เปิดสถิติ นักกิจกรรมภาคใต้ถูกฟ้องปิดปาก (SLAPP) หรือไม่ กองทัพชี้แจงอย่างไร

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/ยะลาปลดแอก
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD) เปิดเผยสถิติจำนวนนักกิจกรรมภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ซึ่งถูกดำเนินคดีที่เข้าข่ายฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ในช่วงปี 2561 – 2566 ว่ามีจำนวนอย่างน้อย 39 คน แบ่งออกเป็น ผู้ชาย 30 คน และผู้หญิง 9 คน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ทำกิจกรรมการแสดงออกทางการเมืองอย่างน้อย 22 คน
พร้อมกันนี้ นายอับดุลเลาะ เงาะ ประธานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD) ตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าหน้าที่รัฐเริ่มมองว่าการแห่ศพผู้ที่ถูกวิสามัญฆาตกรรมในชายแดนใต้ได้กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวต่อรัฐ จนนำไปสู่การตั้งข้อหาผู้ไลฟ์สดเหตุการณ์แห่ศพและแย่งศพในเวลาต่อมา
ขณะที่ พ.อ.เอกวริทธิ์ ชอบชูผล โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันกับบีบีซีไทยว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนตามกฎหมาย รัฐไม่เคยใช้กระบวนการฟ้องร้องเพื่อปิดปากใคร หากบริสุทธิ์ใจก็ให้ไปพิสูจน์กันในชั้นศาล เพราะกฎหมายจะให้ความยุติธรรมกับทุกคน
SLAPP คืออะไร
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ระบุว่า SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) คือ การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อต่อต้านการมีส่วนร่วมของสาธารณชน หมายถึง การใช้กระบวนการทางกฎหมายหรือการฟ้องร้องกลั่นแกล้งเพื่อปิดปาก โดยมุ่งหวังสร้างภาระให้แก่บุคคลในการต่อสู้คดี มากกว่าเพื่อการร้องขอความยุติธรรม โดยส่วนใหญ่นักกิจกรรมหรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชน มักถูกเจ้าหน้าที่รัฐหรือเอกชนฟ้องด้วยข้อกล่าวหา หมิ่นประมาท ฯลฯ
22 คน ถูกตั้งข้อหาจากการแสดงออกทางการเมือง
ในจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีจำนวนอย่างน้อย 22 คน ส่วนใหญ่มาจากคดีการชุมนุมคาร์ม็อบที่จัดขึ้นช่วงปี 2564 ที่จังหวัดยะลาและปัตตานี ซึ่งเป็นการชุมนุมเพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นการเคลื่อนไหวในส่วนภูมิภาคที่ต้องการสนับสนุนการชุมนุมในกรุงเทพฯ ของกลุ่มที่เรียกตนเองว่า “กลุ่มราษฎร” ซึ่งมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ ให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก ยุบสภา และร่างรัฐธรรมนูญใหม่
นักกิจกรรมที่ออกมาชุมนุมคาร์ม็อบในจังหวัดชายแดนใต้ส่วนใหญ่เผชิญกับข้อหา ละเมิด พ.ร.ก.การบริหารราชการฉุกเฉินฯ จากสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ที่ห้ามชุมนุมรวมกันมากกว่า 5 คน ขึ้นไป รวมถึงข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องเสียงหรือกีดขวางการจราจร
นอกจากนี้ ยังมีกรณีกลุ่มนักศึกษา มอ.ปัตตานี ที่เปิดตัวในนาม “"ขบวนนักศึกษาแห่งชาติ" (Pelajar Bangsa) ซึ่งเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา ได้จัดกิจกรรมจำลองการลงประชามติว่า "คุณเห็นด้วยกับสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองหรือไม่ ที่จะให้ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย" เพื่อแสดงออกถึงสิทธิการกำหนดชะตากรรมตนเอง หรือ Rights to self-determination (RSD) ผ่านประชามติซึ่งเป็นสิทธิของประชาชน
