ต่างชาติซื้อที่ดิน : ถอนมติ ครม. ร่างกฎกระทรวง หลังเสียงวิจารณ์กล่าวหา "ขายชาติ"

getty

ที่มาของภาพ, Getty Images

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการถอนมติคณะรัฐมนตรี ร่างกฎกระทรวงต่างชาติซื้อที่ดินในไทยได้ไม่เกิน 1 ไร่ โดยมีเงื่อนไขเงินลงทุนขั้นต่ำ 40 ล้านบาท หลังจากอนุมัติหลักการไปแล้วสองสัปดาห์ว่าจะนำเรื่องดังกล่าวกลับไปศึกษาใหม่ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้กฎกระทรวงปี 2545 รุนแรงกว่า

พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว. มหาดไทย เปิดเผยก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ (8 พ.ย.) ถึงการถอนร่างกฎกระทรวงการได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าวตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนโดยการดึงดูดคนต่างด้าวที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย พ.ศ. … ออกจากมติ ครม. ว่าต้องนำกลับไปศึกษาเพื่อดูผลดีผลเสียที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคม

ร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ ครม. อนุมัติหลักการไปเมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2565 ตามมาด้วยกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าการให้สิทธิต่างชาติซื้อที่ดินเป็นการ "ขายชาติ" ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ มองว่าเม็ดเงินที่จะเข้ามาจากกฎกระทรวงนี้ จะไม่มีผลไม่มาก และจะลงไปยังตลาดทุนมากกว่ากระจายสู่ภาคธุรกิจและรากหญ้า อีกทั้ง ไม่แก้ปัญหาการซื้ออสังหาฯ ผ่านนอมินีที่เกิดขึ้นมานานแล้ว

สื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล ถามด้วยว่า เหตุผลที่ต้องนำกลับไปศึกษาใหม่ เป็นเพราะแรงกดดันจากสังคมใช่หรือไม่ พล.อ. อนุพงษ์ กล่าวว่า ถ้าสื่อถามมาเช่นนี้ขอไม่ตอบดีกว่า เพราะได้ชี้แจงไปในสภา และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแล้วว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จะให้พูดอะไรอีก ต้องนำไปศึกษาใหม่ถึงผลดีผลเสีย

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พล.อ. อนุพงษ์ ได้ตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาจากนายสุทิน คลังแสง ส.ส. มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่าสาเหตุที่ต้องดำเนินการดังกล่าว เป็นเพราะประเทศประสบปัญหาเศรษฐกิจจากโรคโควิด -19 และการดึงต่างชาติเข้ามาลงทุน มีมาตรการที่รัดกุมมากขึ้นขึ้นกว่าในอดีต

เขากล่าวด้วยว่า รัฐบาลไม่มีเจตนาจะขายชาติ ไม่มีใครคิดเช่นนั้น ไม่ได้เปิดให้ต่างชาติยึดครองที่ดิน แต่ก็เปิดช่องไว้ว่า หากประชาชนไม่สบายใจ กฎกระทรวงฉบับนี้อาจ “ล่มได้” ในการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากวันนี้ ครม. มีมติถอนเรื่องนี้ ก็ต้องนำกลับไปแก้ไขและนำกลับเข้ามาสู่ที่ประชุมใหม่อย่างน้อย 15 วัน แต่จะนำกลับมาหรือไม่ก็ได้ ซึ่งหากถอนร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ ก็จะเหลือเพียงกฎหมายของปี 2545 ที่มองว่ารุนแรงมากกว่า

นายวิษณุ กล่าวว่า สาเหตุที่ถอนกฎหมายฉบับนี้ออก มีหลายเหตุผลประกอบกันรวมถึงเหตุผลเรื่องการเมืองด้วย โดยเฉพาะที่ทุกคนรุมด่าเรื่อง ขายชาติ จึงจะต้องถอนกลับไปทำความเข้าใจ พร้อมยังตำหนิรัฐบาลและตัวเขาเองที่ไม่ได้ชี้แจงกฎหมายฉบับนี้ให้มีความชัดเจน

