กระบวนการพูดคุยสันติสุขลดความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ได้หรือไม่ และใครคือ "ตัวจริง" ของบีอาร์เอ็นที่รัฐบาลไทยต้องการคุยด้วย ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
สถานการณ์ความรุนแรงในชายแดนใต้มาถึงจุดที่ประชาชนไม่มีความมั่นใจว่าตนเองมีความปลอดภัยในชีวิตอีกต่อไป หลังตกเป็นเป้าโจมตีโดยไม่เลือกหน้า
นับตั้งแต่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือน ส.ค. ปีก่อน พบว่า เด็ก ผู้หญิง และพลเรือน ตกเป็นเป้าการโจมตีในพื้นที่ชายแดนใต้มากขึ้น จากข้อมูลที่ นายฆอซาลี อาแว นักวิจัยประจำศูนย์สันติวิธีชายแดนใต้ จากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอในงานเสวนาสาธารณะซึ่งจัดขึ้นโดยเครือข่ายเพื่อนรักต่างศาสนาเพื่อสันติภาพ (Interfaith Buddy For Peace) เมื่อวันที่ 4 พ.ค. ที่ผ่านมา
นายฆอซาลี กล่าวว่าจากการรวบรวมของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) ตั้งแต่กลางเดือน ส.ค. 2567 - มี.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงรัฐบาลแพทองธาร เกิดเหตุรุนแรง 145 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 83 คน ในจำนวนนี้เป็นเป้าหมายอ่อน (soft target) ได้แก่ เด็ก ผู้หญิง และพลเรือน จำนวนรวมกัน 55 ราย และเป้าหมายแข็ง (hard target) ได้แก่ผู้ที่สามารถตอบโต้เมื่อถูกโจมตี เช่น เจ้าหน้าที่รัฐและผู้ถืออาวุธ จำนวนรวมกัน 28 ราย โดยเกิดเหตุรุนแรงมากที่สุดในช่วงเดือนรอมฎอนที่ผ่านมา (2-30 มี.ค.) ถึง 71 ครั้ง ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากถึง 14 ราย
นักวิจัยผู้นี้บอกว่า แนวโน้มผู้เสียชีวิตที่เป็นเป้าหมายอ่อนซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับเป้าหมายแข็งนั้น "ถือเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่ง"
เขากล่าวต่อว่าช่วงหลังรอมฎอนยังเกิดเหตุรุนแรงอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่นในเดือน เม.ย. เกิดเหตุคนร้ายลอบยิงอุสตาซหรือครูสอนศาสนาอายุ 60 ปี ใน จ.นราธิวาส ตามมาด้วยเหตุระเบิดริมกำแพงหลังสถานีตำรวจภูธร (สภ.) โคกเคียน จ.นราธิวาส ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 8 ราย รวมถึงเด็ก
ต่อด้วยการกราดยิงชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ 7 คนใน อ.แว้ง จ.นราธิวาส รวมถึงการกราดยิงสามเณรเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 1 ราย ใน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และล่าสุดวันที่ 2 พ.ค. เกิดเหตุกราดยิงชาวบ้านใน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยหนึ่งในนั้นคือเด็กวัย 9 ปี
บีบีซีไทยพูดคุยกับ ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิชาการด้านสันติศึกษา จากสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และอดีตหัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพสมัยนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อประเมินสถานการณ์ความรุนแรงในชายแดนใต้ และหาคำตอบว่าเหตุใดรัฐบาลชุดนี้จึงยังไม่แต่งตั้งคณะพูดคุยสันติสุขเพื่อเจรจากับแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือ บีอาร์เอ็น (Barisan Revolusi Nasional - BRN) อย่างเป็นทางการ ตามที่หลายเสียงเรียกร้อง
