ตำรวจไทยประกาศล้างบาง "มาเฟียจีน" สวมสัญชาติไทย ทำธุรกิจสีเทา-ศูนย์เหรียญ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประกาศยุทธการ “ล้มไม้ค้ำ ลิดกิ่งก้าน” กวาดล้างเครือข่ายธุรกิจสีเทา ที่มีนายทุนจีนอยู่เบื้องหลัง พบพฤติการณ์น่าสนใจ อาทิ สวมสัญชาติไทยด้วยบัตรประชาชน “คนเป็น” ย้ำ
วันนี้ (3 พ.ย.) พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. แถลงความคืบหน้าปฏิบัติการทลายเครือข่ายธุรกิจสีเทาที่มีนายทุนชาวจีนอยู่เบื้องหลัง ณ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวน อาชญากรรมทางเทคโนโลยี จ.นนทบุรี โดยปฏิบัติการที่เกิดขึ้น มีชื่อว่า ยุทธการ “ล้มไม้ค้ำ ลิดกิ่งก้าน” และเป็นการขยายผลจากการบุกจับผับ “จินหลิง” ในเขตยานนาวา ของ กทม. ที่ถูกเรียกว่าเป็น “ผับศูนย์เหรียญ”
ตามกำหนดการณ์ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล ต้องมาร่วมการแถลงข่าว แต่ติดภารกิจสำคัญ ทำให้ไม่สามารถมาเข้าร่วมได้
รองผู้บัญชาการตำรวจ สายป้องกันและปราบปราม อธิบายว่า อันที่จริง ปฏิบัติการบุกจับผับ “จินหลิง” นั้นเป็นการขยายผลมาตั้งแต่ธุรกิจสีเทาที่พัทยา จ.ชลบุรี โดยความคืบหน้าล่าสุด ตำรวจได้ตรวจค้น 3 จุดใน กทม. ที่เชื่อว่ามีส่วนเชื่อมโยงกับผับ “จินหลิง” โดยยึดทรัพย์สินของคนจีนที่มีความเชื่อมโยง เป็นเงินสดกว่า 42 ล้านบาท รถยนต์กว่า 10 คัน และโฉนดที่ดินรวมมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท
แต่สิ่งที่ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ พบว่าผิดปกติมากที่สุด คือ ชาวจีนที่ชื่อ “เหยียน หลิง” ครอบครองบัตรประชาชนและพาสปอร์ตไทย อีกทั้งยังเป็นการสวมสัญชาติจากคนไทย “ที่ยังไม่ตาย เป็นคนที่มีตัวตน และตรวจสอบแล้วว่ายังมีชีวิต” โดยระหว่างการแถลงข่าว มีการวิดีโอคอลสด ไปพูดคุยกับคนไทยที่ถูกสวมสิทธิด้วย
บีบีซีไทย ชวนดูรายละเอียดยุทธการ "ล้มไม้ค้ำ ลิดกิ่งก้าน" ของตำรวจไทย ทลายผับและบ่อนการพนันที่มี "มาเฟียจีน" อยู่เบื้องหลัง แม้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เคยประกาศว่า "นับแต่รับตำแหน่งเมื่อเดือน ต.ค. ไม่เคยพบบ่อนเลยสักแห่ง"
ยุทธการ “ล้มไม้ค้ำ ลิดกิ่งก้าน”
ยุทธการกวาดล้างธุรกิจสีเทา ทั้ง ผับและบ่อนศูนย์เหรียญ ที่อาจมีส่วนเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ด้วย เริ่มมีการบุกจับและตรวจค้น ตั้งแต่สถานบันเทิง ที่เป็นธุรกิจสีเทาในพัทยา และขยายผลมาสู่การบุกจับผับ “จินหลิง” ในเขตยานนาวา เมื่อปลายเดือน ต.ค. โดยพบนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นบุคคลสัญชาติจีน และตรวจสอบพบว่าเจ้าของเป็นชาวจีนเช่นกัน
ผับแห่งนี้ มีลักษณะห้องโถงใหญ่และห้องแบบส่วนตัว ตำรวจพบรถหรูจอดอยู่จำนวน 35 คัน ได้แก่ รถปอร์เช่ รถโรลส์รอยซ์ แต่ส่วนมากเป็นรถตู้อัลพาร์ด บางคันเป็นรถที่สวมทะเบียน ชื่อเจ้าของรถส่วนใหญ่เป็นชาวจีน

ที่มาของภาพ, สำนักงานตำรวจนครบาล
คนในร้านมีผู้ใช้บริการทั้งหมด 266 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน และมีนักท่องเที่ยวชาวเมียนมาด้วย 23 ราย กัมพูชา เวียดนาม จอร์เจียอีกชาติละ 1-3 ราย