รองนายกฯ กล่าวด้วยว่า ร่างกฎกระทรวงเรื่องที่ดินที่ออกมาใกล้เคียงกับร่างกฎกระทรวงเรื่องของการขายและผลิตสุรา ทำให้อารมณ์คนทะยานขึ้นไป จึงต้องนำกลับไปแก้ไขและรับฟังความคิดเห็น ซึ่งตนก็เห็นด้วยกับสิ่งที่ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ หลายข้อเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

getty

ที่มาของภาพ, Getty Images

วิษณุระบุ กฎกระทรวงปี 2545 ต่างชาติใช้สิทธิ 10 ราย

นายวิษณุ กล่าวว่า การที่คนต่างด้าวจะได้ครอบครองที่ดินในประเทศไทย ปัจจุบันมีอยู่หลายวิธี ได้แก่ 1. เช่า 2. เช่า ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมเป็นเวลา 90 ปี 3.การมีคอนโดมิเนียมร้อยละ 49 ของตึก และ 4. ได้มาตามสนธิสัญญาของคนต่างด้าว ซึ่งที่ผ่านมาก็มีคนต่างด้าวที่ได้ครอบครองที่ดินในไทยมากมาย

ส่วนกฎกระทรวงปี 2545 ที่มีการบังคับใช้มา จากวันนั้นถึงวันนี้ 20 ปี มีคนต่างด้าวที่มาซื้อที่ดินในไทย 10 ราย และได้สัญชาติไทย 2 ราย และที่เหลือ 8 คน ไม่มีใครซื้อถึงไร่สักคน จำนวนที่ดินคือประมาณ 100-200 ตารางวาเท่านั้น เพราะเห็นว่ากฎกระทรวงเป็นภาระยุ่งยาก สู้ซื้อโดยใช้นอมินีไม่ได้ เพราะซื้อได้ถึง 100 ไร่ จึงมักใช้วิธีการซื้อผ่านนอมินีมากกว่า

นอกจากนี้ ยังมีการใช้วิธีการจัดตั้งบริษัทที่ชาวต่างชาติถือหุ้นร้อยละ 49 และคนไทยถือหุ้นร้อยละ 49 ส่วนอีกร้อยละ 2 หาใครมาอุดช่องว่าง ก็จะถือว่าไม่ใช่บริษัทที่เป็นของต่างชาติและนำไปซื้อที่ดินได้เช่นกัน

นายวิษณุยังชี้ข้อแตกต่างว่า การแก้ไขกฎกระทรวงปี 2545 ของมหาดไทย ไม่ใช่ชาวต่างด้าวทุกคนที่ซื้อได้ ไม่ใช่เสื่อผืนหมอนใบก็ซื้อได้ แต่ต้องซื้อภายใต้คน 4 ประเภท ส่วนการปรับเปลี่ยนระยะเวลาการลงทุน เหลือเพียง 3 ปี เนื่องจากการวิจัยพบว่า ไม่ดึงดูดความสนใจและเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเกินไป แต่หลังจากการแก้ไขอาจจะกลับมาเป็น 5 ปีตามเดิมก็ได้

ต่างชาติซื้อที่ดินไทยผ่านนอมินีมานานแล้ว

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ชี้ว่า รัฐจำเป็นต้องตรวจสอบเงินลงทุนที่เข้ามา รวมทั้งกลุ่มบุคคลที่เข้ามาตามช่องทางของมาตรการให้ต่างชาติซื้อที่ดินตามกฎกระทรวงนี้ เพราะมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องการลักลอบเข้ามาประกอบธุรกิจสีเทา รวมทั้งการปั่นราคาที่ดินให้สูงขึ้น

จะขายชาติหรือไม่อย่างไร ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ต่างชาติซื้อที่ดินในไทยผ่านการจัดตั้งบริษัทที่ให้คนไทยถือหุ้น 51% แต่เม็ดเงินเป็นของต่างชาติ บางกลุ่มเป็นการรายย่อยที่ซื้อโดยใช้ชื่อคู่สมรส เป็นเรื่องที่ทำกันมานานแล้ว

อีกประเด็นสำคัญที่เป็นความกังวลของภาคอสังหาฯ คือ ต่างชาติที่เข้ามาในช่องทางนี้ อาจไม่ได้ซื้อที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย

"ถ้าเขา (ต่างชาติ) ซื้อ 2-3 ไร่ ติดต่อกัน มันไม่มีหน่วยงานไหนจะไปควบคุมดูแลว่า เขาจะอยู่อาศัย หรือทำธุรกิจอะไรอย่างอื่น มันไม่มีองค์กรหรือใครมาดูแล” นายมีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวกับบีบีซีไทย

 ความเป็นมาของกฎกระทรวงที่กระทรวงมหาดไทย ยกร่างมาตรการนี้ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2542 ในสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี และปรับปรุงเพิ่มเติมในสมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ในปี 2545 โดยมีข้อแตกต่าง เพียงเงื่อนไขในรายละเอียด

ความเห็นและความเสี่ยงของมาตรการดังกล่าว บีบีซีไทยพาสำรวจประเด็นที่ต้องพิจารณาของมาตรการนี้

เม็ดเงินกระจายไม่ถึงภาคอสังหาฯ

สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เคยยื่นข้อเสนอมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ต่อรัฐบาลไปเมื่อเดือน ก.ย. ปี 2563

นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ข้อเสนอของผู้ประกอบการมีทั้งเงื่อนไขความต้องการซื้อภายในประเทศและภายนอกประเทศ โดย 1 ใน 8 ข้อเสนอ คือ การผลักดันแคมเปญไทยแลนด์บ้านหลังที่สอง (Thailand Best Second Home) เพื่อส่งเสริมให้ให้ชาวต่างชาติเข้ามาซื้อหรือเช่าที่อยู่อาศัยในประเทศไทยได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างข้อเสนอ มีตั้งแต่ 1) ขอปรับเพิ่มโควตาการถือครองคอนโดฯ จาก 49% ของพื้นที่ขายในโครงการ 2) การเปลี่ยนเป็นสัดส่วนต่อจำนวนยูนิตรวมทุกโครงการในโซนที่ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อชาวต่างชาติ 3) การอนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์แนวราบได้ 4) การขยายวีซ่าระยะยาวไปเป็น 5-10 ปี ของต่างชาติ จากที่ต้องต่ออายุทุกปี

เหตุผลที่กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาฯ ระบุในตอนนั้น เพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มที่ค่อนข้างไม่ดีอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนมีสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 และในปี 2563 ธุรกิจอสังหาฯ ก็ยิ่งได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อจากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่ลดลงอย่างชัดเจน กล่าวได้ว่า ภาคอสังหาฯ ไทยอยู่ในภาวะตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

getty

ที่มาของภาพ, Getty Images

อย่างไรก็ตาม จากมาตรการตามกฎกระทรวงล่าสุดที่ ครม. เห็นชอบ ถือว่าอาจจะไม่ตรงใจผู้ประกอบการเท่าใดนัก

นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ระบุกับบีบีซีไทยว่า มาตรการที่รัฐบาลออกมาไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ประกอบการเสนอไป และไม่น่าจะมีผลมากในการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ แม้ว่าอาจจะมีเม็ดเงินเข้ามา แต่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อภาคอสังหาฯ คนกลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มระดับรากหญ้าในพื้นที่

ข้อเสนอของผู้ประกอบการ ระบุว่า ควรกำหนดเป็นกลุ่มที่อยู่อาศัยที่อยู่ภายใต้กฎหมายจัดสรรที่ดิน เพราะหากซื้อบ้านจัดสรรจะก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่ธุรกิจอสังหาฯ การซื้อขายวัสดุก่อสร้าง อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ การจ้างแรงงาน และการใช้จ่ายอุปโภคบริโภคที่ตกอยู่กับชุมชน

“ถ้าเอาเงินลงในตลาดเงิน ชาวบ้านชาวช่องไม่ได้ประโยชน์อะไร เขาซื้อที่ดินเก็บไว้ไม่ลงทุน คนขายที่ส่วนใหญ่ก็เป็นคนรวย หรือซื้อในกรุงเทพฯ มันก็ไม่ลงในชุมชนในส่วนภูมิภาค” นายมีศักดิ์ กล่าว