งานดังกล่าวจัดขึ้นในวงเสวนาประเด็น "สิทธิการกำหนดอนาคตตนเอง (Self Determination) กับสันติภาพปาตานี" โดยนักวิชาการและนักกิจกรรมทางการเมือง ที่คณะรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/Pelajar Bangsa
ต่อมาปรากฏว่า พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ปัตตานี เพื่อยื่นหนังสือกล่าวโทษนักศึกษา นักวิชาการ และนักกิจกรรมทั้งหมดว่าอาจเข้าข่ายมีความผิดต่อรัฐธรรมนูญ รวมทั้งความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 116 ในข้อหายุยงปลุกปั่น
โดยในแถลงการณ์ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าระบุว่า พวกเขาเคารพความแตกต่างหลากหลายภายใต้พหุวัฒนธรรม พร้อมกับส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก แต่การพูดถึงเป้าหมายในการแบ่งแยกดินแดนหรือความต้องการเอกราช เป็นการละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มิอาจทำได้ และยืนยันว่าการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ใช่การฟ้องเพื่อปิดปาก หรือ SLAPP
กรณีระดมทุนเพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม 9 คน
ในเดือน มี.ค. 2566 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ (DSI) เข้าตรวจค้นบ้านนายซาฮารี เจ๊ะหลง นักกิจกรรมทางการเมืองและบรรณาธิการสื่อที่ชื่อ The Motive เนื่องจากนายซาฮารีและเพื่อน ๆ รวมตัวกันในนาม “ชมรมพ่อบ้านใจกล้า” เปิดระดมทุนช่วยเหลือครอบครัวที่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ เนื่องจากพวกเขามองว่าครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะถูกมองว่าเป็นฝ่ายผิด และไม่ได้รับเงินเยียวยา จึงต้องการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
ทางเจ้าหน้าที่ดีเอสไอยึดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและคอมพิวเตอร์พกพา พร้อมกับออกหมายเรียกนักกิจกรรมชมรมพ่อบ้านใจกล้าอย่างน้อย 9 คน ในฐานะพยาน ฐานนำข้อมูลที่เป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้บริจาคอย่างน้อย 20 คน ถูกออกหมายเรียกในฐานะพยานด้วย
และล่าสุดนายซาฮารีถูกดีเอสไอออกหมายเรียกในข้อหานำข้อมูลที่เป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ที่ผ่านมา
นายอับดุลเลาะมองว่า เจ้าหน้าที่รัฐมองว่าชมรมนี้สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผู้เห็นต่าง ทั้งที่เป็นการระดมทุนช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ขณะที่ทาง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าระบุว่า นายซาฮารีนำเงินบริจาคไปใช้ในกิจกรรมอื่น ๆ จึงต้องการตรวจสอบเพิ่มเติม

ที่มาของภาพ, CAP
กรณีแสดงออกทางอัตลักษณ์ 7 คน
เมื่อวันพุธที่ 4 พ.ค. 65 ปรากฏภาพการรวมตัวกันของเยาวชนหลักหมื่นในชุดแต่งกายมลายู ที่บริเวณชายหาดวาสุกรี อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ในกิจกรรม Perhimpunan MalayS RAYA 2022 เพื่อประกวด “ภาพหมู่ชุดแต่งกายมลายู” หน่วยงานหลักที่จัดงานนี้มีชื่อว่า สมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (Civil Society Assembly For Peace: CAP)
นายฮาซัน ยามาดีบุ ประธานกลุ่มบุหงารายาเพื่อการศึกษา จ.ยะลา และเลขาธิการสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ เคยให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า วัตถุประสงค์การจัดงานก็เพื่อรวมตัวกันในการแต่งกายชุดท้องถิ่นมลายู เพื่อเฉลิมฉลองต้อนรับศักราชใหม่ของอิสลาม โดยร่วมกันร้องรำทำเพลงเป็นภาษาท้องถิ่น
