เมื่อความตายถูกยกย่อง เหตุใดศพผู้ถูกวิสามัญฆาตกรรมในจังหวัดชายแดนใต้ ได้รับการสรรเสริญ

ที่มาของภาพ, WARTANI
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
"ฉันไม่ได้มีเจตนาแย่งศพ ฉันแค่ต้องการไปรับศพลูกชาย" แม่ของนายฮัยซัม สมาแอ ผู้ถูกวิสามัญฆาตรกรรมเมื่อปี 2023 บอกกับบีบีซีไทย เธอคือผู้หญิงรายแรกที่ถูกตั้งข้อหาขัดขวางและประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ในวันที่ลูกชายคนโตเสียชีวิตใน จ.ปัตตานี เนื่องจากต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ที่ปิดล้อมซึ่งนำไปสู่การปะทะในเวลาต่อมา
หญิงวัย 52 ปีผู้นี้ ขอให้เราไม่เปิดเผยชื่อจริงในบทความ และให้เรียกเธอว่าแม่ของฮัยซัม ชื่อของลูกชายวัย 29 ปี ที่จากไปแล้ว
ในความทรงจำของเธอ เขาคือลูกชายคนโตที่เป็นหัวกะทิของชั้นเรียน ไม่เคยทำให้พ่อแม่ผิดหวัง การสัมภาษณ์ของเราชะงักไปชั่วครู่ เมื่อน้ำตาของผู้เป็นแม่ไหลออกมาขณะนึกถึงลูกชาย
สำหรับฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ เขาเป็นบุคคลที่มีหมายจับในข้อหาร่วมกันก่อการร้ายจากความพยายามร่วมกันวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหารพราน ร้อย ทพ.4406 และถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกกลุ่มก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการ
ขณะที่ปล่อยให้แม่ของฮัยซัมเศร้าโศกอยู่กับตนเองสักครู่หนึ่ง เสียงอาซานก็ดังขึ้นทั่วหมู่บ้าน พวกเรานั่งอยู่ในบ้านหลังเล็กชั้นเดียวซึ่งตั้งอยู่ใน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นบ้านของผู้เสียชีวิต ก่อนที่เขาจะแยกตัวออกจากครอบครัวเพื่อหลบหนีหมายจับ
บีบีซีไทยพูดคุยกับหลายฝ่ายเพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่ถูกเรียกว่า "การแย่งศพ" ผู้เสียชีวิตจากเหตุวิสามัญฆาตกรรมหรือเหตุปะทะ รวมถึงวิเคราะห์การสรรเสริญศพผู้เสียชีวิต เพื่อสำรวจว่าเกิดอะไรขึ้นกับมวลชนในจังหวัดชายแดนใต้ พื้นที่ที่ความขัดแย้งดำเนินมายาวนานหลายทศวรรษ
เหตุ "แย่งศพ" คดีแรกในจังหวัดชายแดนใต้
ช่วงปลายเดือน เม.ย. 2023 เจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเช่าแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.ปัตตานี รายงานข่าวขณะนั้นระบุว่าเจ้าหน้าที่พยายามให้ผู้นำหมู่บ้านและภรรยาเกลี้ยกล่อมให้ฮัยซัมที่อยู่ในบ้านออกมามอบตัว แต่ไม่สำเร็จ จากนั้นจึงเกิดการยิงตอบโต้กันระหว่างสองฝ่าย ทำให้ฮัยซัมถูกวิสามัญฆาตกรรมภายในบ้านเช่าในเวลาต่อมา
เหตุปะทะถูกไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กจากผู้ที่สังเกตการณ์อยู่รอบนอก แม่ของเขาซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุราว 30 กิโลเมตรจึงได้ทราบว่าลูกชายเสียชีวิตไปแล้ว เธอทำใจอยู่นานเพื่อประมวลข่าวร้ายที่ตนเองรับรู้ ขณะเดียวกันผู้คนจากทั้งหมู่บ้านก็มารวมตัวกันหน้าบ้าน เพื่อแสดงความอาลัยต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต
แม่ของฮัยซัมบอกว่าเธอตัดสินใจนั่งรถกู้ภัยของ อบต. เพื่อเดินทางไปรับศพลูกชาย แม้ภายในใจยังรับไม่ได้และพยายามปฏิเสธว่าฮัยซัมยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาพยายามเจรจากับเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าไปยังพื้นที่เกิดเหตุทีละจุด ๆ แต่เมื่อเห็นรถกู้ภัยอีกคันที่กำลังนำส่งศพไปยังโรงพยาบาลปัตตานี แม่ของฮัยซัมจึงขับตามรถดังกล่าวออกมา
อัสมาดี บือเฮง ผู้สื่อข่าวอิสระในพื้นที่ชายแดนใต้เป็นหนึ่งคนที่ติดตามไปสังเกตการณ์เหตุปะทะครั้งดังกล่าวด้วย เขาบอกบีบีซีไทยว่ามีคนจำนวนมากหลั่งไหลมาที่โรงพยาบาล เนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุอยู่ในตัวเมืองปัตตานีและยังอยู่ในช่วงเทศกาลรายอ ทำให้เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นที่สนใจของผู้คน
"เมื่อถึงโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ก็พยายามบอกว่ายังรับศพไปไม่ได้ ยังไม่ได้ชันสูตรพลิกศพ เหตุการณ์ชุลมุนอย่างมาก" เขาเล่าถึงความโกลาหลในวันนั้น "เจ้าหน้าที่พยายามพูดเป็นภาษาไทย ใช้ภาษามือ แต่พูดภาษามลายูไม่ได้ ก็เป็นปัญหาในการสื่อสารตอนนั้น"