จากมาตรการในกฎกระทรวง กำหนดเงื่อนไขว่า จะต้องลงทุนในธุรกิจหรือกิจการประเภทหนึ่งประเภทใด ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท และต้องดำรงการลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 3 ปี

โดยมีประเภทการลงทุนตามเงื่อนไข เช่น ในพันธบัตรรัฐบาลไทย การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน

มีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ (นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย

ที่มาของภาพ, สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย

คำบรรยายภาพ, มีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย

ต่างชาติอาจกว้านซื้อที่ดินทำธุรกิจ ไม่ใช่เพื่ออยู่อาศัย

นายมีศักดิ์ กล่าวว่ามาตรการที่เคยเสนอต่อรัฐบาลไปนั้น เสนอว่าไม่ควรให้ต่างชาติ ถือที่ดินแปลงใหญ่เพราะอาจจะทำให้เข้ามาลงทุนทำธุรกิจแข่งกับคนไทย ควรกำหนดมาตรการเฉพาะการซื้อที่ดินอสังหาฯ เพื่อการอยู่อาศัยเท่านั้น แต่เกณฑ์ที่ ครม. เพิ่งเห็นชอบนั้น ไม่ได้ควบคุมต่างชาติในการซื้อที่ดินติดต่อกันหลายแปลง

เขากล่าวว่า โมเดลของหลาย ๆ ประเทศก็มีเช่นนี้ ให้ต่างชาติเข้ามาซื้อบ้านได้เพื่อใช้ชีวิต จับจ่ายใช้สอยให้คนท้องถิ่นมีรายได้ เพราะในความเป็นจริง ต่างชาติจะซื้อบ้านขนาดเล็กไม่กี่ตารางวาเพื่อมาอยู่อาศัย

ขณะเดียวกัน การซื้อบ้านที่อยู่อาศัยอย่างเดียว ต้องเป็นบ้านที่อยู่ในโครงการภายใต้กฎหมายจัดสรรที่ดิน เนื่องจากผู้อยู่อาศัยต้องอยู่อย่างเดียวเท่านั้น ไปทำธุรกิจไม่ได้

“ถ้าอยู่ในธุรกิจในโครงการบ้านจัดสรร มันก็อยู่ภายใต้เกณฑ์ของกฎหมายจัดสรรที่ดิน และที่สำคัญนิติบุคคลในหมู่บ้านจัดสรรจับตาดูอยู่ทุกวัน เพื่อนบ้านจะดูแลอยู่ตลอด" นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าว

getty

ที่มาของภาพ, Getty Images

ผู้ซื้อต่างชาติปัจจุบัน คนละกลุ่มกับมาตรการที่รัฐเพิ่งเห็นชอบ

นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดที่อยู่อาศัย มีหลากหลาย เช่น ตลาดบ้านระดับบนในกรุงเทพ ราคา 50-100 ล้าน แต่ที่ผ่านมา มีการซื้อแบบจดทะเบียนเป็นนอมินี แต่ถ้าเป็น จ. ภูเก็ต ราคาสูง ก็มี แต่ไม่เท่ากรุงเทพฯ ส่วน จ.ชลบุรี พัทยา อุดรธานี ขอนแก่น โคราช ก็มีกำลังซื้อจากต่างชาติ แต่เท่าที่สำรวจ ราคาก็พอ ๆ กับคนไทย คือ ประมาณ 3-5 ล้านบาท

เขาบอกด้วยว่า คนต่างชาติที่มาอยู่อาศัย มองขนาดของที่ดินแค่ 100-200 ตารางวาไม่ต้องการถึง 1 ไร่ ดังนั้น จึงเป็นความห่วงใยที่ผู้ประกอบการเห็นเหมือนกันกับกระแสสังคมว่า อาจจะไม่ได้กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาซื้อที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง

"ประเด็นที่สังคมเป็นห่วง และเราเป็นห่วงเหมือนกัน เช่น มาซื้อที่ดินติดต่อกัน 4-5 แปลง จะเป็นเขตแดนของเขาเลยไหม เราก็ต้องฟังเสียงสังคมด้วย"