การควานหา "ตัวจริง" เพื่อตั้งคณะพูดคุยของฝ่ายไทย
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อวานนี้ (6 พ.ค.) ว่าพร้อมจะตั้งคณะเจรจาทันที เพื่อหาทางออกร่วมกัน "แต่ที่ผ่านมาเราไม่รู้ว่าใครเป็นคนที่เจรจาได้"
"เคยทดลองในเดือนรอมฎอนว่าขอให้หยุดให้ได้ทั้งหมด แล้วเรามาเริ่มต้นเจรจากัน แต่ช่วงปลายเดือนรอมฎอนก็เป็นเหมือนเดิม คือมีการก่อเหตุ ดังนั้นถ้าควบคุมไม่ได้ จะมีการเจรจาเพื่ออะไร" นายภูมิธรรมกล่าว และบอกด้วยว่าตนได้ฝากทางการมาเลเซียซึ่งเป็นผู้อำนวยความสะดวกไปว่าต้องหยุดเหตุรุนแรงให้ได้ และไม่ใช้เหตุรุนแรงมาเป็นเกมการเมือง
"ประเด็นสำคัญคือไม่ควรมีการเข่นฆ่าพี่น้องประชาชน ถ้าไม่มีเรื่องนี้แล้วค่อยมาคุยกัน แต่ถ้าเอาเรื่องนี้มาบีบเราคงยอมไม่ได้ และเราจะต้องดำเนินการอย่างแข็งแรงเด็ดขาด เพื่อให้ประชาชนของเรามีความปลอดภัย"
พร้อมกันนี้ นายภูมิธรรมยังบอกด้วยว่ายินดีเจรจาพูดคุยภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
"รัฐเป็นรัฐเดียวแบ่งแยกไม่ได้ ดังนั้นการจะเจรจาเพื่อเป็นรัฐปาตานีหรือรัฐอะไรก็ตาม เราไม่พร้อมเจรจาด้วย แต่ถ้าจะคุยในเรื่องการอยู่ร่วมกันหรือความร่วมมือ อันนี้เรายอมรับได้" รองนายกรัฐมนตรี กล่าว
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยพยายามสื่อสารกับสาธารณะว่า แม้ยังไม่มีการแต่งตั้งคณะพูดคุยอย่างเป็นทางการที่ลงนามโดยนายกรัฐมนตรี แต่กระบวนการสื่อสารระหว่างสองฝ่ายยังดำเนินอยู่ และทางการไทยต้องการพูดคุยกับ "ตัวจริง" ของบีอาร์เอ็นที่สามารถควบคุมฝ่ายกองกำลังในพื้นที่ได้จริง
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร บอกกับบีบีซีไทยว่า อันที่จริงรัฐบาลแพทองธารยังคงใช้คณะพูดคุยชุดเดิมที่อดีตนายกเศรษฐา ทวีสิน แต่งตั้ง ซึ่งมีนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. คนปัจจุบัน เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข
เขาเล่าต่อว่าทางไทยตั้งคำถามว่าปีกการเมืองซึ่งนั่งเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยของบีอาร์เอ็นนั้นมีพลังและมีน้ำหนักพอที่จะสื่อสารไปยังปีกทหารซึ่งควบคุมหน่วยปฏิบัติการหรือไม่ และเมื่อเกิดเหตุความไม่สงบอย่างต่อเนื่องในช่วงรอมฎอนที่ผ่านมา จึงทำให้เกิดการพูดคุยกันในฝ่ายไทยว่า "ถ้าอย่างงั้น ขอเปลี่ยนหัวหน้าคณะของเขาให้เป็นฝ่ายทหาร ซึ่งน่าจะมีอำนาจ มีฤทธิ์เดช ที่จะสื่อสารไปยังฝ่ายปฏิบัติการของเขาได้"
"ตอนนี้มันอยู่ระหว่างทางตรงนี้" อดีต เลขาฯ สมช. บอก "message (สาร) ของคุณภูมิธรรมวนเวียนอยู่กับการว่า 'ฉันอยากคุยกับตัวจริง' แต่ประชาชนรู้สึกไม่ไหวแล้ว ไม่รู้ว่าใครจะมาพิสูจน์ตัวจริงได้ด้วยซ้ำ"

ที่มาของภาพ, Getty Images
อดีตหัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพยังยืนยันกับบีบีซีไทยด้วยว่า ที่ผ่านมาไทยพูดคุยกับบีอาร์เอ็นตัวจริงมาโดยตลอด เพียงแต่ว่าหัวหน้าคณะพูดคุยของอีกฝั่งมาจากปีกการเมือง ซึ่งต้องเริ่มการเจรจาไปสักพักกว่าทางกลุ่มจะเปิดหน้าตัวแทนฝั่งปีกทหารขึ้นมาบนโต๊ะเจรจา หรือบางครั้ง "ปีกทหารก็แทรกซึมเข้ามาอยู่บนโต๊ะเจรจา แต่ให้ปีกการเมืองเป็นหัวหน้าคณะพูดคุย"
