สรุปประเด็นสำคัญ ทนายความ เบน สมิธ แถลงโต้หมายจับ ตร.สอบสวนกลาง คดีฉ้อโกง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ทนายความของนายเบน สมิธ หรือนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ และนางสาวแคทรียา บีเวอร์ ภรรยา แถลงข่าวเมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (3 มี.ค.) ภายหลังทั้งคู่ถูกออกหมายจับจากศาลอาญาในคดีฉ้อโกงและสมคบฟอกเงิน ตามการสืบสวนของตำรวจสอบสวนกลาง (CIB)
การแถลงข่าวครั้งนี้บ่งชี้ถึงแนวโน้มว่านายเบนจามินจะยังไม่เดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อต่อสู้คดีที่เขาถูกกล่าวหา ซึ่งนายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของนายเบนจามิน ระบุว่ามีแรงจูงใจทางการเมือง
ทนายของเบนจามิน กล่าวด้วยว่าหมายจับครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่านายเบนจามิน หรือเบน สมิธ เป็นเพียง "นักธุรกิจ" ที่มีคดีเกี่ยวกับการทำผิดสัญญา ไม่ใช่ "สแกมเมอร์" ตามที่เคยถูกโจมตีมาก่อนหน้านี้
ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุผ่านเฟซบุ๊กของเขาเมื่อคืนวาน (2 ก.พ.) ว่าเขา "ชื่นชม" ตำรวจสอบสวนกลางที่ดำเนินการจนนำไปสู่การออกหมายจับนายเบนจามินและภรรยา แต่ก็ตั้งข้อสังเกตถึงคดี "ฮุยวันเพย์" (Huione Pay) ที่ตำรวจเคยพบว่าถูกมิจฉาชีพใช้ฟอกเงิน กลับไม่มีความคืบหน้า โดยเขายังเรียกร้องให้มีการขอออกหมายแดงเพื่อติดตามจับกุมตัวนายเบนจามินและภรรยาในต่างประเทศด้วย
"คดีฉ้อโกงนักลงทุนต่างชาติ" ที่มาการออกหมายจับ เบน สมิธ และภรรยา

ที่มาของภาพ, CIB/ handout
เอกสารข่าวของตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ที่เผยแพร่ในกลุ่มสื่อมวลชนเมื่อวานนี้ (2 มี.ค.) ระบุพฤติการณ์ของสามีภรรยาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1155-1156/2569 ลงวันที่ 26 ก.พ. 2569 มาจากกรณีที่มีผู้เสียหายนักลงทุนชาวต่างชาติเข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลางว่าถูกหลอกลวงให้ร่วมลงทุน
"จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า นายเบน สมิธ พร้อมภรรยา ได้ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายให้ลงทุนต่อเนื่องหลายโครงการ ทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ เครื่องบินเจ็ท และธุรกิจพลังงาน โดยวิธีการสร้างความน่าเชื่อถือต่าง ๆ จนผู้เสียหายหลงเชื่อ ถูกหลอกเงิน ไปกว่า 1,000 ล้านบาท" ข้อความจากตำรวจสอบสวนกลาง ระบุ
ก่อนที่จะไล่เรียงพฤติการณ์ในคดีว่าเริ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2559 ซึ่งผู้เสียหายที่เป็นนักลงทุนชาวต่างชาติ ต้องการขยายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทย และได้รู้จักกับนายเบน สมิธ ซึ่งอ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญ และแนะนำด้านการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยในครั้งแรกได้แนะนำนักธุรกิจและนักการเมืองให้ร่วมลงทุนซื้อหุ้น บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) โดยได้มีการลงทุนกันจริง จนผู้เสียหายไว้วางใจ
ตำรวจสอบสวนกลางยังระบุต่อไปว่า จากนั้น นายเบน สมิธ ได้หลอกเงินผู้เสียหายให้ลงทุนในหุ้นเพซ 700 ล้านบาท โดยให้เจ้าของบริษัทหุ้นเพซ ทำสัญญากู้ยืมเงินและออกเช็คค้ำประกันผลตอบแทน 7% และ 11% เป็นเงินกว่า 762 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจ แต่ให้นางสาวแคทรียาเป็นผู้บริหารการลงทุนในหุ้นนี้ มีระยะเวลาการบริหารกว่า 1 ปี
