพราะเมื่อชาวต่างชาติเข้ามาซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์จะทำให้บ้านมีราคาสูงขึ้น และจะยิ่งทำให้คนไทยไม่สามารถซื้อบ้านเป็นของตัวเองได้ อีกทั้งชาวต่างชาติที่เข้ามาเช่าก็มีสิทธิ์เช่นเดียวกับการเป็นเจ้าของที่ดิน 99 ปี เพราะส่งเป็นมรดกตกทอดถึงลูกหลานได้ด้วย
สส.ก้าวไกลกล่าวว่า นี่คือนโยบายที่ให้ต่างชาติเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ เข้ามาถือครองและปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีมาตรการรองรับใด ๆ ทั้งสิ้น
"คิดแบบลวก ๆ ไม่รอบคอบใด ๆ แล้วไปอ้างว่าศึกษาทั้งที่จริงมติสั่งให้แก้" สส.ก้าวไกล จากเขตจตุจักร กล่าว
"คอนโดทุกชั้น ถ้าทำเป็นลีสโฮลด์หรือทรัพย์อิงสิทธิ 99 ปี ทั้งตึกเป็นของต่างชาติได้ทั้งตึก ยกทั้งตึกให้จีน ตึกนี้รัสเซีย ถ้ากฎหมาย 99 ปี ออกเมื่อไหร่เราจะเห็นเซลล์แมน เราจะเห็นเซลล์คอนโดบินไปขายที่ดิน บินไปขายคอนโดยกตึก ยกแปลงเลย ไม่จำเป็นต้องขายทีละห้อง"
มติ ครม. เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2567 ที่ สส.ก้าวไกล อ้างถึง มีเนื้อหาให้ความเห็นชอบตามที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เสนอขอให้กระทรวงมหาดไทย ศึกษาความเป็นไปได้ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยระบุว่า "เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับมหภาค ตลอดจนดึงดูดนักลงทุนขนาดใหญ่ให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย" ใน 2 มาตรการ ได้แก่
- พิจารณาทบทวนการกำหนดระยะเวลาของทรัพย์อิงสิทธิจากปัจจุบัน 30 ปี ตามมาตราที่ 4 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ. 2562 เป็นไม่เกิน 99 ปี
- พิจารณาทบทวนให้คนต่างด้าวสามารถถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุด จากเดิมไม่เกิน 49% เป็นไม่เกิน 75%
มติ ครม. ระบุด้วยว่า หากมีความจำเป็นต้องตราหรือแก้ไขปรับปรุงกฎหมายประการใดเพื่อรองรับการดำเนินการในเรื่องนี้ ให้กระทรวงมหาดไทยเร่งดำเนินการตามขั้นตอนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และเสนอคณะรัฐมนตรีโดยเร็วต่อไป
ด้านนายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เริ่มต้นตอบกระทู้ด้วยการออกตัวว่า เขาไม่ได้เข้าร่วมประชุม ครม. ในวันที่มีมติให้กระทรวงมหาดไทยไปศึกษาเรื่องนี้ พร้อมย้ำว่าการจะแก้กฎหมายนี้จะต้องมีการศึกษาผลดีผลเสียก่อน และต้องเข้าสู่การพิจารณาของสภา
"เราไม่อยากให้ใครมาครอบครองแผ่นดินของเราแน่นอน ผมก็ไม่ยอมให้ชาติไหนมาครอบครองประเทศไทยและเดินกร่างไปทั่ว และใครก็คงสั่งผมไม่ได้ ยืนยันไม่ใช่การขายชาติ ขอให้สบายใจได้" นายชาดากล่าว
"แต่วันนี้โลกมันก็โลกาภิวัตน์ ทุกคนก็หาผลประโยชน์จากเงินทุนต่างชาติ"