ขณะที่ ดร.รุ่งรวี นักวิชาการด้านสันติศึกษา บอกกับบีบีซีไทยว่ารัฐบาลจะมีข้อสันนิษฐานอย่างไรก็ได้ แต่การพิสูจน์ทราบว่าใครคือ "ตัวจริง" ก็ต้องตั้งคณะพูดคุยอย่างเป็นทางการขึ้นมาเสียก่อน
"โดยปกติแล้วคนที่มานั่งบนโต๊ะก็ไม่ได้เป็นผู้นำสูงสุดขององค์กร เพราะว่าบีอาร์เอ็นก็เป็นองค์กรปิดลับ หรือแม้กระทั่งองค์กรอื่น ๆ ในประเทศอื่น ๆ เขาก็ไม่จำเป็นต้องเอาคนที่เป็นผู้นำสูงสุดมานั่งบนโต๊ะ แต่คำถามใหญ่คือ เขาสามารถจะสื่อสารสิ่งที่คุยกับรัฐบาลไปยังคนที่เป็นผู้นำสูงสุดขององค์กรได้หรือเปล่า เพราะแน่นอนว่าเขาก็ต้องมีความหวาดกลัว ไม่รู้ว่าฝ่ายไทยจะหักหลังหรือเปล่า แล้วในที่สุดอาจจะถูกจับหรือเปล่า ซึ่งมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตที่ทางฝ่ายไทยขอให้มาเลเซียส่งตัวผู้นำของกลุ่มกลับมาให้ไทย แล้วทางมาเลเซียก็ทำ อันนี้ก็เป็นความหวาดกลัวของบีอาร์เอ็น เขาก็ไม่ได้ไว้วางใจทางไทยขนาดนั้น"
เธอเห็นว่าหากรัฐบาลต้องการพิสูจน์ว่าใครคือ "ตัวจริง" ของบีอาร์เอ็น นายกรัฐมนตรีก็ควรลงนามแต่งตั้งคณะพูดคุยอย่างเป็นทางการ กำหนดกรอบเวลาหยุดยิงให้ชัดเจน และเปิดให้ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นอิสระสามารถเข้าตรวจสอบกรณีเกิดการละเมิดข้อตกลง "ซึ่งเป็นสิ่งที่อารยะประเทศเขาทำกันในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง"
"ก็ต้องถามรัฐบาลว่าการที่ตั้งคณะพูดคุยขึ้นมานั้น รัฐบาลจะเสียอะไร" ดร.รุ่งรวี กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
นักวิชาการจากสถาบันสันติศึกษาของ ม.อ. กล่าวต่อว่า ย้อนกลับไปในปี 2565 ไทยและบีอาร์เอ็นทำข้อตกลงที่ชื่อว่า "หลักการทั่วไปของกระบวนการพูดคุยสันติภาพ (General Principle of the Peace Dialogue Process)" ซึ่งเกิดขึ้นในคณะพูดคุยสันติสุขของรัฐบาลประยุทธ์ 2 และถูกเรียกสั้น ๆ ว่า GP (จีพี)
ข้อตกลงนี้ประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ 1) การลดความรุนแรงหรือยุติการเป็นปฏิปักษ์ (cessation of hostilities), 2) การปรึกษาหารือสาธารณะ เพื่อเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น เพื่อนำไปสู่กรอบที่ 3) นั่นคือการแสวงหาทางออกทางการเมืองร่วมกัน
GP นำไปสู่การร่าง "แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม หรือ เจซีพีพี (Joint Comprehensive Plan towards Peace - JCPP)" ซึ่งเป็นแผนที่นำทาง (roadmap) ในการทำงานของคณะพูดคุยฯ ทั้งสองฝ่ายให้มีความคืบหน้าในรูปแบบที่ครอบคลุมและเป็นองค์รวม
