ชายแดนใต้: การเลือก 'พูดคุยในทางลับ' โดยไม่เปิดโต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการ นำมาสู่ความรุนแรงในช่วงเดือนรอมฎอนหรือไม่

ที่มาของภาพ, Getty Images
เริ่มต้นช่วงถือศีลอดได้เพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น พบว่าเหตุรุนแรงกลับปะทุขึ้นหลายจุดในพื้นที่ชายแดนใต้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย และบาดเจ็บมากกว่าสิบคน
ล่าสุด เกิดเหตุยิงปะทะและลอบวางระเบิดหลายจุดใน จ.นราธิวาส ช่วงกลางคืนของวันที่ 8 มี.ค. ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน (อส.) เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอย่างน้อย 9 คน โดยในจำนวนนี้มีพลเรือนด้วย
ทั้งนี้ พบว่าที่ว่าการอำเภอสุไหง-โกลก ได้รับความเสียหายมากที่สุดจากแรงระเบิด ซึ่งผู้ก่อเหตุในชุดดำร่วมสิบคน ขับรถเก๋งและรถกระบะเข้ามายังพื้นที่เกิดเหตุและเปิดฉากยิงจู่โจม ก่อนจอดรถเก๋งที่คาดว่ามีระเบิดไว้หน้าที่ว่าการอำเภอ จากนั้นจุดชนวนระเบิดก่อนหลบหนีไป
ในคืนวันเดียวกัน พื้นที่หมู่ 3 ต.เตราะบอน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ก็พบเหตุลอบวางระเบิดแสวงเครื่อง ส่งผลให้อาสาทหารพราน 1 นาย พร้อมด้วยผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 2 ราย ถึงแก่ชีวิต และมีผู้บาดเจ็บ 1 รายซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านด้วยเช่นกัน
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 6 มี.ค. ก็เกิดเหตุคนร้ายขว้างระเบิดแสวงเครื่องแบบไปป์บอมจำนวน 2 ลูก เพื่อหวังทำร้ายเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ภายในป้อมตำรวจบนถนนพาดรถไฟ ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา แต่ระเบิดกลับตกกลางถนน ส่งผลให้ประชาชนที่สัญจรบริเวณนั้นได้รับบาดเจ็บจำนวน 6 คน

ที่มาของภาพ, Getty Images
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แสดงความเสียใจต่อเหตุลอบยิงและการลอบวางระเบิดหลายจุดเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 แสดงความเสียใจกับครอบครัว เจ้าหน้าที่ และประชาชนผู้เสียชีวิต พร้อมสั่งการให้เร่งคลี่คลายสถานการณ์
ด้าน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เชื่อว่าเหตุรุนแรงเป็นฝีมือของกลุ่มขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือ บีอาร์เอ็น (Barisan Revolusi Nasional - BRN) ซึ่ง "สะท้อนถึงความไม่เคารพต่อความปรารถนาในสันติสุขของประชาชน ตลอดจนการละเมิดกฎหมายและทำลายความสงบเรียบร้อย"
อย่างไรก็ดี ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา ม.สงขลานครินทร์ บอกกับบีบีซีไทยว่า ยังไม่สามารถด่วนสรุปกลุ่มผู้ก่อเหตุได้ เนื่องจากถึงแม้ว่าบีอาร์เอ็นเป็นกลุ่มหลัก ๆ ที่มีศักยภาพด้านกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ แต่ช่วงหลังก็พบว่ามีกลุ่มอื่น ๆ ที่มีศักยภาพก่อเหตุลักษณะเดียวกัน เช่น กลุ่มองค์การปลดปล่อยสหปาตานี หรือ พูโล (PULO)
ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.ศรีสมภพ ชี้ให้เห็นด้วยว่า โดยทั่วไปแล้วเหตุรุนแรงจะเกิดขึ้นในช่วงสิบวันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน แต่ในปีนี้กลับพบเหตุความรุนแรงตั้งแต่ช่วงแรกของเดือนถือศีลอด ซึ่งเขามองว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่ "มีความผิดปกติ"
ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันสันติศึกษา เห็นว่ามีข้อสังเกตที่น่าสนใจหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีในลักษณะประสานกันหลาย ๆ จุดพร้อมกัน, มีพื้นที่ปฏิบัติการกว้างขวาง, การเลือกจุดปฏิบัติการในที่ว่าการอำเภอและพื้นที่เมือง, ไปจนถึงการพุ่งเป้าหมายไปที่การทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายพลเรือน เช่น อส. เป็นต้น
"คล้าย ๆ กับว่ามีการวางแผนให้เกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องกัน เพื่อส่งสัญญาณบางอย่าง" ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว
ความชะงักงันของกระบวนการพูดคุยสันติสุข ท่ามกลาง "ประชาชนเป็นตัวประกัน"
น.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ ผู้ก่อตั้งสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ชายแดนใต้ ออกมาเรียกร้องขอให้รัฐบาลไทยตั้งคณะพูดคุยสันติสุขโดยเร็ว เนื่องจากเธอมองว่าความรุนแรงที่ปะทุขึ้นในช่วงถือศีลนี้ เกิดจากกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้บรรยากาศสุญญากาศ เนื่องจาก น.ส.แพทองธาร นายกรัฐมนตรี ยังไม่แต่งตั้งคณะพูดคุยฝ่ายไทย ทั้งที่ทางบีอาร์เอ็น และมาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวก ต่างต้องการให้การพูดคุยกลับมายังโต๊ะเจรจาอีกครั้ง
ทั้งนี้ คณะพูดคุยชุดล่าสุดของไทยมีขึ้นในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน แต่ได้สิ้นสุดลงไปหลังนายเศรษฐาถูกถอดถอนออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี
เธอกล่าวว่า ช่วงรอมฎอนถือเป็นเดือนประเสริฐที่ชาวมุสลิมจะให้ความสำคัญกับวัตรปฏิบัติทางศาสนาเป็นหลัก "แต่ในขณะเดียวกันทางบีอาร์เอ็นเขาก็มีการเผยแพร่แนวทางการต่อสู้ในอีกทางหนึ่ง โดยระบุว่าการต่อสู้ในเดือนรอมฎอน ไม่ได้มีแค่การถือศีลอดเท่านั้น แต่การต่อสู้ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญในเดือนรอมฎอน ทำให้เคยมีสถิติว่าเดือนรอมฎอนเป็นช่วงที่เกิดเหตุรุนแรงมากที่สุด"
ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยเคยมีข้อตกลงหยุดยิงในช่วงรอมฎอนปี 2556 และปี 2565 โดยทั้งสองครั้งเป็นการทำข้อตกลงระหว่างไทยกับบีอาร์เอ็น ซึ่งผลจากการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงทำให้เหตุรุนแรงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ทว่าในช่วงหยุดยิงปี 2565 เกิดเหตุลอบวางระเบิดที่ทางกลุ่มพูโล G5 ออกมายอมรับว่าเป็นฝีมือของตนเอง ซึ่งในตอนนั้นฝ่ายไทยไม่ได้มีข้อตกลงร่วมกันกับกลุ่มนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images
ถึงแม้กรณีล่าสุดทำให้เห็นว่าแนวร่วมในพื้นที่เปิดปฏิบัติการพุ่งเป้าไปที่การทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ น.ส.อัญชนา บอกว่า "ผลกระทบในตอนนี้เกิดขึ้นกับประชาชน ไม่ต่างจากการให้ประชาชนเป็นตัวประกัน" เนื่องจากเหตุรุนแรงเกิดในที่สาธารณะซึ่งมีพลเรือนอยู่ด้วย