สำหรับนักท่องเที่ยวจีน ไม่ได้พกหนังสือเดินทาง ใช้วิธีถ่ายรูปเอาไว้โทรศัพท์มือถือ พบปัสสาวะสีม่วงจำนวน 104 ราย เป็นชาวจีน 99 ราย นอกจากนั้นเป็นคนไทยและกัมพูชา
ความคืบหน้าของการสืบสวนผับจินหลิง พบว่า มีตำรวจ 3 นาย ช่วยเหลือผู้ต้องหาและเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อเร่งรัดให้มีการผัดฟ้องศาล และได้รับการประกันตัวในชั้นศาล รวมถึงคืนรถยนต์ของกลางให้ผู้ต้องหา
จากนั้น วันที่ 1 พ.ย. พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ พร้อมด้วย พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. นำชุดปฏิบัติการหลายภาคส่วน และกองพิสูจน์หลักฐานกว่า 200 นาย เข้าตรวจค้นสถานบันเทิง 6 จุดทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งเชื่อว่าเป็นของนายทุนต่างชาติ หรือมีตัวแทนทำธุรกิจในรูปแบบนอมินี

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการ ได้บูรณาการร่วมกันในส่วนงานป้องกันปราบปรามและงานสืบสวน โดยลงพื้นที่ 6 จุดทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งใน 6 จุด จะมีสถานประกอบการบางแห่ง ที่ทางชุดทำงานของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รับผิดชอบงานสืบสวน
การตรวจสอบจะเน้นหนักไปที่ยาเสพติด อาวุธปืน และเด็ก ซึ่งหากพบว่าสถานประกอบการรายใดฝ่าฝืนต้องเพิกถอนใบอนุญาตสั่งปิด 5 ปี
"งานป้องกันและงานสืบสวนจะทำงานร่วมกัน เพื่อคุมเข้มจัดระเบียบสถานบันเทิง ที่อาจเป็นต้นตอของการแพร่ระบาดของยาเสพติด อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ที่เป็นปัญหาคือการที่มีนายทุนต่างชาติ เข้ามาประกอบธุรกิจที่บ้านเราและมามีอิทธิพลเป็นมาเฟีย ไม่เฉพาะแต่คนจีน แต่มีอีกหลายแก๊งที่เรากำลังสืบ” พล.ต.ท. ต่อศักดิ์ กล่าว ระหว่างการลงพื้นที่
ด้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การตรวจสอบประกอบการครั้งนี้ไม่ได้ เพ่งเล็งไปที่กลุ่มที่มีนายทุนจีนเท่านั้น ได้ตรวจสอบสถานประกอบการที่มีเจ้าของเป็นคนไทยเช่นกัน ซึ่งยอมรับว่าในการตรวจสอบก็มีบางส่วนที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ให้ข้อมูลมา ซึ่งในทางสืบสวนคดีที่มีนายทุนจีนเข้ามากระทำผิดกฎหมาย ทั้งเปิดผับโดยการนำยาเสพติดมาใช้มาจำหน่าย ผับศูนย์เหรียญต่าง ๆ ยืนยันว่าตอนนี้ทางชุดสืบสวนมีข้อมูลครบแล้ว อยู่ระหว่างการดำเนินการขออำนาจศาลออกหมายจับดำเนินคดี
ผับศูนย์เหรียญ สู่ บ่อนศูนย์เหรียญ
พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ให้สัมภาษณ์ในวันที่ 2 พ.ย. ว่า ได้ดำเนินการปิดสถานที่บริการผิดกฎหมายไปบางส่วนแล้ว และไล่จับตัวคนจีนได้บ้างแล้ว ซึ่งในเครือข่ายจะมีทั้งคนจีนและคนไทย เพราะขบวนการเหล่านี้ที่อยู่ในไทยได้ ต้องมีคนไทยช่วยเหลือ และยอมรับว่ามีพฤติการณ์แบบคล้าย “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” แล้วแปลงร่างมาเป็น “บ่อนศูนย์เหรียญ” ดังนั้น ต้องตรวจสอบตั้งแต่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. เพราะหากทำหน้าที่หย่อนยาน ก็จะเกิดขบวนการเหล่านี้ต่อเนื่อง โดยคาดว่า จะออกหมายจับได้ภายในวันที่ 4 พ.ย.