โดยปกติแล้ว ศพผู้เสียชีวิตจากเหตุวิสามัญฆาตกรรมต้องเข้าสู่กระบวนการชันสูตรพลิกศพ โดยหนึ่งในขั้นตอนดังกล่าวคือการเก็บลายนิ้วมือและอัตลักษณ์บุคคล แต่การเข้าถึงที่เกิดเหตุนั้นใช้เวลา เนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องเคลียร์พื้นที่อย่างระมัดระวัง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีระเบิดติดตั้งอยู่ในบริเวณดังกล่าว รวมถึงตามตัวผู้เสียชีวิตเอง

นายซาฮารี เจ๊ะหลง ผู้สวมหมวกหลายใบ ไม่ว่าจะเป็นนักสื่อสารมวลชน, ผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของนายกัณวีร์ สืบแสง จากพรรคเป็นธรรม, ผู้ทำงานภาคประชาสังคม และผู้ก่อตั้งชมรมพ่อบ้านใจกล้าซึ่งช่วยระดมทุนช่วยเหลือครอบครัวผู้ถูกวิสามัญฯ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ได้ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยในฐานะหลังสุด เนื่องจากเขาได้พูดคุยกับหลายครอบครัวที่มีสมาชิกถูกวิสามัญฆาตกรรมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เขาบอกว่าโดยความเชื่อของศาสนาอิสลาม การนำศพไปทำพิธีให้เร็วที่สุดคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่ในพื้นที่นี้ก็มีชาวบ้านบางส่วนที่เชื่อว่าผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะคือ "ชาฮีด (มรณะสักขี)" ดังนั้นจึงไม่ต้องการให้ศพผ่านขั้นตอนใด ๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลงสภาพศพของผู้เสียชีวิตไปจากเดิม
ทั้งนี้ ชาฮีด หมายถึง ผู้ที่เสียชีวิตจากการปกป้องชีวิตครอบครัว ทรัพย์สิน ศรัทธา หรือผู้ต่อสู้เพื่อศาสนา หรือผู้ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม บางครั้งการเสียชีวิตจากภัยพิบัติบางอย่างก็อาจถูกนับเป็นชาฮีดได้
"ชาวบ้านบางคนก็เชื่อว่าถ้าเจ้าหน้าที่ได้ศพไป ศพต้องถูกนำไปผ่าพิสูจน์ต่าง ๆ ซึ่งมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อความเชื่อ ศพของชาฮีดจะไม่ถูกแตะต้องเลย เขาตายแบบไหนก็ให้อยู่ในสภาพนั้น แม้เจ้าหน้าที่จะบอกว่าขอแค่เก็บลายนิ้วมือ ชาวบ้านก็ไม่เชื่อเพราะพื้นที่นี้มีปัญหาเรื่อง trust (ความไว้ใจ) มันเป็นปัญหาเรื่องไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานของปัญหาอื่น ๆ ในพื้นที่มาอย่างยาวนาน" นายซาฮารี กล่าว

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/The Truth is Never Died
จากคลิปวิดีโอความยาวประมาณ 2.30 นาทีที่ถูกตัดต่อจากไลฟ์สดทางเฟซบุ๊ก บีบีซีไทยเห็นวัยรุ่นชายกลุ่มหนึ่งเข้าไปอุ้มศพนายฮัยซัมออกมาจากรถของเจ้าหน้าที่ ขณะที่แม่โผเข้าหาศพลูกชาย ซึ่งแม่ของฮัยซัมบอกกับบีบีซีไทยว่าเธอรูดซิปถุงใส่ศพลง เพื่อต้องการเห็นกับตาว่าผู้เสียชีวิตคือฮัยซัมจริงหรือไม่
โลกของเธอสลายเมื่อเห็นใบหน้าของผู้ตาย เธอไม่รับรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นรอบตัว รู้ตัวอีกทีเมื่อนั่งอยู่บนรถกระบะที่มีศพของลูกชายอยู่ข้าง ๆ จนกระทั่งมาถึงบ้านที่ อ.ปะนาเระ
ขณะทำพิธีกรรมตามความเชื่อศาสนา เธอรับรู้ว่ามีผู้คนราว 3,000 คนมารวมตัวกันเพื่อเคารพศพผู้ตาย ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่ใบหน้าที่เธอคุ้นเคยแม้แต่น้อย
หลังการตายของนายฮัยซัม 3 เดือน แม่และอัสมาดีได้รับแจ้งว่าถูกตั้งข้อหาร่วมกันต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ โดยมีพนักงานอัยการจังหวัดปัตตานีเป็นโจทก์

ในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาของสถานีตำรวจภูธรปัตตานีระบุว่า ผู้ต้องหากับพวก "ได้แย่งชิงศพนายฮัยซัม" โดยทางเจ้าหน้าที่ทหารพยายามห้าม และอธิบายว่าจำเป็นต้องเก็บลายนิ้วมือซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนการชันสูตรพลิกศพ แต่ผู้ต้องหาไม่สนใจและพวกของผู้ต้องหาพยายามง้างมือทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่
ขณะที่คำฟ้องของอัยการจังหวัดปัตตานีระบุว่าจำเลยทั้งสองคนกับพวกอีกจำนวนหลายคน ซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง "ได้บังอาจร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายโดยการใช้มือผลักและลำตัวดัน" เจ้าหน้าที่ที่กำลังยกศพของฮัยซัมลงจากรถตู้พยาบาล เพื่อนำไปยังอาคารตรวจและเก็บศพ