ในมุมมองของผู้ประกอบการอสังหา ยืนยันว่าในกลุ่มผู้ซื้อต่างชาติเป็นคนละกลุ่มกับที่รัฐออกมาตรการดึงดูดให้เข้ามาซื้อที่ดิน

“อันนี้ยืนยันว่าไม่ใช่เลย เรามีลูกค้าซื้อกลุ่มของเราอยู่แล้ว แต่เราไปนำเสนอสินค้าอีกตัว ซึ่งมันไม่ใช่ความต้องการของเขา”

ไม่แก้ปัญหาผู้ซื้อต่างชาติปัจจุบัน

นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่าในปัจจุบัน ต่างชาติซื้อบ้านจัดสรรในไทยด้วยการจดทะเบียนผ่านบริษัทนอมินีหรือตัวแทนอยู่แล้ว ชี้ให้เห็นว่ามีความต้องการซื้อในกลุ่มนี้ ข้อเสนอของผู้ประกอบการจึงมองว่า ควรจะแก้ไขในส่วนตรงนี้มากกว่า

"พูดง่าย ๆ คนต่างชาติอยากมาซื้ออยู่แล้ว และซื้อกันอยู่ทุกวี่ทุกวันอยู่แล้ว ที่ซื้อบ้านจัดสรรเอามาเป็นที่อยู่อาศัย เราก็เอาสิ่งที่ลูกค้าคนต่างชาติต้องการมาทำให้ถูกต้อง แล้วก็มาประกาศให้ทั่วโลกรู้กันว่าตอนนี้เราประกาศขายถูกต้องตามกฎหมายนะ แต่มีข้อจำกัด 1 2 3 4 เราก็ว่ากันไปว่าอะไรเป็นข้อจำกัดบ้าง"

นายมีศักดิ์ บอกด้วยว่า ในที่สุดแล้วต่างชาติกลุ่มนี้ก็ยังมาซื้อผ่านช่องทางนอมินีเหมือนเดิม ทั้งที่มีความต้องการซื้ออย่างถูกต้อง แต่ทุกวันนี้ไม่มีช่องทางให้กลุ่มนี้

"(การซื้อแบบนอมินี) หากฟ้องตามมาตรา 541 คงถูกยึดคืนไป 180 วัน แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะทำทั่วบ้านทั่วเมืองไปหมดแล้ว ถ้าไปบังคับตามกฎหมาย ผมว่าประเทศล่มแน่"

getty

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ข้อเสนอของผู้ประกอบการอสังหาฯ คือให้ชาวต่างชาติสามารถซื้อบ้านจัดสรรแนวราบได้ในสัดส่วนเท่ากับเกณฑ์ของการซื้อคอนโดมิเนียม คือ ต่างชาติ 49% และคนไทย 51% โดยสัดส่วนของการบริหารนิติบุคคลผู้ประกอบการเสนอว่า ให้ต่างชาติถือครึ่งเสียงต่อยูนิต เพื่อไม่ให้ส่งอิทธิพลต่อการบริหารนิติบุคคลหมู่บ้าน

ตัวอย่างต่างประเทศพบอสังหาฯ ราคาพุ่งจนคนในประเทศซื้อไม่ได้

นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) รายการนิวส์รูมเดลี่ทางไทยพีบีเอสว่า ในทางวิชาการมีความกังวลใจเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจไทยพอสมควร โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อยลง แรงงานอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ หมายความว่า ประเทศต้องการเม็ดเงินและกำลังแรงงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงนำไปสู่มาตรการของภาครัฐที่ต้องการดึงคนต่างชาติเข้ามาเพื่อจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น มาตรการแบบนี้จึงเป็นเรื่องปกติและต่างประเทศก็ทำกัน

นักวิชาการอาวุโสทีดีอาร์ไอ ยังยกตัวอย่างในต่างประเทศที่เปิดรับการลงทุนลักษณะนี้จะพบปัญหาราคาบ้านและที่ดินเพิ่มขึ้น จนทำให้คนในประเทศไม่สามารถมีที่อยู่อาศัยได้