เปิดคำถาม-คำตอบ "ศุภณัฐ-ชาดา"
สส.ศุภณัฐ ตั้งคำถามว่า เหตุใดต้องมีการเร่งรีบให้แก้ไขมาตรการทั้งสองข้อ พร้อมชี้ว่ามติ ครม. ดังกล่าว "ไม่ใช่การสั่งให้ไปศึกษา" ซึ่งแปลว่า ครม. มีธงอยู่แล้วใช่หรือไม่
สส.ก้าวไกล จาก กทม. กล่าวว่า ปัจจุบันต่างชาติถือครองคอนโดในประเทศไทยรวม 16% และมีเพียงบางโครงการเท่านั้นที่มีสัดส่วนชาวต่างชาติถือครองถึงเพดาน 49% ด้วยตัวเลขนี้ เหตุใดจึงต้องแก้กฎหมายที่จะเอาผลประโยชน์ของคนไทยไปเสี่ยง
"ปัจจุบันต่างชาติถือคอนโดทั้งประเทศแค่ 16% มีเพียงบางโครงการเท่านั้นที่ถือถึง 49% ส่วนใหญ่แล้วถือไม่ถึง เราจะแก้จาก 49% เป็น 75% ทำไม ท่านเอาความเสี่ยงของประเทศไปแลกเพื่อจะช่วยบางโครงการขายโครงการได้มากขึ้นหรือไม่... และคำว่าทรัพย์อิงสิทธิ 99 ปี ต่างกับการเช่า 99 ปี อย่างไรและทำไมต้อง 99 ปี"
เขากล่าวด้วยว่า ทุกวันนี้ราคาบ้านแพงขึ้น ที่ดินแพงขึ้น โครงการใหม่ที่เปิดตัวมีราคาต่อตารางเมตรแพงขึ้น หลายคนอยากซื้อบ้าน แต่โดนปฏิเสธสินเชื่อ และรายได้ประชาชนโตไม่ทันราคาอสังหาฯ แต่การแก้กฎหมายนี้กลับให้ต่างชาติมาแย่งซื้อที่ดิน โดยที่กฎหมายเรื่องทรัพย์อิงสิทธิ ก็เปรียบเสมือนการเป็นเจ้าของที่ดินทันที เพียงแต่ว่าเป็นเจ้าของที่ดินเป็นเวลา 99 ปี
"คนไทยจำนวนมากอยากมีบ้านอยู่ แต่ไม่มีปัญญาซื้อ แต่รัฐบาลกลับสนับสนุนให้ต่างชาติเข้ามาแย่งซื้อที่ดิน เข้ามาแย่งซื้อบ้านแข่งกับคนไทย โดยอ้างคำว่าเช่าบังหน้า แต่ให้เช่าที 99 ปีนะครับ ยันชั่วลูกชั่วหลานได้เลย"
ด้านนายชาดาย้ำว่า เขาเข้าใจว่าคำถามเหล่านี้มีขึ้นเพราะความเป็นห่วงในเรื่องของเศรษฐกิจ รวมถึงการที่คนไทยกังวลเรื่องการจะมีชาวต่างชาติเข้ามาถือครองสิทธิถึง 75%
"เราคนไทยก็กลัวกับกฎหมายแบบนี้ กลัวว่าคนต่างชาติจะเข้ามาครอบครอง จะมาเป็นเจ้าของที่ดินจำนวนมากมาย แต่ในภาวะนึง เราก็ต้องยอมรับว่าถ้าเราจะกระตุ้นเศรษฐกิจ เราก็ต้องปรับปรุงเรื่องข้อกฎหมาย"
เขาย้ำว่าแม้จะมีมติสั่งโดยตรงมาที่กระทรวงมหาดไทยแต่ทุกอย่างต้องผ่านการศึกษาผลดีผลเสียก่อน ไม่สามารถทำได้เลย และ "มหาดไทยกำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่เพิ่ง 10 วันเอง"
ส่วนในประเด็นเรื่องปัจจุบันต่างชาติถือครองคอนโดฯ ในไทยเพียง 16% เท่านั้น และมีเพียงโครงการส่วนน้อยที่ต่างชาติถือครองแตะเพดาน 49% นายชาดาไม่ได้ตอบ
หลังจากนายชาดาชี้แจงว่า มติ ครม. สั่งให้กระทรวงมหาดไทยไปศึกษาเท่านั้น นายศุภณัฐ ได้ลุกขึ้นอภิปรายอีกครั้งว่า มติ ครม. ไม่มีคำว่าศึกษาผลกระทบ มีแต่พิจารณาแก้ไขทบทวน พ.ร.บ. ไม่มีคำว่าศึกษาผลกระทบใด ๆ

ที่มาของภาพ, Getty Images
แก้กฎหมายทรัพย์อิงสิทธิ-กรรมสิทธิ์คอนโด ใครกันแน่ได้ประโยชน์