"แล้วในช่วงรัฐบาลเศรษฐาก็มีการนำ JCPP กลับมาหารือกันในช่วงแรก แต่ว่ามีเอกสารร่าง JCPP หลุดออกมา ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก โดยเฉพาะในนักวิชาการสายความมั่นคงที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ ซึ่งคิดว่าหากเดินตามกรอบของ JCPP จะทำให้รัฐบาลเสียเปรียบ อาจจะนำไปสู่การสูญเสียพื้นที่ปกครองบางส่วน แย่ที่สุดคือการแบ่งแยกดินแดน ปัญหาคือนักวิชาการสายความมั่นคงสายแข็งเหล่านี้เสียงดังพอที่คนในรัฐบาลตอนนี้เชื่อมั่นว่า JCPP ไม่เวิร์ค ซึ่งมันก็มีการชั่งน้ำหนักกันอยู่ แล้วก็มีทั้งนักวิชาการและนายทหารบางส่วนที่มีความเชื่อแบบนั้น เชื่อว่าควรประกาศให้บีอาร์เอ็นเป็นกลุ่มก่อการร้าย รวมไปถึงมีการพูดคุยมากขึ้นเรื่อย ๆ เกี่ยวกับ พ.ร.บ.การก่อการร้าย อันนี้เป็นพัฒนาการที่เราเห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ช่วงรัฐบาลเศรษฐาว่าเสียงที่ไปในทิศทางให้ใช้มาตรการแข็งกร้าวเพื่อปราบบีอาร์เอ็น มันดังมากขึ้นเรื่อย ๆ"
จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการลงนามใด ๆ ที่เกี่ยวกับแผน JCPP เนื่องจากยังตกลงกันไม่ได้ และเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองซึ่งเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจากนายเศรษฐามาเป็น น.ส.แพทองธาร จึงทำให้เกิดการ "reset zero (นับหนึ่งใหม่)" เนื่องจากคณะพูดคุยสันติสุขของฝ่ายไทยต้องได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากนายกรัฐมนตรี
"การกระทำรุนแรง แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ มันละเมิดกฎหมาย ละเมิดหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศ แต่ว่ารัฐบาลอยู่ในสถานะที่เลือกได้ว่าจะดำเนินนโยบายอย่างไร และการเลือกนโยบายของรัฐบาลก็มีผลต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อย่างที่บอกว่าการสร้างสภาพแวดล้อมทางการเมืองเป็นสิ่งสำคัญต่อการกำหนดพฤติกรรมของกลุ่มติดอาวุธ"
"ก่อนหน้ารอมฎอน เราจะเห็นว่ามีเอกสารของบีอาร์เอ็นที่ถูกเผยแพร่ออกมาในช่วง 2-3 วันนี้ ว่าทางกลุ่มได้ยื่นข้อเสนอมาถึงฝ่ายไทยว่ายินดีจะมีการหยุดยิงทั้งสองฝ่ายระยะเวลา 15 วัน โดยขอให้มีผู้สังเกตการณ์จากภาคประชาสังคมในประเทศและกลุ่มองค์กรระหว่างประเทศชื่อว่า เอชดี (Centre for Humanitarian Dialogue - HD) ทางมุมของบีอาร์เอ็นก็บอกว่าไม่มีการตอบสนองจากฝ่ายไทย ส่วนดิฉันเช็คกับทาง สมช. ทาง สมช. แจ้งว่ายินดีรับพิจารณาข้อเสนอนี้ของบีอาร์เอ็น แต่อยากให้ทางกลุ่มช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีด้วยการยุติการปฏิบัติการในช่วงเดือนรอมฎอน แต่ว่ามันก็ไม่เกิดขึ้น สถานการณ์ก็รุนแรงขึ้นมาโดยตลอด" ดร.รุ่งรวี ระบุ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดร.รุ่งรวี ตั้งคำถามต่อว่า ในเมื่อสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น และรัฐบาลก็ปฏิเสธแต่งตั้งคณะพูดคุยอย่างเป็นทางการจนกว่าจะได้ตามเงื่อนไข แล้วต่อจากนี้ทิศทางของนโยบายรัฐจะเป็นอย่างไร
"รัฐบาลจะเอายังไงต่อจากนี้ จะเดินหน้าไปในทิศทางของการใช้มาตรการที่แข็งกร้าวมากขึ้น ปราบมากขึ้น แต่ว่าจุดหมายปลายทางมันคืออะไร อาจจะต้องคิดนะคะว่าในที่สุดแล้วมันนำไปสู่การบาดเจ็บล้มตายมากขึ้นหรือเปล่า มันนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนหรือเปล่า อันนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องคิด" เธอกล่าว
ปีกทหารของบีอาร์เอ็น