ด้าน พล.ท.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งแม่ทัพน้อยที่ 4 แต่เคยให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย สมัยดำรงตำแหน่งยศพลตรีในฐานะรองผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าว่า ลักษณะของการดำเนินกิจกรรมสอดคล้องและสอดรับกับแนวความคิดของกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น ไม่ว่าจะเป็นการนำธงชาติของปาเลสไตน์มาประดับ หรือการชูนิ้วหนึ่งนิ้วเพื่อแสดงออกถึงนโยบาย “ซาตูปัตตานี” หรือปัตตานีเดียว ที่ยึดถือจากประวัติศาสตร์ในพื้นที่ว่าสามจังหวัดชายแดนใต้เคยเป็นรัฐเดียวกันมาก่อน
“ผมอยากให้แยกเป็น 2 ภาพ ภาพของอัตลักษณ์และขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม มันเป็นสิ่งที่ทุกคนให้การส่งเสริมและสนับสนุน แต่การมาทำให้กิจกรรมมันผิดเพี้ยนไปจากกลุ่มอื่น ๆ เป็นสิ่งที่รัฐต้องเข้าไปทำการตรวจสอบเช่นเดียวกัน” รองผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ในขณะนั้น กล่าว
เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD) ระบุว่า มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 5 คน ที่ถูกหมายเรียกพยาน และอีก 2 คน ที่ตกเป็นถูกต้องหาร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หรือวิธีอื่นใด ในลักษณะอั้งยี่ ซ่องโจร และคาดว่าเร็ว ๆ นี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมอีกอย่างน้อย 11 คน อาจถูกหมายเรียกในฐานะพยาน
กรณีไลฟ์สดการแห่ศพหรือแย่งชิงศพผู้เสียชีวิตที่ถูกวิสามัญ ฯ 5 คน
ข้อมูลของเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD) ระบุว่า มีนักกิจกรรมภาคประชาสังคมและสื่อมวลชนทั้งหมด 5 คน ที่ถูกตั้งข้อหาขัดขวางการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ จากกรณีการไลฟ์สดภาพพิธีแห่ศพหรือแย่งศพผู้ถูกวิสามัญฆาตกรรมจากเหตุปะทะซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 2565-66
พิธีแห่ศพคือการที่ชาวบ้านพร้อมใจกันตั้งแถวและแสดงความเคารพต่อศพ ก่อนนำไปฝังตามพิธีทางศาสนา
“ผู้คนออกมาตั้งขบวน พูดเชิดชูผู้ถูกวิสามัญฯ ว่าเป็นนักรบ อะไรแบบนี้ เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ไม่ต้องการให้ปรากฏภาพข่าวลักษณะนี้ออกไป” นายอับดุลเลาะ กล่าว
ที่ผ่านมามีผู้สื่อข่าวของสำนักข่าววาร์ตานี 2 คน ถูกหมายเรียกข้อหาขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หลังไลฟ์สดพิธีแห่ศพผู้ถูกวิสามัญ ฯ ใน ต.บ้านแหร อ.ธารโต จ.ยะลา เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
ประธานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD) อธิบายต่อว่า เหตุการณ์แย่งศพ มักเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ครอบครัวผู้ถูกวิสามัญฯ พยายามนำศพไปทำพิธีทางศาสนาอิสลามให้เร็วที่สุด ตามความเชื่อทางศาสนา แต่กลับเผชิญกับปัญหารับคืนศพล่าช้า หลายครั้งเจ้าหน้าที่สื่อสารคลุมเครือว่านำศพไปไว้ที่ใด หรือญาติพยายามเข้าไปยังที่จุดเกิดเหตุ เนื่องจากไม่เชื่อมั่นในขั้นตอนการเก็บหลักฐานพยานของเจ้าหน้าที่ในจุดเกิดเหตุ เป็นต้น
หรือบางกรณีพบว่า เจ้าหน้าที่ต้องการขุดศพที่ฝังแล้วขึ้นมาใหม่เพื่อนำไปดำเนินการขั้นตอนทางนิติวิทยาศาสตร์ ทำให้เกิดข้อพิพาทกับครอบครัว เนื่องจากขัดกับหลักศาสนา ทำให้เกิดภาพชุลมุน และการปะทะคารมกันระหว่างญาติและเจ้าหน้าที่เผยแพร่ออกไป
นายอับดุลเลาะ บอกว่า ทางเจ้าหน้าที่รัฐมองว่าเป็นเรื่องอ่อนไหว และเห็นว่าการที่สื่อมวลชนหรือประชาชนถ่ายทอดสดเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มวลชนเดินทางเข้ามายังจุดเกิดเหตุมากขึ้น ในลักษณะปลุกระดม จนทำให้เกิดความชุลมุน และมองว่าผู้ไลฟ์สดมีพฤติกรรมเข้าข่ายขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ทั้งที่เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริง

ที่มาของภาพ, Getty Images
จากรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม. ระบุว่า ในปี 2565 สถิติการวิสามัญผู้ต้องหาคดีความมั่นคงระหว่างปี 2563-65 มีทั้งหมด 27 เหตุการณ์ และมีผู้ถูกวิสามัญฯ ทั้งหมด 61 คน โดยในปี 2565 มี 9 เหตุการณ์ และมีผู้เสียชีวิต 18 คน ในภาพรวมมีแนวโน้มสถิติเหตุการณ์และผู้เสียชีวิตลดลง
ถึงแม้ กสม. เน้นย้ำว่าการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ในเหตุปะทะซึ่งนำมาสู่การวิสามัญฯ ต้องคำนึงถึงสิทธิในชีวิตและร่างกายของประชาชนซึ่งย่อมได้รับการคุ้มครอง โดยต้องไม่ถูกทำให้เสียชีวิตตามอำเภอใจ รวมทั้งสิทธิของผู้ต้องหาที่ต้องได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน จนกว่าจะพิสูจน์ตามกฎหมายว่ามีความผิดก็ตาม แต่นายอับดุลเลาะตั้งข้อสังเกตว่าเหตุปะทะหลายครั้ง “ไม่ได้เริ่มจากมาตรการเบาไปหาหนัก” ตามที่ควรจะเป็น
ทางศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ระบุในเว็บไซต์ว่า กรณีออกหมายเรียกสื่อมวลชนที่ไลฟ์สดพิธีแห่ศพผู้ถูกวิสามัญฯ ต.บ้านแหร อ.ธารโต จ.ยะลา เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2566 เพราะเห็นว่า การไลฟ์สดผ่านเพจเฟซบุ๊กของสำนักข่าววาร์ตานี มีลักษณะปลุกระดมมวลชนจากภายนอกพื้นที่ให้เข้ามาขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และพบว่าได้มีการเคลื่อนไหวในลักษณะเผยแพร่ข้อมูลที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง โดยเฉพาะการที่มีกลุ่มประชาชนออกมาตะโกนเรียกร้องเอกราชในระหว่างการแห่ศพของผู้เสียชีวิต
ในคำชี้แจงของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังระบุว่า ปัจจุบัน มีบางองค์กรหรือสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งเป็นของกลุ่มที่เห็นต่างจากรัฐ พยายามออกมาสื่อสารเพื่อปลุกระดมกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีความเป็นธรรม ใช้อำนาจนอกกระบวนการยุติธรรมเพื่อกลั่นแกล้งบุคคลเหล่านั้น อีกทั้งยังมีความพยายามเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อหาช่องทางขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ
จากพฤติการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมาของผู้ที่ถูกเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นหรือได้รับหมายเรียก เป็นบุคคลที่ต้องสงสัย มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ซึ่งเจ้าหน้าที่มีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย อีกทั้งการตรวจค้นเพื่อหาพยานหลักฐาน หรือการออกหมายเรียกเพื่อสอบปากคำในฐานะพยาน ไม่ใช่เป็นผู้ต้องหาเสมอไป
“จึงไม่ใช่การกลั่นแกล้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งตามที่ได้มีความพยายามกล่าวหา” พร้อมกับยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้วยความชอบธรรม โดยรัฐต้องดำเนินการต่อทุกคนทุกกลุ่มที่กระทำผิดโดยไม่เลือกปฏิบัติ

ที่มาของภาพ, Getty Images
กองทัพชี้แจง ไม่เคยใช้การฟ้องร้องเพื่อปิดปากใคร
หากนับสถิติที่ทาง JASAD แจกแจงมาทั้งหมด พบว่า มีผู้เข้าข่ายถูกฟ้องปิดปากจำนวน 43 คน แต่จากการจำแนกข้อมูลโดยบีบีซีไทยพบว่ามีรายชื่อซ้ำกันทั้งหมด 4 คน ทำให้เข้าใจได้ว่ามี 39 คน ที่เข้าข่ายถูกฟ้อง SLAPP ประกอบด้วยผู้ชาย 30 คน และผู้หญิง 9 คน
ประธานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD) เสนอว่าควรยุบหน่วยงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และยกเลิกการประกาศใช้กฎหมายพิเศษและกฎหมายความมั่นคงรวมกัน 3 ฉบับ ที่ถูกบังคับใช้มาเป็นระยะเวลากว่า 19 ปี ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เพราะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจเหนือพลเรือนจากสภาวะกฎหมายปกติ และส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่อย่างกว้างขวาง รวมถึงการใช้กฎหมายฟ้องร้องเพื่อปิดปากนักกิจกรรมในพื้นที่ตามที่รวบรวมสถิติไว้ข้างต้น
ด้าน พ.อ.เอกวริทธิ์ ชอบชูผล โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันกับบีบีซีไทยว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนในกฎหมาย และรัฐไม่เคยใช้กระบวนการฟ้องร้องเพื่อปิดปากใคร
"ถ้าเขาทำโดยบริสุทธิ์ใจก็ไม่มีปัญหา แต่ทุกการกระทำของเขามีวาระซ่อนเร้นทั้งหมด และเป็นไปในทิศทางเดียวกันของทั้งกลุ่มในภาพรวม หากบริสุทธิ์ใจจริงก็ให้ไปพิสูจน์กันในชั้นศาล" โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ระบุ
พ.อ.เอกวรินทร์ กล่าวต่อว่า มี กอ.รมน. ในทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่พิเศษจึงบังคับใช้กฎหมายพิเศษที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น ซึ่งต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเจ้าหน้าที่รัฐใช้กฎหมายพิเศษเพียงบางมาตราเท่านั้น ด้วยเป้าประสงค์เพื่อระงับเหตุร้ายและติดตามผู้ต้องสงสัยได้อย่างทันท่วงที เพื่อนำส่งฟ้องศาลภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด
"ถ้ากลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ทำด้วยความสุจริตก็ไม่ต้องกลัว เพราะกฎหมายจะให้ความยุติธรรมกับทุกคน" พ.อ.เอกวรินทร์ กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ที่ผ่านมารัฐสภาได้แต่งตั้ง คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาติดตามและส่งเสริมการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อศึกษาแนวทางการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้โดยอาศัยกลไกรัฐสภา
นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคเป็นธรรม ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชุดดังกล่าว ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า เตรียมนำปัญหาการฟ้องปิดปากนักกิจกรรมในชายแดนใต้เข้าหารือใน กมธ.วิสามัญศึกษาติดตามและส่งเสริมการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ เนื่องจากมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในพื้นที่ชายแดนใต้
“หลายคนบอกว่าคู่เจรจาใช้กำลัง ยิงระเบิด ทำลายนู่นนี่ แต่ รากเหง้า [ของปัญหา] ในพื้นที่ คือ การปิดกั้นสิทธิเสรีภาพการแสดงออกของพี่น้องประชาชน เราไม่เคยมีพื้นที่สาธารณะในการแสดงออก และผลักคนที่มีความแตกต่างให้ไปอยู่ชิดกำแพง อยู่ในมุม จนเขาบอกว่าไม่ไหวแล้ว เขาต้องออกมาสู้ เพราะฉะนั้นแล้วกฎหมายต่างๆ ที่นำมาฟ้อง SLAPP ต้องหมดไป ไม่ใช้พร่ำเพรื่อจนประชาชนรู้สึกถูกลิดรอนเสรีภาพขั้นพื้นฐาน” นายกัณวีร์ กล่าว
ขณะนี้ทาง กมธ.วิสามัญฯ พยายามยกเรื่องการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้ให้เป็นวาระแห่งชาติ และยืนยันว่าต้องยกเลิกกฎหมายพิเศษที่บังคับใช้ในพื้นที่ดังกล่าวให้ได้ พร้อมกับพยายามส่งเสริมการเจรจาสันติภาพหรือการพูดคุยสันติสุขระหว่างรัฐไทยและกลุ่มต่าง ๆ เช่น บีอาร์เอ็น โดยมีแนวคิดตราพระราชบัญญัติสร้างสันติภาพในชายแดนใต้ เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมั่นใจได้ว่ารัฐจริงจังกับกระบวนการนี้