ทั้งอัสมาดีและแม่ของฮัยซัมปฏิเสธข้อกล่าวหา ด้านทหารพรานก็ยอมรับว่าจำใบหน้าคนผิด และบอกว่าอัสมาดีไม่ใช่ผู้ที่ง้างมือจะทำร้ายเจ้าหน้าที่
ชีวิตแม่ของฮัยซัมเปลี่ยนไปนับตั้งแต่นั้น เธอยังคงเศร้าโศกจากการสูญเสียลูกชาย แต่ความตายของเขาทำให้เธอเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายที่ตนเองไม่รู้จักและไม่พร้อมจะเผชิญกับขั้นตอนที่กินระยะเวลาหลายปี รวมถึงต้นทุนการต่อสู้ทางคดี ที่การเดินทางครั้งหนึ่งก็ใช้ค่าจ้างกรีดยางรายวันของครอบครัวไปจนหมดแล้ว

เมื่อเข้าสู่กระบวนการศาล เธอต้องถูกถามซ้ำ ๆ เกี่ยวกับการเสียชีวิตของลูกชาย เห็นภาพที่เกิดเหตุซ้ำ ๆ และเห็นภาพศพของฮัยซัมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อตอบคำถามแต่ละฝ่าย มันเหมือนไม่มีพื้นที่ให้เธอทำใจกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น
"ฉันเห็นรูปลูกชายที่นอนเป็นศพ ฉันหายใจไม่ออก ฉันรู้สึกเหนื่อย ไม่ไหวแล้ว อยากให้มันจบเสียที" แม่ของฮัยซัมเล่าถึงวินาทีที่ยอมรับสารภาพภายในศาล ขณะที่อัสมาดีบอกว่าเขาสังเกตเห็นความเหนื่อยล้าของเธออย่างเห็นได้ชัด
อัสมาดีปฏิเสธข้อกล่าวหาจนถึงนาทีสุดท้าย ขณะที่แม่ของฮัยซัมบอกผ่านเราว่า "ขอโทษอาวาน (ชื่อที่เธอเรียกอัสมาดี) แม่ก็แก่แล้ว ไม่ได้มีพลังต่อสู้เหมือนคนหนุ่ม แม่เหนื่อย"
"ลูกชายก็ตายไปแล้ว ยังจะมาเอาอะไรอีก" แม่ของฮัยซัมกล่าวกับบีบีซีไทย เมื่อเราถามว่ามีความในใจใด ๆ ต่อกระบวนการยุติธรรมที่กำลังดำเนินไปหรือไม่
"ให้การตัดสินความผิดของเรา เป็นเรื่องระหว่างเรากับพระเจ้า" เธอบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
วันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา ศาลปัตตานีพิพากษายกฟ้องนายอัสมาดี โดยศาลระบุว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอว่าจำเลยกระทำผิดจริง ส่วนแม่ของฮัยซัมถูกพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับเป็นเงิน 10,000 บาท แต่จำเลยรับสารภาพ จึงลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 6 เดือน ปรับเป็นเงิน 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี
เหตุใดผู้คนสรรเสริญผู้เสียชีวิตจากเหตุวิสามัญฆาตกรรมในฐานะ "ชาฮีด" ?
หลังการตายของฮัยซัม ยังเกิดเหตุปิดล้อมและปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า "ผู้ก่อการร้าย" อีกหลายครั้ง
ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้าปิดล้อมพื้นที่หมู่ 3 บ.จาเราะกาดง ต.ห้วยกระทิง อ.กรงปินัง จ.ยะลา ซึ่งต่อมาพบว่าผู้ต้องสงสัยก่อเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้เสียชีวิตจำนวน 4 คนในจุดปะทะ
ในจำนวนดังกล่าวพบว่าเป็นผู้มีหมายจับจำนวน 3 คน และไม่มีหมายจับจำนวน 1 คน แต่ไม่ว่าทั้งหมดได้ถูกทางการไทยระบุความผิดในอดีตและปัจจุบันไว้อย่างไรก็ตาม พวกเขากลับได้รับการสรรเสริญจากชาวบ้านที่ไปร่วมงานเคารพศพอย่างคับคั่ง
ภาพในไลฟ์สดของสำนักข่าววาร์ตานี (Wartani) สื่อท้องถิ่นที่ติดตามสถานการณ์ปิดล้อมตลอดทั้งวัน ถ่ายทอดให้เห็นภาพของผู้คนที่ตะโกนสรรเสริญพระเจ้าตามความเชื่อของศาสนาอิสลาม พร้อมกับกล่าวคำว่า Merdeka (เมอร์เดกา) ที่แปลว่า "เอกราช" ด้วยเสียงอันดัง ฮึกเหิม ทรงพลัง
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Facebook เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Facebook และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Facebook ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด Facebook โพสต์
รับชม: ไลฟ์สดพิธีศพของผู้ถูกวิสามัญฯ โดยสำนักข่าววาร์ตานี เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2025

"ขบวนแห่ศพยาวสุดลูกหูลูกตาจากโรงพยาบาลไปจนถึงบ้านของผู้ตาย และจากบ้านของผู้ตายไปยังกุโบร์ (สถานที่ฝังศพของชาวมุสลิม)" นายรุสลาน มูซิ บรรณาธิการบริหารสำนักข่าววาร์ตานีบอกกับบีบีซีไทย