ล่าสุดเมื่อวานนี้ (6 พ.ค.) ทางกลุ่มบีอาร์เอ็นออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ "ปาตานีดารุสซาลาม (ดินแดนสันติภาพปาตานี)" พร้อมกับยืนยันว่าไม่มีนโยบายโจมตีเป้าหมายพลเรือนและปฏิเสธการใช้ความรุนแรงต่อ "พลเรือนผู้บริสุทธิ์" ทุกรูปแบบ รวมถึงเชิญชวนให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นอันตรายต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลไทยหรือกลุ่มติดอาวุธ
พล.ท.ภราดร ยืนยันว่าแถลงการณ์ดังกล่าวมาจากปีกการเมืองของกลุ่มบีอาร์เอ็นจริง และตั้งข้อสังเกตด้วยว่าไม่มีข้อความใดเลยที่ยอมรับว่าเหตุรุนแรงในช่วงที่ผ่านมาเป็นฝีมือของบีอาร์เอ็น
"เราถือว่าเป็นความชาญฉลาดของเขา เพราะพอเขาไม่พูดออกมา มันก็คล้าย ๆ เป็นปฏิบัติการข่าวสารไปในตัว ชาวบ้านก็เลยนึกว่า เอ... หรือมันเป็นฝ่ายรัฐสร้างสถานการณ์ แต่จริง ๆ เรารู้ว่ามันคือปฏิบัติการของเขา แต่ว่าเขาก็ไม่สื่อสารยอมรับว่าเป็นเขา แล้วก็บอกว่าเขาเองก็ไม่ได้นิยมชมชอบเพราะเป็นความรุนแรง ในจุดนี้ต้องยอมรับว่าปฏิบัติด้านข่าวสารของทางกลุ่มบีอาร์เอ็นนั้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าของไทย"
อย่างไรก็ตาม เหตุรุนแรงที่นำไปสู่การเสียชีวิตหรือบาดเจ็บในจังหวัดชายแดนใต้ หลายเหตุการณ์เกิดจากปฏิบัติการของรัฐไทย ไม่นับรวมการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ที่ทางผู้ได้รับผลกระทบเคยร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) หลายกรณี ยกตัวอย่างเช่น การซ้อมทรมาน การบังคับเก็บสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) เป็นต้น
อดีตเลขาธิการ สมช. ยืนยันกับบีบีซีไทยว่าหน่วยงานด้านข่าวกรองของไทยกับมาเลเซียมีข้อมูลเห็นตรงกันว่า กองกำลังที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดนใต้มีเพียงบีอาร์เอ็นเท่านั้น ขณะที่กลุ่มอื่น ๆ อีก 4-5 กลุ่มเป็นการรวมตัวกันในเชิงอุดมการณ์ความคิด แต่ไม่ได้มีกองกำลังเป็นของตัวเอง แต่มีบางครั้งที่ฝ่ายกระบวนการไปยืมมือพวกค้ายาเสพติด ค้าของเถื่อน ค้าสิ่งผิดกฎหมาย "เพื่อให้ก่อเหตุเหมือนมือปืนรับจ้าง แต่ไม่ใช่ฝ่ายปฏิบัติการของขบวนการนั้น ๆ จริง"

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกจากนี้ ระหว่างปีกทหารและปีกการเมืองของบีอาร์เอ็นก็ยังมีแนวคิดที่แตกต่างกันอยู่ โดยทาง พล.ท.ภราดร บอกว่า ปีกทหารมองว่า "ความรุนแรงเท่านั้นที่จะนำไปสู่จุดหมาย"
ขณะที่ ดร.รุ่งรวี ให้ความเห็นว่า ถึงแม้ปีกการเมืองกับปีกทางทหารในบีอาร์เอ็นนั้นมีความคิดที่แตกต่างกันพอสมควร แต่ไม่ใช่ว่าทั้งสองฝ่ายไม่สามารถสื่อสารถึงกันได้
"จากที่เคยสัมภาษณ์ [บีอาร์เอ็น] เขาบอกว่าฝ่ายทหารยังยึดมั่น-เชื่อมั่นว่าต้องการได้เอกราช ในขณะที่ฝ่ายการเมืองเองอาจจะคิดว่าเข้าใจบริบทโลกมากขึ้น และคิดว่าได้เป็นเขตปกครองตนเองก็น่าจะเพียงพอแล้ว"
"แต่ในอีกแง่หนึ่ง ก็ต้องถามว่าแล้วรัฐบาลไทยเองมีเอกภาพหรือเปล่า คือมันก็มีความเป็นไปได้ที่เขาจะมีความคิดที่แตกต่างกันระหว่างสายทหาร ซึ่งเป็นสายที่เรียกได้ว่าเป็น 'สายเหยี่ยว' มันก็เหมือนกันกับฝ่ายไทยที่กองทัพมีความเป็นสายเหยี่ยวมากกว่าปีกพลเรือนอย่าง สมช." นักวิชาการด้านสันติศึกษา กล่าว
กระบวนการพูดคุยสันติสุขไม่ได้ผลจริงหรือ ?