โดยเขาบอกว่ากระบวนการพูดคุยสันติสุขต้อง “ไม่แอบ ๆ หลบ ๆ ไปคุยกันในห้องเล็ก ๆ แต่ต้องออกมาพูดคุยให้ประชาชนรู้และเห็น”
นายกัณวีร์ ยังเห็นด้วยว่าควรยุบ กอ.รมน. และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (ศอ.บต.) เพราะเป็นหน่วยงานที่ทับซ้อนกัน และทำให้กองทัพมีอำนาจมากเกินไป ทั้งที่แนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ควรมุ่งเน้นไปที่การกระจายอำนาจ และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบราชการมากกว่า
ด้าน โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันกับบีบีซีไทยว่า กอ.รมน. เป็นหน่วยงานสำคัญที่ช่วยสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ "เราเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา [ชายแดนใต้] ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของปัญหา แต่ฝ่ายตรงข้ามก็พยายามโยงเราเข้ามาให้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง"
9 นักกิจกรรมผู้จัดกิจกรรมแต่งชุดมลายู เข้ารับทราบข้อกล่าวหา
นักกิจกรรมในจังหวัดชายแดนใต้ 9 คน ซึ่งเป็นผู้จัดกิจกรรมแต่งกายชุดมลายูในงานฉลองวันฮารีรายอ เมื่อเดือน พ.ค. 2565 เข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่สถานีตำรวจภูธรสายบุรี จ.ปัตตานี หลังจากได้รับหมายเรียกในข้อกล่าวหา ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรหรือกระทำเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฏหมายแผ่นดิน อั้งยี่ ซ่องโจร
ศูนย์ข่าวภาคใต้ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส รายงานว่ากิจกรรมที่ชื่อว่า "มลายูรายา" จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2565 ที่หาดวาสุกรี อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มเยาวชนชายชาวมุสลิมนับหมื่นคนในชุดการแต่งกายแบบชาวมลายู ชุดประจำถิ่นของประชาชนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งถือเป็นการรวมตัวของเยาวชนชายชาวมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และยังเป็นจุดเริ่มต้นที่มีการจัดกิจกรรมแบบนี้ต่อเนื่องมาในปี 2566
เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD) มองว่า คดีที่เกิดกับนักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมในชายแดนใต้คดีนี้ เป็นการดำเนินคดีที่เข้าข่ายฟ้องปิดปากหรือ SLAPP
กรณีดังกล่าวเป็นการร้องทุกข์จากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีกับแกนนำผู้จัดการชุมนุม กล่าวว่า การชุมนุมมี "เนื้อหาสอดแทรกการแบ่งแยกความเป็นชาติ ศาสนา มาตุภูมิ และบิดเบือนประวัติศาสตร์"
สำนักข่าวประชาไท และไทยพีบีเอส รายงานตรงกันว่า ตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี ชี้แจงการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 9 คนว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการแต่งกายหรือการแสดงอัตลักษณ์วัฒนธรรม โดยประชาไท อ้างถึงเอกสารคำชี้แจงจากตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานีที่ระบุว่า "การดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหานี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแต่งกายหรือการแสดงวัฒนธรรมอันดีงามของผู้คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่กลุ่มผู้ต้องหาได้แอบแฝงสอดแทรกความคิด บิดเบือนประวัติศาสตร์ไว้ในกิจกรรมเป็นเครื่องมือในการยุยงคนในสังคมให้เกิดความแตกแยก"