"ไม่ใช่ทุกคนที่ไปร่วมงานศพจะเป็นแนวร่วมกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ เราไม่สามารถเหมารวมเช่นนั้นได้" นายซาฮารี บอก "มันมีความซับซ้อนมากกว่านั้น ด้วยธรรมเนียมความเชื่อทางศาสนา และบริบทเฉพาะของพื้นที่ที่นี่"
ด้านนายรอมซี ดอฆอ ประธานสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (CAP) ซึ่งเป็นอิหม่ามในพื้นที่ จ.ยะลา ด้วย อธิบายกับบีบีซีไทยว่าตามความเชื่อของชาวมุสลิม มีธรรมเนียมที่ระบุว่าหากมีคนในครอบครัวหรือคนรู้จักเสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิตด้วยเหตุใดก็ตาม ชาวมุสลิมจะต้องไปเยี่ยมเยียนผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย โดยถือว่าเป็น "สุนัต" ซึ่งหมายถึงข้อบังคับที่ส่งเสริมให้ปฏิบัติ "เพื่อให้ครอบครัวได้บรรเทาความโศกเศร้าเสียใจ และก็ถือว่าได้บุญด้วย"
นอกจากนี้ ชาวมุสลิมยังถือว่าการส่งศพเป็น "บารอกัต" อันหมายถึงการได้รับพรจากพระเจ้า หรือสิ่งที่นำมาซึ่งความดีและความเจริญ
ทว่า บริบทของจังหวัดชายแดนใต้นั้นแตกต่างกันออกไป มีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งที่เข้าร่วมพิธีศพของผู้เสียชีวิตจากเหตุวิสามัญฯ ด้วยความเชื่อว่าพวกเขาคือ "นักรบ" ที่ควรได้รับการสรรเสริญ

ที่มาของภาพ, BBC THAI/ROMZEE DOKHOR
รอมซีตั้งข้อสังเกตว่าคนส่วนใหญ่มักคิดว่าจุดเริ่มต้นความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้คือปี ค.ศ. 2004 (พ.ศ. 2547) ทำให้ไม่เห็นบริบททางประวัติศาสตร์ที่สืบเนื่องมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งหนุนให้คนจำนวนหนึ่งผันตัวเป็นนักรบ
"ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 200 ปีที่แล้ว ที่นี่เป็นพื้นที่ที่มีคนมลายูนับถือศาสนาอิสลามปกครองอยู่ มีชื่อในสมัยนั้นว่าปาตานี แต่สุดท้ายแล้วได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐสยามขณะนั้นในฐานะประเทศราช โดยยังมีอำนาจการปกครองอยู่ ซึ่งเกิดขึ้นช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ทำให้เกิดการต่อสู้และทำสงครามกันต่อเนื่องกันมา จนกระทั่งเข้ามาสู่การผนวกอย่างสมบูรณ์ช่วง ค.ศ. 1902 – 1909 (สมัยรัชกาลที่ 5) อำนาจของราชาปาตานีได้สิ้นสุดลง ยะลา ปัตตานี นราธิวาส กลายเป็นจังหวัด ๆ หนึ่ง ขณะที่พื้นที่ที่เหลือกลายเป็นอำเภอใน จ.สงขลา" เขาอธิบาย

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายรอมซีกล่าวต่อว่า ความเชื่อของชาวมลายูมุสลิมจำนวนหนึ่งจึงเชื่อว่าที่นี่คือ "ดินแดนแห่งสงคราม" หรือ "ดารุลฮัรบี" และการทวงดินแดนปาตานีกลับคืนมานั้นคือข้อบังคับทางศาสนาแบบ "วาญิบ ฟัรดูอีน (ข้อบังคับ)"
"พอเป็นวาญิบ ฟัรดูอิน มันจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องแบกภารกิจนี้ จนกว่าจะได้ดินแดนกลับคืนมา" เขาอธิบายว่าเหตุใดจึงเกิดนักรบขึ้นในพื้นที่นี้
"มันเลยทำให้ความขัดแย้งหรือสงครามดำเนินยืดเยื้อเรื่อยมา มีการส่งต่อ [ความคิด] กันมาเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังไม่มีข้อตกลงหรือข้อสรุปที่เป็นที่ยอมรับตามความเชื่อของศาสนา มันก็จะมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ยังคงมีความเชื่อ ศรัทธา กับแนวคิดนี้" ซึ่งขัดกับแนวคิดของรัฐไทยที่ระบุในรัฐธรรมนูญว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้
นายรอมซีชี้ให้เห็นว่าด้วยแรงขับเคลื่อนเช่นนี้ ทำให้เกิดผู้มีความเชื่อเลือกจับอาวุธเพื่อต่อสู้กับรัฐไทย ซึ่งเขาตั้งข้อสังเกตว่ามักเลือกจบชีวิตในเหตุปะทะปิดล้อม มากกว่าเลือกมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ เนื่องจากมองว่าเป็นการเสียชีวิตแบบ "ชาฮีด" หรือแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "มรณะสักขี"
เขาอธิบายว่า การตายแบบชาฮีดนั้นมีสิทธิพิเศษหลายอย่างด้วยกัน เช่น เชื่อกันว่าเป็นความตายที่แทบไม่มีความเจ็บปวดทรมาน บาปที่เขาได้กระทำมาตั้งแต่เกิดจะได้รับการอภัยโทษโดยพระเจ้า และผู้ตายแบบชาฮีดยังสามารถให้สิทธิพิเศษแก่คนในครอบครัวหรือคนที่เขาเลือกจำนวน 70 คน ให้หลุดพ้นจากนรกภูมิในโลกหน้าได้ด้วย