ดร.รุ่งรวี บอกว่านับตั้งแต่เกิดการพูดคุยสันติภาพขึ้นในปี 2556 ทุกรัฐบาลก็สานต่อกระบวนการนี้มาตลอด ถึงแม้มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงตัวแทนคณะพูดคุยอยู่บ้าง จนกระทั่งมาหยุดชะงักลงในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นยุคของรัฐบาลแพทองธาร
เมื่อพิจารณาจากสถิติที่เธอรวบรวมข้อมูลจากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้เพื่อเปรียบเทียบความรุนแรง ก็พบว่านับตั้งแต่มีการพูดคุยอย่างเป็นทางการ เหตุรุนแรงในพื้นที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มาของภาพ, Rungrawee Chalermsripinyorat
อย่างไรก็ดี เธอยังให้ความเห็นด้วยว่าสถานการณ์ความรุนแรงที่มีแนวโน้มลดลง ยังเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น พลวัตทางการต่อสู้ของบีอาร์เอ็นที่เริ่มรู้สึกว่าต้องเปลี่ยนจากสนามรบในด้านการทหารมาเป็นสนามรบทางการเมือง จึงต้องการแรงสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อทางกลุ่มจะได้มีความชอบธรรม เนื่องจากบีอาร์เอ็นถูกตั้งคำถามในเรื่องการโจมตีพลเรือนมาโดยตลอด
ทางบีอาร์เอ็นจึงลงนามในสิ่งที่เรียกว่า Deeds of Commitment กับทางองค์กรเจนีวาคอล (Geneva Call) ในปี 2020 ซึ่งเป็นข้อตกลงที่กลุ่มติดอาวุธและหน่วยงานที่ไม่ได้เป็นรัฐ (Armed Non-State Actors - ANSAs) ลงนามเพื่อแสดงความตั้งใจที่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยทั่วไปแล้วจะเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองพลเรือนในสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยเฉพาะเด็ก รวมถึงการรับรองว่าจะไม่ใช้ทหารเด็กในการต่อสู้
"เราต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้าที่จะมีการพูดคุยสันติภาพเกิดขึ้น สิ่งที่เราเห็นในวันนี้มันคือสิ่งที่เราเห็นเมื่อสิบปีแรก นับตั้งแต่ปี 2547 เราเห็นสิ่งนี้มาโดยตลอด รุนแรงกว่านี้ก็มี แต่เมื่อมีการพูดคุยอย่างเป็นทางการ สิ่งที่เราเห็นคือการโจมตีเป้าหมายอ่อนลดลง การฆ่าอย่างโหดเหี้ยม เราก็ไม่เห็น การฆ่าตัดคอ สมัยก่อนมีนะคะ เราก็ไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ฉะนั้นมันก็แสดงให้เห็นว่าในทางอ้อมแล้ว การพูดคุยส่งผลให้บีอาร์เอ็นจำเป็นต้องเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง แต่จะบอกว่าทางกลุ่มไม่โจมตีเลยก็ไม่ได้ แต่ว่ามันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ"
เธอยังบอกด้วยว่าสิ่งที่เห็นในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ยังทำให้เห็นว่าเป้าหมายอ่อนกลับมาเป็นเป้าอีกครั้ง
"แน่นอนว่ามันสะเทือนใจคนส่วนใหญ่ในประเทศ แต่เราต้องตั้งหลักกันดี ๆ แน่นอนว่าเราโกรธ เราแค้นเคืองกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เราจะเดินหน้ากันอย่างไรต่อ โดยเฉพาะรัฐบาล นโยบายที่รัฐจะพึงกระทำต่อจากนี้คืออะไร" ดร.รุ่งรวี ตั้งคำถาม