เขาเสนอว่า รัฐจะต้องพิจารณาการลดผลกระทบต่อประชาชน เช่น 1 ปี อนุญาตให้คนต่างชาติซื้อที่ดินได้ทั้งหมดกี่ไร่ หรือกำหนดโซนนิ่งซื้อได้เฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น ไม่สามารถซื้อแข่งกับคนไทยได้ทั้งหมด ขณะเดียวกัน ต้องมีมาตรการเยียวยาให้กับประชาชนบางส่วนที่ได้รับผลกระทบ อย่างมาตรการอุดหนุน ช่วยคนชั้นกลางเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น

นักวิชาการอาวุโสทีดีอาร์ไอ กล่าวด้วยว่า มาตรการนี้จะทำอย่างไรเพื่อให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุด ยกตัวอย่างเช่น รัฐอาจกำหนดว่าคนต่างชาติต้องซื้อบ้านจัดสรร อย่างน้อยจะทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยขายของได้

"เวลาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาผลิตสินค้า ก็จะมีซัพพลายเชน อิฐ หิน ปูน ทราย แรงงานต่าง ๆ ก็จะได้รับผลประโยชน์ตามไปด้วย"

ความสะอาดของเงิน และความเสี่ยงธุรกิจสีเทา

นายนณริฏ กล่าวกับไทยพีบีเอสว่า การจะเปิดรับเงินลงทุนต้องมีการตรวจสอบที่มาของเงินลงทุน รวมทั้งกลุ่มบุคคลที่เข้ามาตามช่องทางของมาตรการนี้

"เราไม่ควรจะเปิดรับว่า คนที่เข้ามาคือใครไม่รู้ อยู่ ๆ เอาเงินมาได้ ช่วงนี้สิ่งที่น่ากังวลใจก็คือ จะมีเม็ดเงินจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการแคร็กดาวน์ กลุ่มคอร์รัปชั่นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจีน หรือกระทั่งพม่าตอนนี้ ผมได้ยินข่าวมาว่า มีการเอาเงินเข้ามาในประเทศมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ไทยค่อนข้างเยอะ

"เราอยากให้เงินที่เข้ามาสะอาด และอยากให้คนที่เข้ามา ภาครัฐช่วยติดตามด้วยว่าเขาจะเข้ามาแล้วสร้างความกังวลใจอะไรหรือเปล่า เพราะระยะหลังเริ่มมีรูปแบบองค์กรอาชญากรรมเกิดขึ้น เช่น การลักพาตัวเรียกค่าไถ่ของคนจีน ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ ปัญหาบ่อนการพนัน... ต้องติดตามว่าเขาเข้ามาแล้ว ท้ายสุดมาเอาคืนในรูปแบบไหนหรือแม้กระทั่งติดตามว่า เขาเข้ามาเพื่อที่อยู่อาศัยจริงหรือเข้ามาเพื่อปั่นที่" นักวิชาการอาวุโสทีดีอาร์ไอ ระบุ

ข้อควรระวังนี้ ปรากฏให้เห็นแล้วในปฏิบัติการของตำรวจไทยจากยุทธการ "ล้มไม้ค้ำ ลิดกิ่งก้าน" ทลายผับและบ่อนการพนันที่มี "มาเฟียจีน" อยู่เบื้องหลังที่อาจมีส่วนเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์

โดยในตอนหนึ่ง พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ได้เปิดเผยถึงอิทธิพลของนักธุรกิจชาวจีน ที่อาจตักตวงผลประโยชน์ในไทย จากปฏิบัติการในย่านอุดมสุขของกรุงเทพฯ พบว่า “คนจีนซื้อหมู่บ้านเกือบทั้งหมู่บ้านแล้ว”

รอง ผบ.ตร. แถลงว่า กลุ่มคนจีนได้เข้ามาซื้อบ้านในหมู่บ้านสไตล์โมร็อกโกด้วยเงินสด และซื้อทีเดียวรวด 18 หลัง ทั้งที่บ้านแต่ละหลังมีราคากว่า 60 ล้านบาท โดยตำรวจพบเบาะแสว่า กลุ่มคนจีนดังกล่าวเป็นหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่เชื่อมโยงไปถึงแก๊งในปอยเปต ที่กัมพูชา ตอนนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางทางการเงินของกลุ่มคนจีนกลุ่มนี้อยู่