จากนั้น นายเบน สมิธ กับพวก ก็ยังหลอกลวงผู้เสียหายลงทุนในหลายเรื่อง ทั้งชวนซื้อเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวมูลค่า 255 ล้านบาท โดยหลอกเงินมัดจำไป 21 ล้านบาท, ชวนลงทุนด้านการไฟฟ้าโดยอ้างว่าจะไปร่วมกับนักลงทุนไทยเพื่อทำธุรกิจกับการไฟฟ้าแห่งประเทศไทย 126 ล้านบาท ไปจนถึงลงทุนคอนโด 144 ล้านบาท ซึ่งผู้เสียหายพบในปี 2565 ว่าห้องชุดถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่นทั้งหมด
จากพฤติการณ์ข้างต้น ตำรวจสอบสวนกลางมองว่า "เข้าลักษณะการฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ" จึงนำมาสู่การขออนุมัติศาลออกหมายจับนายเบนกับภรรยา ในข้อหา "ร่วมกันฉ้อโกงและฟอกเงิน"
เอกสารข่าวของตำรวจสอบสวนกลางยังระบุด้วยว่า เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา ชุดสืบสวนสอบสวนยังได้เข้าตรวจค้น 6 จุดในพื้นที่ภาคกลางเพื่อค้นหาพยานเอกสารและพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดี โดยได้ตรวจยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเอกสารต่าง ๆ รวม 13 รายการ อาทิ คอมพิวเตอร์, สมุดโน้ต, โทรศัพท์, อุปกรณ์หน่วยความจำ, เอกสารงบการเงิน, ตราประทับบริษัท ฯลฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบพยานหลักฐาน และขยายผลดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยตำรวจยังได้ประสานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เพื่อรายงานมูลฐานคดีฟอกเงินคดีนี้ไปเพิ่มเติมแล้ว

ที่มาของภาพ, CIB/ handout
รังสิมันต์ จี้ออกหมายแดงจับเบน สมิธ
ด้านนายรังสิมันต์ โรม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุผ่านเฟซบุ๊กของตัวเองภายหลังมีการเปิดเผยกรณีหมายจับนายเบน สมิธ ว่าเขา "ชื่นชม" ตำรวจสอบสวนกลางที่ดำเนินการจนนำไปสู่การออกหมายจับนายเบนจามินและภรรยา ซึ่งเขามองว่า "ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาและกระบวนการมากมายจึงจะสำเร็จ"
อย่างไรก็ดี สส. จากพรรคประชาชนผู้ซึ่งเคยอภิปรายถึงนายเบน สมิธ โดยอ้างถึงความเชื่อมโยงระหว่างเขากับบุคคลสำคัญทางการเมืองไทย เช่น นายทักษิณ ชินวัตร และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ตั้งข้อสังเกตถึงคดีใหญ่ที่เขามองว่าสำคัญกว่า อย่างคดี "ฮุยวันเพย์" (Huione Pay) ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่เขาเป็นประธาน เคยเรียกผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงและส่งข้อมูลให้หน่วยงานภาครัฐแล้วว่าเครือข่ายของนายเบน สมิธ และภรรยา มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงอย่างไร กลับไม่มีความคืบหน้า
"สิ่งที่ผมไม่เข้าใจก็คือ ทำไมคดีใหญ่แบบนี้จึงไม่มีความคืบหน้าอย่างจริงจัง ข้อมูลของฮุยวัน (Huione) ไม่ได้มีเพียงสอบสวนกลางเท่านั้น แต่ไซเบอร์เองก็มีข้อมูลเช่นกัน" รังสิมันต์ ระบุในโพสต์ดังกล่าว