สส.ศุภณัฐ ตั้งคำถามต่อว่า ปกติแล้วเวลาผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์จะเลือกลงทุนอะไรจะต้องประเมินเศรษฐกิจล่วงหน้าราว 3-4 ปี เช่นนี้หรือแปลว่า "เมื่อสามถึงสี่ปีที่แล้ว เขาประเมินว่าเศรษฐกิจดี เลยจะมีการผลิตออกมาจนเยอะเกิน แต่พอรัฐบาลเศรษฐามา เศรษฐกิจแย่ลงหรือเปล่า ทำไมบริษัทอสังหาริมทรัพย์ต้องยื่นเรื่องเหล่านี้ให้รัฐบาลช่วยเพิ่มเติม"
เขาบอกด้วยว่า แท้จริงแล้วก่อนที่จะออกมติใหม่นี้ เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์มาแล้วถึง 7 มาตรการ หลังตัวเลขการบริโภคในภาคอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 4/2566 หดตัวถึง 8%
สส.ศุภณัฐ กล่าวว่า ครั้งนั้นที่มีการออกมาตรการมา มีหลายฝ่ายประเมินว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านตัวเลขจีดีพีได้ถึง 1.5%-1.7% เงินสะพัดหลายล้านบาท เขาจึงตั้งคำถามต่อว่า หากมาตรการทั้ง 7 นั้น ได้ผลจริง เหตุใดรัฐบาลยังต้องมาออกมติใหม่นี้อีก
เขาตั้งคำถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าคลื่นนโยบายที่ออกมาทั้งหมด เป็นเพราะบริษัทอสังหาริมทรัพย์ประเมินเศรษฐกิจผิดเองจนผลิตออกมาล้นเกิน แล้วต้องมาร้องขอให้นายกรัฐมนตรีช่วย ซึ่งนายกฯ ก็รับลูกอย่างรวดเร็ว แต่มาตรการ 7 มาตรการที่ออกมาล้มเหลว เลยต้องออกมาตรการใหม่มาระบายอุปทานส่วนเกิน แต่กลายเป็นว่าประชาชนไทยต้องมาแบกความเสี่ยงแทน
นายชาดาไม่ได้ตอบคำถามเหล่านี้ตรง ๆ เพียงแต่ย้ำว่า "การบริหารเศรษฐกิจมีหลายรูปแบบ ไม่ใช่ว่าจะบริหารภายใต้ความมั่นคง หรือกฎหมายที่ล้าหลังอย่างเดียว" ส่วนเรื่องมาตรการก่อนหน้านี้ทั้ง 7 ข้อ คิดว่าไม่เกี่ยวข้องกัน
เขาทิ้งท้ายว่า "ถามแบบนี้มันเยอะมาก จนไม่รู้ว่าคำถามจริง ๆ คืออะไร"
กฎหมายทรัพย์อิงสิทธิ ต่างจากการเช่าอย่างไร
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง อธิบายว่า ทรัพย์อิงสิทธิหรือคำว่า leasehold ในภาษาอังกฤษ มีความแตกต่างจากการเช่าซื้อธรรมดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตรงที่มีความคล่องตัวกว่ามาก
ทรัพย์อิงสิทธิ สามารถโอนสิทธิหรือให้เช่าต่อได้ ตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทได้ นำไปจำนองหรือนำไปเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ ดัดแปลง ต่อเติม ก่อสร้าง "ได้อย่างเต็มที่" และครอบคลุมทั้ง "ที่ดินมีโฉนด ที่ดินมีโฉนดและสิ่งปลูกสร้าง ห้องชุด"
กรมการพัฒนาที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ยังอธิบายด้วยว่า "ทรัพย์อิงสิทธิ" ต่างจากการเช่า ตามกฎหมายแพ่งฯ ซึ่งเช่าได้ครั้งละไม่เกิน 30 ปี และต่างจากการปล่อยเช่าตาม พ.ร.บ. การเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์อุตสาหกรรม ที่เช่าได้ไม่เกิน 50 ปี และผู้เช่าไม่มีสิทธิดัดแปลงหรือต่อเติมใด ๆ และต้องเป็นไปเพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรมเท่านั้น