ส่งผลให้นอกจากเครือญาติที่เข้าร่วมพิธีศพของผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่าผู้เสียชีวิตจากเหตุวิสามัญฯ เป็นผู้ตายแบบชาฮีด จึงได้พากันหลั่งไหลมาเข้าร่วมพิธีกรรมเป็นจำนวนมาก ด้วยความหวังว่าอาจได้รับเลือกให้เป็นผู้ได้รับสิทธิพิเศษดังกล่าว

ที่มาของภาพ, WARTANI
ด้านนายซาฮารี กล่าวเสริมว่า ผู้คนเชื่อว่าการตายแบบชาฮีดนั้นมีผลบุญสูงกว่าการตายแบบปกติหลายสิบเท่า พวกเขา "จึงพากันไปร่วมงานเพราะอยากได้ผลบุญ" ด้วย
"ประกอบกับคนที่ไปร่วมงานบางส่วนก็มีความรู้สึกร่วมบางอย่าง บางคนอาจมีประสบการณ์โดนกระทำจากเจ้าหน้าที่มาก่อน ด้วยอารมณ์ร่วมตรงนี้ จึงชักชวนกันไปร่วมงาน ดึงดูดผู้คนได้จำนวนมาก มันมี impact (ส่งผลกระทบ) อย่างมาก" ผู้ก่อตั้งกลุ่มพ่อบ้านใจกล้า กล่าว
ในวิดีโอไลฟ์สดของสำนักข่าววาร์ตานีเมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา ยังทำให้เห็นว่า นอกจากขบวนแห่ศพจากโรงพยาบาลมายังบ้านนั้นทอดยาวสุดลูกหูลูกตาแล้ว ทว่า ก่อนนำศพไปฝังที่กุโบร์ บรรดาผู้ชายที่แบกศพผู้เสียชีวิตได้พากันตั้งแถวทำความเคารพด้วยการทำท่าวันทยาหัตถ์ พร้อมกับกล่าวคำสรรเสริญพระเจ้า และตะโกนคำว่า Merdeka ต่อเนื่องอย่างพร้อมเพียง ระหว่างนำศพผู้ถูกวิสามัญฯ ไปยังสุสาน

ที่มาของภาพ, WARTANI
เดิมทีคำว่า Merdeka หรือ Patani Merdeka (ปาตานี เมอร์เดกา แปลว่า เอกราชปาตานี) ปรากฏในลักษณะการประท้วงเชิงสัญลักษณ์มาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบป้ายผ้า หรือการพ่นสีตามสถานที่ต่าง ๆ แต่แทบไม่มีครั้งใดเลยที่ปรากฏตัวผู้ลงมือให้เห็น
แต่กระนั้นในขบวนแห่ศพของผู้เสียชีวิตดังกล่าว ผู้คนจำนวนหนึ่งกลับกล้าตะโกนคำดังกล่าวออกมาโดยไม่ปิดบังอัตลักษณ์ตัวตนแต่อย่างใด ทั้งที่มีกล้องโทรศัพท์มือถือจำนวนหนึ่งถ่ายทอดสดพิธีกรรมดังกล่าวอยู่
ขณะเดียวกันก็มีการตัดต่อทำเป็นคลิปสั้น เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์อีกทอดหนึ่ง ทำให้เนื้อหาดังกล่าวเข้าถึงผู้ชมเป็นวงกว้างมากขึ้น เช่น บนติ๊กตอก (Tik Tok) และเฟซบุ๊ก
"รัฐมองว่าผู้ที่ตายเป็นอาชญากรทั่วไป แต่ตรงกันข้าม ชาวบ้านบางส่วนมองว่าคนพวกนี้เป็นชาฮีด ทำงานรับใช้พื้นที่ รับใช้สังคม รับใช้ศาสนา ต่อสู้เพื่อมาตุภูมิ ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม เขาจึงเป็นวีรบุรุษ เป็นคนที่กล้าลุกขึ้นมาสู้กับรัฐ จนกระทั่งพลีชีพตัวเอง พวกเขาจึงรู้สึกภาคภูมิใจ เพราะพวกเขาเองไม่มีความกล้าเช่นนั้น" นายซาฮารีกล่าว
ในฐานะที่เป็นคนจังหวัดชายแดนใต้โดยดั้งเดิมและทำงานสื่อในพื้นที่นี้มาร่วมสิบปี นายรุสลาน บก.บห. สำนักข่าววาร์ตานีบอกว่า การสรรเสริญผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะนั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2547 แต่ด้วยข้อจำกัดของอุปกรณ์ทำสื่อที่ไม่ทันสมัยเท่าปัจจุบันนี้ ทำให้ไม่มีภาพดังกล่าวเผยแพร่ออกไปเป็นวงกว้าง
"ในตอนแรกเป็นการกล่าวสรรเสริญพระเจ้าเท่านั้น เพราะชาวบ้านส่วนหนึ่งถือว่าเขาตายในฐานะชาฮีด" เขาบอก และอธิบายต่อว่าช่วงไม่กี่ปีให้หลังมานี่เองที่เขาและทีมงานเริ่มสังเกตเห็นว่ามีการกล่าวคำว่า Merdeka ในขบวนแห่ศพของผู้เสียชีวิตจากเหตุวิสามัญฆาตกรรม
การตะโกน "Merdeka" ในพิธีศพ สะท้อนอะไร

ที่มาของภาพ, WARTANI
ความรู้สึกร่วมที่ท่วมท้นจนทำให้ผู้คนกล้าตะโกนว่า Merdeka โดยไม่ปิดบังใบหน้าในพิธีศพนั้น ถูกตีความโดยฝ่ายต่าง ๆ หลายแง่มุม
รุสลาน บก.บห. สื่อวาร์ตานี บอกกับบีบีซีไทยว่าการตะโกนคำดังกล่าวเป็นทั้งคำสรรเสริญผู้ตายในฐานะชาฮีด รวมถึงสะท้อนแนวคิดของผู้ที่เปล่งถ้อยคำนี้ออกมา ซึ่งรุสลานตั้งข้อสังเกตว่ามักเป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ ซึ่งเขามองว่าส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์ชุมนุมของคนรุ่นใหม่ในกรุงเทพมหานครช่วงปี 2020-2021 ทางอ้อม
"เท่าที่เราดูพวกเขากล้ามาก ไม่ได้แคร์สิ่งที่จะโดนหลังจากนี้ เขาอยากพูดแบบนี้ อยากทำแบบนี้ เพราะคนแก่ ๆ ก็เริ่มทยอยตายไปแล้วในปัจจุบัน ขณะที่คนรุ่นใหม่ต้องการสร้างอนาคต มันจึงไม่แปลกที่เห็นว่าพวกเขาแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่าพวกเขาต้องการอะไร"