เธอกล่าวต่อว่า "ประชาชนรู้สึกไม่ปลอดภัย แล้วปฏิบัติการที่เข้าสู่ใจกลางเมืองมากขึ้น ก็สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการป้องกันของรัฐไม่สามารถปกป้องประชาชนได้เลย" ท่ามกลางกระบวนการสันติภาพที่ชะงักลง หลัง น.ส.แพทองธาร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้กว่า 6 เดือน
"ทางบีอาร์เอ็นสื่อสารมาตลอดตั้งแต่เดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว ก่อนที่คุณทักษิณ [ชินวัตร] และคุณแพทองธารจะไปพบคุณอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ถ้าจำไม่ผิด เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ทางบีอาร์เอ็นก็การแถลงว่าจะยิ่งใช้ความรุนแรง หากรัฐไม่มีความจริงใจในการเจรจา หรือดำเนินการล่าช้า แล้วพอมาประมาณ ก.พ. ปีนี้ เราก็เห็นเพจเฟซบุ๊กไอโอ (Information operation – IO) ที่เชื่อว่าน่าจะเป็นของขบวนการ ก็ออกมาประสานเสียงว่าจะใช้ความรุนแรงเช่นกัน" ผู้ก่อตั้งสมาคมด้วยใจฯ กล่าว
ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่า สาเหตุที่ทางฝ่ายไทยยังไม่แต่งตั้งคณะพูดคุย อาจเป็นเพราะต้องการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการพูดคุยบางอย่าง ซึ่งเข้าใจกันว่าการปรับเปลี่ยนดังกล่าวอาจทำให้ฝั่งบีอาร์เอ็นไม่พอใจ
เขาอธิบายว่าที่ผ่านมากระบวนการพูดคุยสันติสุขซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อเนื่องมาจนถึงคณะพูดคุยของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ต่างดำเนินการดันแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม หรือ เจซีพีพี (Joint Comprehensive Plan towards Peace - JCPP) ซึ่งมี 3 ใจความสำคัญหลัก ได้แก่ การลดความรุนแรงในพื้นที่ การมีเวทีปรึกษาหารือกับประชาชน และการแสวงหาทางออกทางการเมือง
แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลปัจจุบันมองว่านี่ไม่ใช่แผนที่ดีสำหรับการหาทางออกในพื้นที่อีกต่อไปแล้ว
"รัฐบาลนี้อาจประเมินว่าหากพูดคุยต่อไป รัฏฐาธิปัตย์จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบกลุ่มติดอาวุธนอกกฎหมายในโต๊ะพูดคุย เป็นความเสียเปรียบทางการเมือง ทำให้สถานะอีกฝ่ายเท่าเทียมกับรัฐไทย" ผศ.ดร.ศรีสมภพ บอก
"พอจะมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขตรงนี้ อีกฝ่ายก็เลยเลือกตอบโต้ด้วยความรุนแรง" เขากล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้าน น.ส.อัญชนา มองว่าอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รอมฎอนปีนี้เกิดเหตุรุนแรงตั้งแต่ช่วงต้นของการถือศีลอด เป็นเพราะทางฝ่ายไทยติดต่อกับหัวหน้าคณะอำนวยความสะดวกของมาเลเซีย เพื่อสื่อสารไปยังบีอาร์เอ็นว่าหากมีความจริงใจต่อกระบวนการพูดคุยสันติสุข ก็ต้องควบคุมไม่ให้เกิดเหตุช่วงรอมฎอน ไม่เช่นนั้นทางฝ่ายไทยจะไม่แต่งตั้งคณะพูดคุย ซึ่งเธอมองว่าเป็นการส่งสารจากรัฐบาลไทยที่ไม่สมควรเกิดขึ้น เนื่องจากไปกระตุ้นปฏิกิริยาของอีกฝ่าย