"เมื่อไหร่ที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้มแข็ง ขบวนการเหล่านี้ก็จะไม่กล้าอยู่ในประเทศนั้น จะต้องย้ายฐานไปประเทศอื่นต่อ แต่เมื่อไหร่ที่เจ้าหน้าที่รัฐอ่อนแอ ขบวนการเหล่านี้ก็จะกลับมาอีก ดังนั้นวันนี้ ผบ.ตร. เน้นการปราบปรามอย่างเด็ดขาด ผมและรองต่อศักดิ์ก็ได้ช่วยกัน สำหรับเรื่องการไล่คดีทั้งหมดน่าจะเสร็จและสัปดาห์หน้าก็จะแถลงข่าวในภาพรวม" พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ระบุ พร้อมยืนยันว่า จนถึงวันนี้ ไม่เหลือบ่อนศูนย์เหรียญอีกแล้วในประเทศไทย

ที่มาของภาพ, Police TV
พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ บอกกับสื่อว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี สั่งให้ตรวจสอบคนไทยและอดีตรัฐมนตรีคนหนึ่งว่า เชื่อมโยงกับนายทุนจีนเหล่านี้ เพื่อเปิดบ่อนการพนันในไทยหรือไม่ เบื้องต้น ได้ตรวจอาคารของอดีตรัฐมนตรีที่ไม่ได้ออกนามแล้ว แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด ตอนนี้ อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน
"ได้สั่งการให้ตรวจสอบทั้งหมด หากพบใครก็ให้ดำเนินคดีทั้งหมด แต่ย้ำว่า ขณะนี้ในส่วนของอดีตรัฐมนตรียังไม่พบความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนชาวจีน พบเพียงแต่ว่ามีบริษัทที่เข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ยังไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย”
คนจีนสวมสิทธิ “คนเป็น”
พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ เปิดเผยหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเข้ามาทำธุรกิจสีเทาของคนจีน โดยยกตัวอย่างกรณี นายเหยียน หลิง ผู้ต้องสงสัยชาวจีนรายล่าสุด ที่เชื่อาว่าเชื่อมโยงกับผับ “จินหลิง” จากการที่แฟนสาวของเขา ได้ขับรถไปเที่ยวที่ผับแห่งนี้
“เขาพูดภาษาไทยไม่ได้เลย” พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ ระบุ “แต่เราเจอพาสปอร์ตกับบัตรประชาชนที่เป็นคนไทย... ตรวจสอบไปพบว่า คนไทยชื่อ (สงวนชื่อ) ยังมีตัวตน ยังไม่ตาย”
นอกเหนือจากพาสปอร์ตสัญชาติไทย ตำรวจยังพบว่า นายเหยียน หลิง ถือพาสปอร์ตสัญชาติกัมพูชา มีประวัติเข้าออกกัมพูชา 25 ครั้ง เข้าออกมาเลเซีย 12 ครั้ง และมีความเชื่อมโยงกับบ่อนการพนัน “คิงโรมัน” ในสามเหลี่ยมทองคำ อีกด้วย ตอนนี้ กำลังตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือไม่
สำหรับการทำงานเชิงรุก ตำรวจได้ประสานไปยังสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อขอรายชื่อ “หมายแดง” จากจีน เพื่อเทียบเคียงกับผู้ต้องสงสัยชาวจีนทุกคนที่ซุกซ่อนอยู่ในประเทศไทย ซึ่งหากตรวจสอบพบบุคคลที่จีนต้องการตัว จะดำเนินการถอนวีซ่า แล้วส่งกลับไปดำเนินคดีในจีนทันที

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
“แก๊งมิจฉาชีพต่างชาติ มาแสดงอำนาจบาตรใหญ่กับคนไทย... อาศัยแผ่นดินไทย แล้วมาทำใหญ่โต เรายอมไม่ได้” เพราะ “พวกนี้มาอาศัยบ้านเรา ทำความผิดในบ้านเรา ซึ่งจะลุกลามไปถึงเรื่องยาเสพติด ค้าอาวุธ ค้าประเวณี และการค้ามนุษย์ต่อไปด้วย มันมีอาชญากรรมที่มีรากฝอยรากแขนง เชื่อมโยงกัน”