"ทั้งหมดนี้ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า หากมีการเปิดโปงฮุยวัน (Huione) กันอย่างจริงจัง เราอาจไม่ได้เจอเพียงเส้นเงินของสแกมเมอร์เท่านั้น แต่อาจพบความเชื่อมโยงกับยาเสพติด หรือการฟอกเงินของผู้มีอำนาจในไทยด้วยหรือไม่ นี่หรือเปล่า เลยทำให้คดีนี้หยุดชะงัก" เขาตั้งคำถาม พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าช่วงเวลา 6 เดือนที่คดีดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาพูดแต่กลับไม่มีความคืบหน้าทางคดี อาจทำให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถ "ยักย้ายถ่ายเท" ทรัพย์สินต่าง ๆ ได้ และ "มีเวลาในการเคลียร์ตัวเอง"
นายรังสิมันต์ยังระบุต่อไปอีกว่า เขาคาดหวังให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการ "ขอออกหมายแดง" เพื่อตามจับนายเบน สมิธ และภรรยาในต่างประเทศ โดยคาดหวังการ "ดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพราะประชาชนกำลังจับตาเรื่องนี้ว่าหน่วยงานของประเทศไทยจะเอาจริงแค่ไหน"
ทนายความแถลงโต้ เบน สมิธเป็นแค่ "นักธุรกิจ" ไม่ใช่ "สแกมเมอร์"
การแถลงข่าวของนายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของนายเบน สมิธ และภรรยา ช่วงบ่ายที่ผ่านมา ตอบโต้ข้อเรียกร้องการ "ขอออกหมายแดง" ของนายรังสิมันต์ด้วย โดยเขามองว่าเป็นการพยายามดึงนายเบน สมิธ เข้าสู่ประเด็นทางการเมือง ทั้งที่คดีซึ่งถูกตำรวจสอบสวนกลางออกหมายจับนั้น ในมุมมองของเขามีน้ำหนักเป็นเพียง "คดีทางแพ่ง" โดยเป็นเรื่องของการผิดสัญญาในการทำธุรกิจเท่านั้น
นายวิฑูรย์ระบุด้วยว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวมีที่มาจากข้อพิพาทระหว่างนายเบน สมิธ กับบริษัทในประเทศลาว ซึ่งยิ่งเป็นข้อยืนยันตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่านายเบน สมิธ เป็นเพียงนักธุรกิจและโบรกเกอร์เท่านั้น ไม่ใช่สแกมเมอร์ตามที่นายรังสิมันต์เคยอภิปรายในสภา
"สิ่งที่มันเกิดขึ้นเหมือนกันว่าเป็นเพียง [การ] ที่จะนำคุณเบน สมิธ มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือเป็นอาวุธทางการเมือง เพื่อจะโจมตีไปยังท่านนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กับคุณธรรมนัส พรหมเผ่า เท่านั้นเอง" ทนายความระบุ
"ลักษณะการกล่าวหาของ CIB (ตำรวจสอบสวนกลาง) ชัดเจนว่ามันแตกต่างจากสิ่งที่คุณรังสิมันต์ โรม ได้เคยอภิปรายในสภา... มีการกล่าวหาคุณเบน สมิธว่าเป็นบิ๊กสแกมเมอร์ ระดับเจ้าพ่อสแกมเมอร์ ระดัมแมมมอธ ซึ่งความเป็นจริงจากคดีที่โดนเมื่อวาน มันคนละเรื่องกับสิ่งที่คุณรังสิมันต์ โรมได้พูดเลย"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นายวิฑูรย์ ยังตั้งคำถามถึงคดีที่มีการเผยแพร่เรื่องการออกหมายจับนายเบน สมิธ เมื่อวานนี้ (2 มี.ค.) ว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่ โดยเขามองว่ามี "ความพยายามที่จะบิดข้อเท็จจริงจากเรื่องการซื้อหุ้นปกติให้กลายเป็นคดีอาญา"
นอกจากนี้ ทรัพย์สินซึ่งเป็นข้อพิพาทในคดีดังกล่าวมีมูลค่าเพียง 991 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้สัดส่วนกันกับทรัพย์สินของนายเบน สมิธและเครือข่าย ที่ถูก ปปง. ยึดทรัพย์ไปแล้วก่อนหน้านี้หลักหมื่นล้านบาท
ทนายความของนายเบนจามินยังระบุว่าเขาเห็น "ข้อพิรุธ" ในคดีนี้สามประการ ได้แก่
- ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้ที่แจ้งความ ทั้งในหมายจับและหมายค้นต่าง ๆ ว่าเป็นบริษัทอะไรในประเทศลาว และผู้มีอำนาจแทนบริษัทเป็นใคร