"เราต้องยอมรับว่าเครื่องมือเดียวที่เขาใช้เพื่อแสดงเจตจำนงทางการเมืองหรือกดดันการเจรจา ก็คือการใช้ความรุนแรง แต่ที่ผ่านมามันมีเครื่องมือทางออกอื่นที่เข้ามาช่วย control (ควบคุม) ความรุนแรงก็เลยลดลง แต่ในเมื่อตอนนี้มันไม่มีทางออกอื่น เขาก็กลับมาใช้ความรุนแรงต่อ"
วันนี้ (10 มี.ค.) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ตนเองเคยบอกว่าขอให้ไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงเดือนรอมฎอน เพราะหากมีเหตุเกิดขึ้น ถือว่าชุดเจรจาเก่าไม่สามารถเป็นตัวแทนในคณะพูดคุยได้จริง
"สิ่งที่เราพูดชัดเจนต่อสาธารณะ ขอให้ยุติสักช่วงหนึ่ง หากสามารถยุติได้ช่วงหนึ่ง แสดงว่าต้องการที่จะเจรจา" รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กล่าว "ขณะนี้มีการติดต่อไว้หลายส่วน เพราะไม่แน่ใจว่าใครคือตัวจริงที่จะเจรจา แต่ยังไม่ได้หยุด และเราเดินหลายทางอยู่ พยายามเช็คให้แน่นอน"
ด้าน น.ส.อัญชนา มองว่า ที่ผ่านมากระบวนการพูดคุยสันติสุขไม่ได้มีปัญหาเรื่องการพูดคุยไม่ถูกคนหรือไม่ได้พูดคุยกับตัวจริง
"แต่การที่คุณจะนำการเจรจาไปสู่ผู้นำของกลุ่มบีอาร์เอ็นตัวจริงได้ มันยังไม่ถึง" เธอบอก "เขาคงไม่ยอมเปิดเผยตัวตนผู้นำของเขา จนกว่าจะได้ final agreement (ข้อตกลงสุดท้าย)"
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการพูดคุยที่ผ่านมาต่างมีประเด็นเรื่องความไว้วางใจมาโดยตลอด ซึ่งทำให้กระบวนการพูดคุยสันติสุขมีความเปราะบางเสมอมา
เสียงเตือน การเจรจาหลังฉากจะผลักให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามนายภูมิธรรมว่าจะมีการเปลี่ยนหัวหน้าคณะพูดคุยจากเดิมที่เป็นนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) หรือไม่ เขาตอบว่าการตั้งคณะพูดคุยไม่ยาก "แต่ตั้งให้ถูกคนนั้นยาก" พร้อมกับบอกว่าไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้
"เมื่อสักครู่เพิ่งได้รับรายงาน และแจ้งกลับไปว่าขอให้เดินหน้าพูดคุยกับภาคส่วนต่าง ๆ ต่อ โดยเป็นการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการว่าใช่คนที่เราจะคุยต่อหรือไม่ รัฐบาลเต็มที่ที่จะเจรจา พยายามอย่างเต็มที่ในการเจรจา" นายภูมิธรรมบอกกับสื่อ ซึ่งเผยให้เห็นว่าแม้ไทยไม่ได้แต่งตั้งคณะพูดคุยอย่างเป็นทางการ แต่การพูดคุยหลังฉากกับฝ่ายต่าง ๆ ยังเดินหน้าต่อ
ผศ.ดร.ศรีสมภพ ตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลนี้กำลังดำเนินการเจรจาในลักษณะไม่เปิดเผย แต่อาศัยการตกลงแบบลับ ๆ เป็นรายบุคคล รายกลุ่มที่เคลื่อนไหวในพื้นที่
"ไม่เหมือนการพูดคุยที่ผ่านมาซึ่งมีแพลตฟอร์ม (platform) ที่เป็นทางการ มีสักขีพยาน มีประเทศที่สามอย่างมาเลเซียมาเป็นผู้อำนวยความสะดวก หรือมีผู้สังเกตการณ์นานาชาติมาช่วยดู ซึ่งจะได้ข้อตกลงอย่างเป็นทางการ เปิดเผย ชัดเจน แต่รัฐบาลไม่เอาเงื่อนไขหรือแพลตฟอร์มที่เป็นทางการแบบนี้อีกแล้ว แต่ทำเป็น secret talk (พูดคุยในทางลับ) individual talk (พูดคุยเป็นรายบุคคล) โดยไม่เป็นทางการ เพื่อจะได้ลดทอนสถานะของคู่เจรจาลงไป เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดการพูดคุยแบบเสมอภาคกัน" เขากล่าว

ที่มาของภาพ, ANWAR IBRAHIM