การเช่าในระยะยาวสามารถจดทะเบียนทรัพย์อิงสิทธิ แทนการเช่าได้ ซึ่งผู้ที่ได้สัญญาไปสามารถเปลี่ยนมือหรือทำอะไรก็ได้
เปิดความเห็นฝ่ายหนุน-ค้าน จากภาคอสังหาฯ
สมาคมอสังหาริมทรัพย์และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องรวม 18 สมาคม ได้ออกมาแถลงสนับสนุนมาตรการดังกล่าวที่ ครม. สั่งการให้ทบทวนแก้ไขทั้งสองมาตรการ โดยให้เหตุผลว่า การขยายระยะเวลาเช่าไม่มีการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินของชาวต่างชาติ และจะก่อให้เกิดประโยชน์กับคนไทย เนื่องจากผู้ให้เช่ายังเป็นเจ้าของที่ดินและมีรายได้ระยะยาว
แถลงการณ์ของ 18 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ระบุด้วยว่า มาตรการนี้ยังเป็นการแก้ปัญหาการถือกรรมสิทธิ์หรือการเช่าโดยผิดกฎหมาย (nominee) ทำให้เกิดความโปร่งใส พร้อมกับระบุว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากกรณีที่ชาวต่างชาติต้องเสียค่าธรรมเนียมการเช่าและภาษีที่ดินที่สูงกว่าคนไทย สามารถนำมาจัดตั้งเป็นกองทุนสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลาง เช่น การสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 0% สามปีแรก สำหรับผู้ที่ซื้อบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท เป็นต้น
ทว่าภาคอสังหาฯ ที่ไม่สนับสนุนมาตรการเหล่านี้ก็ส่งเสียงออกมาเช่นกัน
ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย ส่งหนังสือท้วงติงมาตรการดังกล่าวกลับไปที่นายกรัฐมนตรี โดยชี้ว่า การเพิ่มระยะเวลาให้เช่าเป็น 99 ปี นับว่ามากเกินไป และยกตัวอย่างว่าในประเทศอย่างจีน กัมพูชา เมียนมา และเวียดนาม ต่างก็กำหนดไว้ที่ 50 ปี เท่านั้น เว้นเพียงแต่เขตเศรษฐกิจพิเศษของเวียดนามที่อนุญาตถึง 70 ปี
เขายกตัวอย่างอีกว่า ในต่างประเทศก็มีการกำหนดสัดส่วนการถือครองห้องชุดของต่างชาติไว้ต่ำเช่นกัน เช่น เวียดนาม 30% อินโดนีเซีย 49% มาเลเซีย 50% เป็นต้น
ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวด้วยว่ามาตรการดังกล่าวไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และอาจก่อให้เกิดปัญหาที่ตามมา เช่น ปัญหาคนต่างชาติสีเทา การฟอกเงิน อาชญากรรม การครอบงำทางเศรษฐกิจ และปัญหาความมั่นคง โดยเห็นว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านอสังหาฯ รัฐบาลควรจะเก็บภาษีกับคนต่างชาติ เช่นเดียวกับที่คนไทยที่ไปซื้อบ้านในต่างประเทศ อย่างในฮ่องกง ยุโรป ที่มีการเก็บภาษีซื้ออสังหาฯ ที่ 10%
คนไทยจะซื้อบ้านและคอนโดยากขึ้นไหม ?
เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี ออกบทวิเคราะห์แสดงความกังวลต่อมาตรการใหม่นี้ของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิติการถือครองอาคารชุดของชาวต่างชาติ 75% โดยระบุว่า "หากไม่รัดกุมผลที่ตามมาจะเป็นคลื่นไม่รู้จบ"
บทวิเคราะห์ของทีทีบีชี้ด้วยว่า สถานการณ์ตอนนี้ของภาคอสังหาริมทรัพย์เจอปัญหาทั้งสองทางคือ ฝั่งคนซื้อมีกำลังซื้อน้อยลง เจอปัญหาทั้งค่าครองชีพ และการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้น และฝั่งคนขายก็มีต้นทุนที่สูงขึ้น
ถ้าย้อนกลับไปดูสถิติรายได้ ค่าใช้จ่าย และหนี้สินของครัวเรือนไทย ตลอดทั้งปี 2566 ซึ่งจัดทำโดย สำนักงานสถิติแห่งชาติจะพบว่า หนึ่งครัวเรือน มีรายได้รวมเฉลี่ยเดือนละ 29,030 บาท และมีรายจ่ายเฉลี่ย 23,695 บาท
ตัวเลขข้างต้นอธิบายได้ง่าย ๆ ว่า สัดส่วนของค่าใช้จ่ายต่อรายได้ ในปี 2566 คิดเป็น 81.6% นอกจากนี้ครัวเรือนทั่วประเทศยังมีหนี้สินเฉลี่ยอีก 197,255 บาท
สถานการณ์ทางการเงินครัวเรือนที่ตึงตัวจนแทบไม่เหลือกำลังซื้อนั้น ทำให้มีทั้งรายงานหนี้เสีย หรือสินเชื่อที่ค้างจ่ายเกิน 3 เดือน รวมถึงการปฏิเสธเงินกู้ออกมาเป็นจำนวนมาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า
"ครัวเรือนยังพึ่งพาเงินกู้มาบริหารจัดการสภาพคล่องประจำวัน ขณะที่การก่อหนี้ เพื่อซื้อสินทรัพย์ (บ้าน และรถยนต์) ชะลอลงมากในปี 2566 ตามกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว"
นอกจากปัญหาจากฝั่งกำลังซื้อแล้ว ทีทีบียังเจออีกด้วยว่าต้นทุนฝั่งการก่อสร้างก็แพงขึ้น จึงทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถลดราคา "เพื่อรักษาภาพลักษณ์การเป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าไว้ได้"
ปัจจัยทั้งหมดกดดันตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทย ซึ่งคาดว่าทั้งปี 2567 น่าจะหดตัวถึง 13.6%

ที่มาของภาพ, Getty Images
ทีทีบีวิเคราะห์ต่อไปว่า เมื่อปล่อยให้ต่างชาติถือครองเพิ่มขึ้นจะทำให้ "โครงการอาคารชุดที่ปกติเน้นกลุ่มชาวต่างชาติจะสามารถปิดโครงการได้ โดยไม่ต้องสนใจกำลังซื้อของคนในประเทศ"
"การขยายโครงการสัดส่วนครอบครองเป็น 75% อาจเกิดเทรนด์สำหรับผู้ประกอบการที่จะเน้นเฉพาะตลาดต่างชาติที่กำลังซื้อสูงกว่าคนในประเทศ และย่อมทำให้ภาพรวมราคาคอนโดปรับเพิ่มสูงขึ้น"
ยิ่งไปกว่านั้นคือ ปัจจุบันนี้โครงการอาคารชุดราว 77% จากทั่วประเทศ ตั้งอยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล ทำให้ทีทีบีเตือนว่า ในอนาคตคนไทยยุคถัดไปอาจไม่มีความสามารถในการครอบครองคอนโดในกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้
"จากที่ปัจจุบันการครอบครองที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นเรื่องที่เกือบเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว"
ยิ่งเมื่อไปเทียบกำลังซื้อโดยดูจากราคาหน่วยโอนของคนไทยเทียบกับชาวต่างชาติจะพบว่า ราคาหน่วยโอนอาคารชุดของคนไทยเฉลี่ยปี 2566 ในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 3.21 ล้านบาท เชียงใหม่ 1.65 ล้านบาท และภูเก็ต 2.13 ล้านบาท
ในขณะที่หน่วยโอนของชาวต่างชาติ พบราคาเฉลี่ยสูงกว่าอันสะท้อนถึงกำลังซื้อที่มากกว่าคนในประเทศ โดยในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 8.07 ล้านบาท (สูงกว่า 151%) เชียงใหม่ 2.96 ล้านบาท (สูงกว่า 79%) และภูเก็ต 4.76 ล้านบาท (สูงกว่า 124%)
เมื่อปี 2565 คณะรัฐมนตรีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยมีมติเห็นชอบกฎกระทรวงเรื่องให้สิทธิต่างชาติศักยภาพสูง 4 กลุ่ม ถือครองที่ดินได้ไม่เกิน 1 ไร่ โดยต้องลงทุนไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท อย่างน้อย 3 ปี
แต่ผ่านไปเพียงไม่ถึงหนึ่งเดือน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.กระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ได้ถอนมติ ครม. ดังกล่าวออกไป โดยอ้างว่าต้องนำกลับไปศึกษาเพื่อดูผลดีผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมก่อน