หมู่บ้านที่ชาวจีนซื้อรวบ แถวอุดมสุข
พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ ยังเปิดเผยถึงอิทธิพลของนักธุรกิจชาวจีน ที่อาจตักตวงผลประโยชน์ในไทย จากปฏิบัติการครั้งล่าสุดในย่านอุดมสุข พบว่า “คนจีนซื้อหมู่บ้านเกือบทั้งหมู่บ้านแล้ว”
คณะกรรมการหมู่บ้านแห่งหนึ่งสไตล์โมร็อกโก ในย่านอุดมสุข ได้บอกกับตำรวจว่า กลุ่มคนจีนได้เข้ามาซื้อบ้านในหมู่บ้านด้วยเงินสด และซื้อทีเดียวรวด 18 หลัง ทั้งที่บ้านแต่ละหลังมีราคากว่า 60 ล้านบาท โดยตำรวจพบเบาะแสว่า กลุ่มคนจีนดังกล่าวเป็นหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่เชื่อมโยงไปถึงแก๊งในปอยเปต ที่กัมพูชา ตอนนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางทางการเงินของกลุ่มคนจีนกลุ่มนี้อยู่
สื่อถามว่า เพราะเหตุใดมิจฉาชีพชาวจีนเหล่านี้ ถึงเลือกประเทศไทยมาทำธุรกิจสีเทา พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ มองว่า เพราะกฎหมายในจีนหนักมาก กลุ่มเหล่านี้จึงเลือกเข้ามาทำธุรกิจเถื่อนในไทย และประเทศอื่น ๆ แต่การจะเข้ามาทำธุรกิจในไทยได้นั้น ยอมรับว่าต้องมีคนไทยและเจ้าหน้าที่รัฐคอยให้การสนับสนุน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
จึงใช้โอกาสนี้ เตือนไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐด้วยว่า หากพยานหลักฐานสาวตัวไปถึง ทางตำรวจจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด “คุณหว่านไมยราบ คุณรอเหยียบหนามได้เลย”
และ “กฎหมายแม้จะไม่ยุติธรรม แต่กฎแห่งกรรมจะยุติธรรมเสมอ”
“5 เสือจีนเทา”
นายชูวิทย์ เปิดเผยต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ว่า กลุ่มทุนจีนในไทยตอนนี้ มี 5 กลุ่ม เป็น "มาเฟียจีน" เรียกว่า “5 เสือจีนเทา” คือ กลุ่มของนายเดวิด นายฉางเฟย นายโทนี่ นายเอี่ยว และชายชาวจีนที่ขอสงวนชื่อไว้ก่อน
ตอนนี้ ตำรวจควบคุมตัว 4 เสือได้แล้ว เหลืออีก 1 คน โดยนายชูวิทย์ ระบุว่า กลุ่ม 5 เสือจีนเทา มีเงินหนา ทำธุรกิจสีเทาในไทยโดยใช้นอมินี สวมสัญชาติไทยของคนตาย มีพฤติการณ์ชอบติดสินบน และมีเครือข่ายเยอะ ลักษณะของธุรกิจของกลุ่ม 5 เสือจีนเทา เป็นแบบ “ศูนย์เหรียญ” ใช้ทรัพยากรของไทย หาผลประโยชน์ในไทย พุ่งเป้าลูกค้าคนจีน โดยที่ไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย
“ในบางหมู่บ้าน แถวรัชดาภิเษก บางหมู่บ้านมี 100 หลัง จีนอยู่ไปแล้ว 60 หลัง จีนมีทุนมหาศาล เกิดจากการปิดประเทศ สีหนุวิลล์ล่มสลาย ทุนจีนสีเทาเลยมุ่งตรงมาที่เมืองไทย... ต้องเอาคนจีนเหล่านี้ออกไปจากประเทศไทยเสีย เพราะไม่มีประโยชน์ เป็นคนจีนสีเทา” นายชูวิทย์ กล่าว

ที่มาของภาพ, Police TV
หนึ่งใน 4 “เสือจีนเทา” คือนายเดวิด หรือ นาย สุ่ย ไท่ เหว่ย ตำรวจพบว่าอาศัยในไทยมากว่า 10 ปีแล้ว เป็นเจ้าของผับชื่อดัง ชื่อ “เบบี้ เฟซ” ในย่านสุขุมวิท 63 แขวงพระโขนงเหนือ โดยตำรวจได้บุกเข้าตรวจค้น และยึดรถยนต์หรูหลายคัน