นายทักษิณ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาประธานอาเซียนโดยนายอันวาร์ นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ซึ่งทราบกันดีว่ามีความกระตือรือร้นอย่างมากที่จะเป็นตัวกลางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้
ด้านตัวนายทักษิณเองก็เดินทางมายังจังหวัดชายแดนใต้เมื่อช่วงปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา พร้อมกับประกาศด้วยความมั่นใจว่าปัญหาไฟใต้จะจบลงในปี 2570 หลังจากนั้นองคาพยพในฝั่งรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นท่าทีของรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง หรือ สมช. ก็ตอบรับในทิศทางเดียวกันว่าจะยุติปัญหาภาคใต้ให้ได้ตามไทม์ไลน์ที่นายทักษิณว่าไว้
น.ส. อัญชนา ตั้งข้อสังเกตว่า น.ส.แพทองธาร ผู้เป็นลูกสาวและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี น่าจะปล่อยให้ผู้เป็นพ่อดำเนินบทบาทหลังฉาก แทนที่จะประกาศให้เป็นเจตจำนงทางการเมือง
การหารือผ่านโทรศัพท์ระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับ นายอันวาร์ เมื่อวันที่ 6 มี.ค. นายกรัฐมนตรีหญิงของไทยสื่อสารผ่านช่องทางสาธารณะต่าง ๆ ว่าเป็นการพูดคุยเรื่องความร่วมมือแก้ปัญหาน้ำท่วมลุ่มแม่น้ำโก-ลก เท่านั้น
ทว่า นายอันวาร์ กลับระบุในโพสต์เฟซบุ๊กของเขาว่ามีการหารือเรื่องกระบวนการพูดคุยสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้ และการแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยคนใหม่ด้วย
"มันสะท้อนให้เห็นว่า คุณอุ๊งอิ๊งไม่ต้องการพูดเรื่องนี้ในนามรัฐบาล ไม่ได้มีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนในเรื่องการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้" น.ส.อัญชนา กล่าว "ในขณะที่คุณทักษิณก็พูดบอกว่าจะจบปัญหาภายในปี 2570 ซึ่งมันก็ไปกระทบกับบีอาร์เอ็น แล้วเขาจะตอบโต้อย่างไร ในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้าน ผศ.ดร.ศรีสมภพ บอกว่าการอาศัยการพูดคุยหลังฉากเป็นรายกลุ่ม รายบุคคล อย่างที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการอยู่นั้น ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า "คุยถูกคนหรือเปล่า คุยทั่วถึงทุกกลุ่มหรือไม่" เพราะถึงแม้ว่าไม่ใช่แนวร่วมทุกกลุ่มได้อยู่บนโต๊ะเจรจา แต่พวกเขาต่างคาดหวังว่าจะได้เห็นกระบวนการสร้างสันติภาพเกิดขึ้นในพื้นที่นี้
"มันก็มีการพูดกันว่าเป็นการพูดคุยเพื่อให้แต่ละกลุ่มเขาแตกกันหรือเปล่า ด้วยการคุยกับคนนั้น แต่ไม่คุยกับคนนี้ มันก็ถูกมองว่าไม่เป็นเจตนาที่ดีทางการเมือง มันก็เสี่ยงที่จะทำให้เสียความชอบธรรม เพราะฉะนั้น มันก็จะเกิดปฏิบัติการจากกลุ่มที่ไม่ได้รับการพูดคุย เพราะแต่ละกลุ่มก็มีกองกำลังเป็นของตัวเอง ความรุนแรงมันก็ไม่จบ และนี่คือปัญหาและอุปสรรคที่กำลังเกิดขึ้น"
อาจารย์จากสถาบันสันติภาพมองว่ารัฐบาลต้องเจอกับสิ่งท้าทายที่ยังไม่รู้อีกมาก หากการพูดคุยในทางลับยังดำเนินการเช่นนี้ต่อ
"แต่เรารู้แล้วว่าหนึ่งในสิ่งท้าทายเหล่านั้น คือเหตุรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้" เขากล่าว