- ในเนื้อคดีมีการแจ้งความไปตั้งแต่ปี 2567 แต่การแจ้งความช่วงแรกกลับไม่มีการรับรองลายมือชื่อในหนังสือที่ได้รับมอบอำนาจจากบริษัทในประเทศลาว กระทั่ง 9 ก.พ. 2569 ทนายความระบุว่ามีตำรวจสอบสวนกลางติดต่อผู้เสียหายในลาวไปอีกรอบให้ทำหนังสือมอบอำนาจมาใหม่และมาแจ้งความ โดยเพิ่งมีการรับเป็นคดีอาญาเมื่อ 12 ก.พ. และออกหมายจับเมื่อ 26 ก.พ. ซึ่ง "ระยะเวลาในการดำเนินคดีรวดเร็วมาก"
- มีการระบุรายละเอียดว่าผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกโกงในปี 2565 แต่มาแจ้งความปี 2567 ซึ่งทนายความมองว่าเป็นคดี "ฉ้อโกงส่วนตัว" ที่มีอายุความสามเดือน ทำให้อายุความในการร้องทุกข์ขาดไปแล้ว แต่ตำรวจสอบสวนกลางก็ยังรับแจ้งความเพราะถือเป็นคดี "ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ"
นายวิฑูรย์ ระบุด้วยว่า เขายังมีหลักฐานอีกมากมายที่แสดงให้เห็นว่าผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ ทั้งนายเบน สมิธ ที่เป็นตัวกลางขายหุ้นและคนที่ขายหุ้นก็เคยชี้แจงต่อตำรวจสอบสวนกลางไปตั้งแต่ปี 2567 แล้ว ส่วนเรื่องหุ้นที่มีการอ้างว่าถูกหลอกให้ซื้อ ทางผู้เสียหายก็เคยทำหนังสือรับรองว่าได้รับการโอนหุ้นจริงไปแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงต่าง ๆ ถูกใส่เข้าไปในสำนวนคดีหมดแล้ว แต่กลับมีการออกหมายจับในภายหลัง ซึ่งเขามองว่าคือการ "กลั่นแกล้งทางการเมือง" ที่ควรจะยุติลงได้แล้ว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
อย่างไรก็ดี เมื่อถูกถามว่ามีโอกาสหรือไม่ที่นายเบน สมิธ และภรรยาจะกลับมาต่อสู้คดีที่ไทย ทนายความบอกว่าพวกเขา "ยังไม่ได้แจ้ง" เช่นนั้น
"พี่ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งคือประเทศไทย ผิดก่อนถูก และการประกันตัวยากมากในคดีที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง" นายวิฑูรย์กล่าว เขายกตัวอย่างลูกความของตนเองในคดีอื่น ๆ ที่สื่อสังคมจับตามองนั้น ส่วนใหญ่มักไม่ได้รับการประกันตัวและต้องอยู่ในเรือนจำ
"ผมว่าระบบในประเทศไทยไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่กับสิทธิการประกันตัว ไม่ค่อยให้ประกันในคดีที่มีชื่อเสียง แล้วมันเกิดขึ้นในคดีที่ในศาลอาญาด้วย เพราะว่าการสั่งประกันเป็นนโยบายของผู้บริหาร" เขากล่าว "เขา (นายเบน สมิธ และภรรยา) ก็ต้องชั่งน้ำหนักดูครับว่า ถ้ากลับมาสู้คดี สิทธิการประกันตัวมันจะเหมือนเป็นมาตรฐานสากลไหม มาตรฐานขั้นพื้นฐานที่ควรจะได้ไหม ถ้าไม่มีก็ต้องชั่งน้ำหนักดูอีกทีนึงว่ากลับมาแล้วมาติดคุกก่อน คุ้มหรือเปล่า"
นายเบน สมิธ หรือ นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ เป็นชาวต่างชาติที่อยู่ในรายชื่อที่ปรากฏผู้ที่จะถูกสหรัฐฯ ดำเนินการมาตรการคว่ำบาตร หากร่างกฎหมายจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจร่วมระหว่างหน่วยงานเพื่อปราบปรามกลุ่มอาชญากรข้ามชาติที่ฉ้อโกงชาวอเมริกันผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา
เมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว เครือข่ายของเบน สมิธ และ ยิม เลียก ถูกทางการไทยดำเนินการอายัดและยึดทรัพย์สินนายยิม เลียก ตามคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. มูลค่าของกลางรวมกัน 10,157 ล้านบาท โดยนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง.ระบุว่า "ในปี 2560 จนถึง 2565 มีการทำธุรกรรมรับโอนเงินเข้าสู่บัญชีกลุ่มนายยิม เลียก ภรรยาของเขา และนายเบน สมิธ รวมธุรกรรมมูลค่า 15,000 ล้านบาทเศษ" เลขาธิการ ปปง. กล่าว