"มันเป็นสิทธิของเขาหากจะมองว่าผู้เสียชีวิตเป็นวีรชน เหมือนทหารที่ตายไปแล้วครอบครัวก็มองว่าเขาเป็นวีรชนทำเพื่อไทย มันก็เป็นสิทธิของแต่ละคนว่าจะมองอย่างไร ต่างฝ่ายก็มองว่าคนของตัวเองเป็นนักรบ" รุสลาน กล่าว
ด้านรอมซีมองว่าการตะโกน "ปาตานีเอกราช" ในพิธีศพอย่างเปิดเผยนั้น ทางรัฐไทยเองก็ไม่ได้ชอบใจนัก และพยายามสกัดกั้นไม่ให้เกิด pattern (รูปแบบ) เช่นนี้ แต่ติดตรงที่ว่าทุกครั้งที่รัฐเปิดปฏิบัติการทหารในพื้นที่ มันกลับช่วยขยายแนวร่วมให้กับอีกฝ่าย "เพราะการเสียชีวิตถูกมองว่ามีเกียรติมากขึ้น เป็นแรงขับให้คนเข้าร่วมขบวนการมากขึ้น"
เขาชี้ว่าการแสดงออกของผู้คนยังเป็นปรอทวัดอุณหภูมิในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งการพูดคุยสันติสุขอยู่ในสภาพสุญญากาศ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ยังไม่ได้แต่งตั้งคณะเจรจาชุดใหม่ ขณะที่ทางขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือบีอาร์เอ็น (Barisan Revolusi Nasional – BRN) ออกแถลงการณ์ให้ไทยตั้งคณะเจรจาชุดใหม่ขึ้นมา
แม่ทัพภาค 4 ระบุพื้นที่ชายแดนใต้ "ไม่ใช่ดินแดนสงคราม" ที่นี่ไม่มีการสรรเสริญ "นักรบชาฮีด"

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/พลโทไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4
พลโทไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 ชี้แจงกับบีบีซีไทยว่าหลายครั้งกลุ่มคนร้ายเลือกใช้ความรุนแรงตอบโต้เจ้าหน้าที่ ส่งผลให้เกิดการปะทะและการสูญเสีย เมื่อมีการแห่ศพในพื้นที่ บางกลุ่มพยายามนำเสนอว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่สงคราม เพื่อสร้างมวลชนและสนับสนุนแนวคิดว่าผู้เสียชีวิตเป็น "นักรบชาฮีด" ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
"อดีตท่านจุฬาราชมนตรีก็ได้ฟัตวา (วินิจฉัย) แล้วว่าพื้นที่นี้ไม่ใช่ดินแดนดารุลฮัรบี (ดินแดนแห่งสงคราม) แต่เป็นดารุสสลาม (ดินแดนแห่งสันติภาพ) ด้วยซ้ำไป" แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว "แต่ว่าขบวนการต่าง ๆ พยายามนำเสนอ ปลุกปั่นว่าที่นี่เป็นพื้นที่สงคราม เพื่อให้เกิดความสูญเสีย เป็นนักรบชาฮีดต่าง ๆ แล้วเวลาแห่ศพแล้วจะได้บุญ"
บีบีซีไทยพบคำชี้แจงตอนหนึ่งของสำนักจุฬาราชมนตรีที่ระบุว่า ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนหนึ่งเกิดจากการอ้างคำอธิบายทางศาสนา กล่าวคือ ผู้ก่อความไม่สงบปลูกฝังความคิดว่าประเทศไทยเป็น "ดินแดนสงคราม"
"ดังนั้น การต่อสู้ของพวกเขาจึงมีความชอบธรรมในทางอิสลาม แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการอธิบายที่มีความคลาดเคลื่อนและห่างไกลจากบทบัญญัติศาสนาอิสลามโดยสิ้นเชิง เพราะรัฐบาลไทยให้หลักประกันในสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาและการประกอบศาสนกิจแก่คนมุสลิมอย่างเท่าเทียม และถือว่าการทำร้ายผู้บริสุทธิ์เป็นบาปใหญ่ตามหลักการศาสนาอิสลาม" สำนักจุฬาราชมนตรี ระบุ
อย่างไรก็ตาม คนบางกลุ่มในพื้นที่ชายแดนใต้ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยนี้ เนื่องจากมองว่าจุฬาราชมนตรีเป็นกลไกหนึ่งของรัฐไทย
ทั้งนี้ องค์การความร่วมมืออิสลาม หรือ โอไอซี (OIC) ก็ระบุด้วยว่าพื้นที่ชายแดนใต้ไม่ใช่พื้นที่สงครามแต่อย่างใด
"การแห่ศพและการไลฟ์สดต่าง ๆ ก็เพราะต้องการสร้างมวลชนของกลุ่มขบวนการ เพราะในอดีตมีการสร้างมวลชนด้วยการบิดเบือนในโรงเรียนเป็นอันดับแรก แต่เมื่อเรารับรู้แล้วเข้าดำเนินการ ก็มีน้อยลง" พลโทไพศาลระบุ และชี้ให้เห็นว่าทางขบวนการเปลี่ยนมาใช้สื่อสังคมออนไลน์โดยมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเยาวชนมากขึ้น เพื่อดึงเป็นแนวร่วมมากขึ้น
ถึงแม้แม่ทัพภาคที่ 4 ไม่ได้เจาะจงการไลฟ์สดของใคร แต่ทางสื่อวาร์ตานีบอกว่าพวกเขารายงานข้อเท็จจริงในพื้นที่ และไม่ได้เชิญชวนให้ผู้คนมาเข้าร่วมพิธีกรรม ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากคลิปไลฟ์สดที่พวกเขารายงาน
"ถึงพวกผมไม่ไลฟ์ ชาวบ้านก็ไลฟ์สดกันเองได้ ซึ่งพวกเขาทำอยู่แล้ว" บก.บห. ของสำนักข่าววาร์ตานี กล่าว ทั้งนี้ ตัวเขาเองถูกตั้งข้อหาขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่จากการไลฟ์สดเหตุวิสามัญฯ ใน อ.ธารโต จ.ยะลา ปี 2566 หรือที่รู้จักในชื่อว่า "กรณีแย่งศพธารโต" ด้วย