ที่มาของภาพ, Getty Images
นักวิชาการรายนี้ยังยืนยันว่ารัฐบาลควรตั้งคณะพูดคุยขึ้นมา เพื่อลดการยกระดับและลดการปะทะฟาดฟัน นอกจากนี้ การตั้งคณะพูดคุยก็ไม่ได้เป็นการมัดมือชกว่าจำเป็นต้องลงนามในข้อตกลง JCPP เนื่องจากยังไม่ได้มีการลงนามในแผนดังกล่าว และรายละเอียดของแผนก็ยังอยู่ในขั้นที่เจรจากันต่อได้
ด้าน พล.ท.ภราดร กลับเห็นต่างออกไป เขาเสนอว่ารัฐบาลควรรีบสร้างความปลอดภัยในพื้นที่อย่างเร่งด่วน ต้องทบทวนแผนการวางกองกำลังของหน่วยเฉพาะกิจต่าง ๆ รวมถึงการสนธิกำลังจากกองทัพและตำรวจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน เช่น การตั้งจุดสกัดและจุดตรวจตรา 24 ชั่วโมงภายในเขตชุมชนต่าง ๆ จากนั้นจึงรณรงค์ให้ประชาชนออกมาปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบ
"พี่น้องประชาชนจะได้มีความมั่นใจ และสุดท้ายมันจะกลับมาเป็นความยินดีที่จะเปิดเวทีพูดคุยสันติสุขกับกลุ่มผู้เห็นต่างทุกกลุ่มทุกพวก เพื่อจะมาสร้างความปลอดภัยตรงนี้ จากมาตรการที่เรามีเพื่อรักษาความปลอดภัย"
"ในมุมมองของผม เราต้องหยุด JCPP เพราะมันมีต้นแบบจากฝรั่ง มันไปเอื้อขบวนการมากกว่าเรา ทางขบวนการอยากได้ JCPP เพราะในเงื่อนไขของแผนคือการถอนทหารออกไป แล้วถึงจะกลับมาหาทางแก้ไขผ่านการพูดคุย มันฟังดูดีในหลักการ แต่สุดท้ายมันจะทำให้รัฐไทยมีปัญหาในเรื่องการให้ความปลอดภัยกับประชาชน ดังนั้นต้องหยุดตัวนี้ไว้ก่อน ยังไม่ต้องดำเนินการต่อ สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดคือใช้มาตรการเรื่องความปลอดภัย" เพื่อให้ประชาชนเห็นเป็นรูปธรรม อดีตหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข กล่าว
ข้อกังวลอีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ JCPP คือบางฝ่ายระแวงว่าเป็นแผนที่อาจช่วยยกสถานะบีอาร์เอ็นให้เท่าเทียมกับรัฐไทยได้
ด้าน ดร.รุ่งรวี บอกว่าความกลัวในประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่มีการตั้งคณะพูดคุย และความหวาดกลัวนี้ก็เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การพูดคุยไปไม่ถึงไหน และทำให้ไม่เกิดการพูดคุยในเชิงเนื้อหาสาระที่สำคัญ แต่สิ่งสำคัญคือไม่เคยมีใครตั้งคำถามเลยว่าความหวาดกลัวในประเด็นนี้นั้นมีข้อเท็จจริงแค่ไหน
เธอเข้าใจว่าการโน้มน้าวสายเหยี่ยวที่เชื่อในกระบวนการพูดคุยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พื้นที่ชายแดนใต้กำลังมาถึงจุดที่อันตรายเกินกว่าจะละทิ้งกระบวนการพูดคุยได้
"การวิพากษ์วิจารณ์ การตั้งคำถามกับ JCPP เรื่อยมาจนถึงการอยากให้มี พ.ร.บ.ก่อการร้าย มันเป็นการ derail (ทำให้หยุดชะงัก) ที่สำคัญ เผลอ ๆ อาจนำเรากลับไปสู่สถานการณ์ก่อนปี 2556 ซึ่งหมายความว่าเราจะเห็นสถานการณ์ความรุนแรงที่พลเรือนกลายเป็นเหยื่อ ทีนี้สังคมก็จะตั้งคำถามอีกว่า 'แล้วจะไปคุยกับโจรทำไม' ดิฉันเลยไม่แน่ใจว่าเราจะออกจากวงจรอุบาทว์ของความรุนแรงนี้ได้อย่างไร" ดร.รุ่งรวี กล่าว