นายเดวิดแต่งงานกับภรรยาคนไทย มีลูกเรียนในประเทศไทย และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ สถานบริการที่ผิดกฎหมาย และประวัติด้านยาเสพติด
พฤติการณ์ของนายเดวิด จะให้เพื่อนคนไทยนำเงินไปซื้อรถหรู ซึ่งอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายการฟอกเงิน ไม่เพียงเท่านั้น นายเดวิดยังมีความเชื่อมโยงกับนายทุนจีนที่ทำธุรกิจในชลบุรี แต่ตรวจสอบแล้วว่า เขาไม่ใช่เจ้าของผับจินหลิง ที่เป็น “ผับศูนย์เหรียญ” ที่บุกจับไปก่อนหน้านี้ในกรุงเทพฯ
จับเพิ่มนักธุรกิจจีนสวมบัตรประชาชนไทย มีรถตำรวจนำขบวน
วันที่ 9 พ.ย. ตำรวจสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ขยายผลเพิ่มจับกุมนักธุรกิจจีนที่ชื่อว่า นายเส้า เสี่ยวปอ อายุ 54 ปี สัญชาติจีน ตามหมายจับ ในการเข้าปิดล้อมอาคารบีบีดี ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ ที่ด้านหน้ามีป้ายติดว่าเป็นอาคารของสมาคมพ่อค้าไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมีการเช่าทำการทั้งตึก หลังจากสืบทราบว่าสถานที่ดังกล่าวมีบุคคลสัญชาติจีนสวมบัตรประชาชนคนไทย
กำลังตำรวจจับกุมนายเส้า เสี่ยวป้อ ได้ที่ชั้น 5 พบว่ามีการตกแต่งเป็นห้องผู้บริหารที่หรูหรา ภายในอาคารยังพบชุดลักษณะคล้ายเครื่องแบบทหารที่มีเข็มกลัดชื่อของผู้ต้องหา รวมถึงรถของผู้ต้องหาก็เป็นรถติดธงประเทศไทยและจีนทั้ง 2 ฝั่ง คล้ายกับรถของสถานทูต และยังมีรถตำรวจนำขบวนอีก 1 คัน นอกจากนี้ยังพบอาวุธปืนตั้งโชว์ตามโถงทางเดินอีก 6 กระบอก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นปืนบีบีกัน
พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า คดีนี้ตำรวจระดมกวาดล้างและจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับและบุคคลเฝ้าระวังตามมาตรการรักษาความปลอดภัยช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปก 2022 จนพบข้อมูลบัตรประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่มีหน้าตาตรงกับชาวต่างชาติที่ใช้หนังสือเดินทาง 2 เล่ม เชื่อว่าเป็นการสวมบัตรประชาชน จึงสืบสวนพร้อมนำกำลังเข้าจับกุม อย่างไรก็ตาม จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ อ้างว่าไม่มีบัตรประชาชนที่เป็นการสวมรอยชื่อคนไทย ซึ่งเคยมีคนมาแนะนำให้ทำ แต่ว่าตนเองไม่ได้ทำ
ส่วนที่อาคารนี้ก็ไม่ได้เดินทางมานานแล้ว เมื่อตำรวจซักถามว่า การเดินทางมาที่มีรถตำรวจเป็นรถนำ จัดหามาจากไหน ผู้ต้องหาตอบแค่ว่าเพื่อนแนะนำให้
สำหรับรถที่ติดธงชาติไทยและจีน พ.ต.อ.พันธนะ นุชนารถ รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) กล่าวว่า ตรวจสอบทะเบียนด้วยสายตาแล้ว คาดว่าเป็นทะเบียนรถปกติ ไม่ใช่รถของสถานทูตแต่อย่างใด จึงเชื่อว่าเป็นการพยายามทำให้ดูเหมือนรถของสถานทูตเท่านั้น ส่วนรถตำรวจก็น่าจะเป็นรถปลอม
เบื้องต้นตำรวจจะดำเนินคดีตามหมายจับข้อหาแจ้งความเท็จฯ และปลอมบัตรประชาชน และจะขยายผลตรวจสอบของที่พบทั้งหมด