พลโทไพศาลเน้นย้ำว่าฝ่ายความมั่นคงจะพยายามสร้างความเข้าใจให้ประชาชนในพื้นที่มากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้คนนอกเข้ามาปลุกปั่นยุยง
สำหรับคลิปสั้นซึ่งแสดงให้เห็นการสรรเสริญผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะ บ้างเป็นคลิปที่ถูกตัดจากไลฟ์สดแล้วนำไปเผยแพร่ในติ๊กตอกหรือสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ บ้างเป็นคลิปที่เจ้าของบัญชีถ่ายด้วยตัวเอง
ทางแม่ทัพภาคที่ 4 บอกว่าคลิปเหล่านี้ส่งผลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ โดยเฉพาะส่วนที่เผยแพร่ในกลุ่มของขบวนการที่ต้องการให้ผู้ติดตาม "เกิดความเข้าใจผิดว่าเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรง ทั้งที่จริงแล้ว เจ้าหน้าที่กำลังบังคับใช้กฎหมาย"
นอกจากนี้ เขายังมองว่าคลิปสั้นดังกล่าวที่เผยแพร่ไปนั้น เป็นความพยายามหนึ่งในการสร้างมวลชน ด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริงลงไปในเนื้อหาคลิปต่าง ๆ แต่เขาก็กำชับว่าตนเอง "ไม่ได้กังวล" แต่ "จะสร้างความเข้าใจกับประชาชน" เพิ่มมากขึ้น
กังวลพบเด็กและเยาวชนร่วมขบวนแห่ศพมากขึ้น
น.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ ผู้ก่อตั้งสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ชายแดนใต้ ตั้งข้อสังเกตว่าตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา มีจำนวนเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมพิธีแห่ศพเพิ่มขึ้น ซึ่งเธอเห็นว่ามันอาจเป็นกระบวนการที่นำไปสู่การชักชวนและปลูกฝังแนวคิดบางอย่างแก่เด็กและเยาวชน
"เรามองว่ามันเป็นการ recruited (เกณฑ์คนเข้าไปใหม่) แต่คนอื่นมองว่าเป็นการนาวะ (เยี่ยมบ้านผู้เสียชีวิต) ซึ่งเราคิดว่าไม่ได้ถูกต้องเสมอไป เรามองว่ามันเป็น pattern (รูปแบบ) ที่นำไปสู่การเห็นอกเห็นใจผู้ใช้ความรุนแรง เพราะผู้เสียชีวิตก็ใช้อาวุธตอบโต้เจ้าหน้าที่ ซึ่งถือว่าเป็นความรุนแรง เช่นเดียวกับการใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่" เธอบอก
ด้าน พลโทไพศาล แม่ทัพภาคที่ 4 ชี้แจงว่า งานสำคัญของฝ่ายความมั่นคงมีสองเรื่องหลัก คือการควบคุมพื้นที่ไม่ให้เกิดเหตุร้าย และการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะการติดตามกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่มีหมายจับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
เขายืนยันว่าการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่เป็นไปด้วยความโปร่งใส และอยู่ภายใต้กฎหมาย เช่น
พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565

ที่มาของภาพ, WARTANI
อัญชนากล่าวต่อว่าในบางพิธีกรรม มีการตั้งแถวเคารพศพในลักษณะที่คล้ายกับการเชิดชูผู้เสียชีวิตในฐานะนักรบ ซึ่งอาจทำให้เด็กซึมซับและเข้าใจว่าการต่อสู้ด้วยความรุนแรงเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับด้วย และนำไปสู่การปฏิเสธกฎหมายในที่สุดได้
"หลังสุดคือมีภาพเด็กตัวเล็ก ๆ ยืนอยู่ ขณะที่มีการทำ salute (วันทยหัตถ์) ผู้ตาย แล้วก็มีภาพวัยรุ่นไปปล่อยลมล้อรถเพื่อไม่ให้รถพยาบาลเอาศพออกไปได้ หรือพากันไปยกศพออกมาเพื่อไม่ให้ผ่านการพิสูจน์ มันก็เริ่มเห็นพฤติกรรมการปฏิเสธกฎหมาย แล้วก็มีอินฟลูเอนเซอร์ (influencer) มาไลฟ์สด ในมุมมองผู้สังเกตการณ์ นี่ไม่ใช่การนาวะของคนทั่วไป มันมี process (ขั้นตอน) บางอย่างให้ผู้สนับสนุนขบวนการเข้ามาร่วมพิธีกรรม ผ่านการเชิญชวนตามชุมชน หมู่บ้าน และเครือข่าย"
ผู้ก่อตั้งสมาคมด้วยใจฯ แสดงความกังวลว่า หากไม่มีใครอธิบายให้เด็กเข้าใจถึงสาเหตุของการเสียชีวิตของบุคคลเหล่านี้ เด็กอาจเข้าใจผิดว่าการต่อสู้ด้วยความรุนแรงเป็นสิ่งที่สมควรทำ นอกจากนี้ การให้เด็กเห็นและมีส่วนร่วมในพิธีกรรมดังกล่าว อาจทำให้พวกเขาคุ้นชินกับความรุนแรง และนำไปสู่การเข้าร่วมขบวนการติดอาวุธในอนาคตได้
หากชุมชนและสังคมในพื้นที่ไม่ตระหนักถึงปัญหานี้ และไม่ยอมรับว่าการแห่ศพเป็นเครื่องมือหนึ่งของการชักชวนคนเข้าร่วมขบวนการติดอาวุธ มันก็จะทำให้จังหวัดชายแดนใต้ยังคงวนเวียนอยู่ในวัฏจักรของความรุนแรง
เธอยังชี้ว่า ปัจจุบันจำนวนผู้ถูกวิสามัญที่มีอายุลดลงมาอยู่ในช่วง 20-30 ปี แทนที่จะเป็น 35-45 ปีเช่นในอดีต สะท้อนให้เห็นว่ามีการดึงเยาวชนเข้าสู่ขบวนการมากขึ้น และหากไม่มีมาตรการในการป้องกันหรือแก้ไขปัญหานี้ มันจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
"สิ่งแวดล้อมที่มีแต่การใช้ความรุนแรง ไม่อาจบรรจุสันติภาพลงไปได้ สังคมก็จะไม่พัฒนา ไม่เติบโต เพราะเด็กถูกผลักไปเข้าร่วมกองกำลัง อันนี้คือความน่ากลัว ยังไม่นับรวมสัมพันธภาพในครอบครัวของอีกกี่บ้านที่ต้องสูญเสียสมาชิกไป" อัญชนา กล่าว

จากสถิติที่สมาคมด้วยใจฯ เก็บรวบรวม พบว่าจำนวนผู้ถูกวิสามัญฆาตกรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้กลับมาเพิ่มสูงขึ้นในช่วงปี 2020-2021 ซึ่งเกิดการระบาดของโควิด-19 จากนั้นตัวเลขค่อย ๆ ลดลงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา น.ส.อัญชนามองว่านี่เป็นแนวโน้มที่ดีขึ้น เพราะโดยส่วนตัวเธอมองว่าการวิสามัญฯ "ไม่ใช่การสังหารบุคคล แต่เป็นการตัดตอนกระบวนการยุติธรรมโดยสิ้นเชิง เพราะผู้ถูกวิสามัญไม่ได้รับโอกาสพิสูจน์ตัวเองภายใต้กระบวนการยุติธรรมปกติ"
ทว่า นายซาฮารี เจ๊ะหลง กลับเห็นต่าง เขามองว่าเมื่อปีที่แล้วมีผู้ถูกวิสามัญฯ ไปทั้งหมด 8 คน แต่ล่าสุดเปิดปี 2025 มาได้เพียงเดือนเดียวกลับพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการถูกวิสามัญฯ ไปแล้ว 4 คน ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของปีที่แล้ว
ด้านแม่ทัพภาคที่ 4 ยืนยันว่า ฝ่ายความมั่นคงปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมาย มีความโปร่งใส และใช้หลักกฎหมายเป็นที่ตั้ง
เมื่อมีปฏิบัติการ ทางเจ้าหน้าที่จะเชิญผู้นำท้องถิ่น เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ผู้นำศาสนา หรือญาติของบุคคลเป้าหมายเข้ามาร่วม เพื่อให้กระบวนการเป็นที่ยอมรับ และเปิดโอกาสให้ผู้ต้องสงสัยมามอบตัว
"เราใช้กฎหมายต่าง ๆ เกลี้ยกล่อม เพื่อให้เขามามอบตัวและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หลายครั้งนะครับที่ฝ่ายตรงข้ามมาปลุกปั่น สร้างอุดมการณ์ต่าง ๆ ให้คนพยายามออกมาใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ ก็เลยเกิดความสูญเสียขึ้น แต่ขอให้เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการตามกฎหมาย จากเบาไปหาหนัก เพื่อให้โอกาสบุคคลต่าง ๆ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม" แม่ทัพภาคที่ 4 ชี้แจงผ่านบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, ANCHANA HEEMMINA/BBC THAI
นายซาฮารีมองว่าอีกเหตุผลหนึ่งที่แนวร่วมเลือกตอบโต้กับเจ้าหน้าที่จนนำไปสู่การวิสามัญฯ มากกว่าจะยอมมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ ไม่ได้มีแรงขับจากอุดมการณ์เท่านั้น
"การแห่ศพเป็นแค่ปรากฏการณ์ มันเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง สาเหตุคือกระบวนการยุติธรรมที่ทำให้คนไม่เชื่อมั่นว่าพวกเขาจะต่อสู้ตามกระบวนการได้ พอไม่เชื่อมั่น ก็เลือกไปเข้ากับขบวนการที่มีอุดมการณ์อยู่แล้ว พอเข้ากับขบวนการที่มีอุดมการณ์เรื่องเอกราช เขาก็เลือกต่อสู้กับรัฐ มันก็เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ไม่รู้จบ รัฐควบคุมไม่ได้หรอก ถึงแม้รัฐจะมีศักยภาพทุกอย่างที่ทำให้เรื่องจบภายในกี่ปี ๆ ก็ตาม แต่ขณะเดียวกันอีกฝ่ายก็สามารถ recruited คนจากเหตุการณ์ที่รัฐไปละเมิดสิทธิ สามารถดึงเป็นสมาชิกมากได้ตามที่เขาต้องการทุกปี ๆ คนที่เสียชีวิตไปก็สร้างคนใหม่ขึ้นมา เพราะว่าเอาประวัติศาสตร์บาดแผลที่เกิดจากการกระทำของรัฐมาเป็นเงื่อนไขในการดึงดูดคนเข้าไป"
ซาฮารีมองว่าปัญหาเหล่านี้กลับไปยังสาเหตุหนึ่งเดียว นั่นคือจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ตามหลักมาตรฐานสากลให้ได้
"ซึ่งจะเอื้อให้คุยทุกเรื่องได้ในพื้นที่ทางการเมือง มีรัฐธรรมนูญที่เปิดกว้างมากที่สุด โอบรับทุกความหลากหลายในประเทศ จากนั้นปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ความยุติธรรมกับทุกคนอย่างเท่าเทียม" เขาบอกกับบีบีซีไทย












